“นายอำเภอบ้านสร้าง” เซ่นน้ำท่วม โซเชียลแห่ #เซฟนายอำเภอ เปิดคำถาม “คนผิด หรือระบบมีปัญหา?”
คำสั่งย้ายด่วน “นายอำเภอบ้านสร้าง” กลายเป็นประเด็นร้อนที่ไม่ได้จบอยู่เพียงแค่คำถามว่า ใครผิด ใครถูก แต่กำลังขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า—การย้ายข้าราชการระดับพื้นที่ คือการแก้ปัญหา หรือเป็นเพียงการหาคนรับผิดแทนระบบที่มีปัญหา?
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 มีคำสั่งให้ นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ไปช่วยราชการ ณ วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็นเวลา 1 เดือน พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งด้านวินัยและทัศนคติ ภายหลังเกิดประเด็นในที่ประชุม บกปภ.ช. เกี่ยวกับการรายงานและการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่
คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ จึงทำให้คำถามไม่ได้อยู่แค่ที่ตัวนายอำเภอ แต่ลามไปถึง กระบวนการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ
เพราะในวันที่ประชาชนกำลังเผชิญน้ำท่วม สิ่งที่ประชาชนต้องการอาจไม่ใช่เพียงการหาว่า “ใครต้องรับผิด” แต่ต้องการรู้ว่า น้ำจะลดเมื่อไร ใครจะเข้ามาช่วย และระบบจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร
สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสในพื้นที่กลับไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับเหตุผลที่ปรากฏจากคำสั่ง
โลกออนไลน์และชาวบ้านในพื้นที่พากันติดแฮชแท็ก #เซฟนายอำเภอบ้านสร้าง พร้อมเผยแพร่ภาพการทำงานในช่วงน้ำท่วม โดยเฉพาะภาพการลงพื้นที่ในช่วงค่ำคืน
จนเกิดคำถามตามมาว่า หากปัญหาอยู่ที่การทำงานล่าช้าหรือไม่กระตือรือร้นจริง เหตุใดภาพที่ประชาชนในพื้นที่เห็นจึงแตกต่างออกไป?
แน่นอนว่า ภาพการลงพื้นที่เพียงอย่างเดียวไม่อาจใช้เป็นข้อสรุปว่าการบริหารจัดการไม่มีปัญหา และข้อกล่าวหาตามคำสั่งก็ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน
แต่ความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่ฝ่ายบริหารเห็น” กับ “สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่เห็น” นี่เอง คือประเด็นที่สังคมกำลังจับตา
นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ เป็นชาวนครศรีธรรมราชโดยกำเนิด และเติบโตในสายงานนักปกครอง โดยมีประสบการณ์ทำงานในหลายพื้นที่
เริ่มต้นเส้นทางในตำแหน่งนายอำเภอระโนด จ.สงขลา ก่อนย้ายมารับตำแหน่งนายอำเภอคลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีผลงานด้านการพัฒนาพื้นที่และได้รับรางวัลด้านการบริหารจัดการในระดับประเทศ
ต่อมาย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี โดยเริ่มดำรงตำแหน่งรักษาการนายอำเภอบ้านสร้างตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. 2565 ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งนายอำเภอ ประเภทอำนวยการระดับสูง และทำงานในพื้นที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เส้นทางราชการดังกล่าวทำให้ชื่อของนายเสฏฐวุฒิถูกจับตามองในฐานะข้าราชการนักปกครองรุ่นใหม่ที่ลงพื้นที่และทำงานใกล้ชิดกับประชาชน
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกนำกลับมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ คือภาพการทำงานในคืนวันที่ 6 ต.ค. 2569 เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนมีคำสั่งย้าย
ชาวบ้านระบุว่า นายเสฏฐวุฒิยังลงพื้นที่ในช่วงกลางคืน ขับเรือเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย รวมถึงกรณีชาวบ้านถูกสัตว์มีพิษกัดและต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
ภาพเหล่านี้กลายเป็นอีกด้านหนึ่งของเรื่องราว และทำให้เกิดคำถามว่า การทำงานในภาคสนามกับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบ เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่?
เพราะนายอำเภออาจลงพื้นที่อย่างเต็มที่ แต่ขณะเดียวกันระบบบัญชาการ การประสานงาน เครื่องมือ บุคลากร หรือการสั่งการในระดับต่าง ๆ อาจมีข้อจำกัดที่ประชาชนมองไม่เห็น
ดังนั้น การสอบสวนจึงมีความสำคัญ เพราะจะเป็นโอกาสในการแยกให้ชัดว่า ปัญหาเกิดจากตัวบุคคล หรือเกิดจากระบบ
หลังคำสั่งถูกเผยแพร่ กระแสในโลกออนไลน์กลับมีประชาชนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและส่งกำลังใจให้นายอำเภอบ้านสร้าง พร้อมแชร์ภาพการทำงานในช่วงน้ำท่วม
บางส่วนตั้งคำถามว่า การย้ายครั้งนี้กำลังทำให้นายอำเภอกลายเป็น “ผู้รับผิด” ของปัญหาที่อาจมีความซับซ้อนมากกว่าตัวบุคคลหรือไม่
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง การที่ฝ่ายปกครองมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวน ก็สะท้อนว่าประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบ และยังไม่ควรสรุปว่านายอำเภอมีความผิดหรือเป็น “แพะ” ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะปรากฏ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ อาจไม่ใช่เพียงชะตากรรมของนายอำเภอบ้านสร้าง แต่คือ ใครต้องรับผิดชอบต่อปัญหาการจัดการน้ำท่วมในภาพใหญ่
หากคำสั่งย้ายเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา สังคมก็ควรได้เห็นว่า หลังจากย้ายแล้ว ปัญหาน้ำท่วมจะได้รับการแก้ไขอย่างไร
แต่หากต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่คนคนเดียว การเปลี่ยนตัวบุคคลก็อาจไม่ได้เปลี่ยนระบบ
ยิ่งในช่วงที่รัฐบาลและฝ่ายบริหารกำลังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทุกคำสั่งจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเรื่องของระบบราชการอีกต่อไป แต่ถูกตีความในทางการเมืองและความรู้สึกของประชาชนได้ง่าย
นายกรัฐมนตรีเองก็อาจถูกตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หรือเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลัง “ลงมือทำอะไรบางอย่าง” เพื่อรับมือกับเสียงวิจารณ์ที่เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อการบริหารจัดการน้ำกลายเป็นเรื่องที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง ทั้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน อาชีพ และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
ดังนั้น การย้ายครั้งนี้จึงมีอย่างน้อย 2 มุมที่ต้องติดตาม
มุมแรก คือ หากนายอำเภอบ้านสร้างมีข้อบกพร่องจริง การสอบสวนต้องตอบให้ได้ว่า บกพร่องตรงไหน และส่งผลต่อประชาชนอย่างไร
อีกมุมหนึ่ง คือ หากปัญหาเกิดจากข้อจำกัดของระบบ การสอบสวนก็ไม่ควรหยุดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่ต้องสาวไปให้ถึงกลไกการสั่งการ การประสานงาน และการบริหารจัดการน้ำในระดับที่สูงขึ้น
เพราะสุดท้ายแล้ว การย้ายคนหนึ่งคนอาจทำให้ข่าวเงียบลงได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำจะลดลง และไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหายไป
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “นายอำเภอบ้านสร้างผิดหรือไม่?”
แต่อาจต้องถามต่อว่า
“ถ้าการบริหารจัดการน้ำมีปัญหา ใครควรรับผิดชอบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ?”
และที่สำคัญกว่านั้นคือ
“การย้ายครั้งนี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง หรือเพียงทำให้สังคมเห็นว่ารัฐกำลังจัดการกับปัญหาอยู่?”
คำตอบอาจต้องรอทั้งผลสอบและผลของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่หลังจากนี้
เพราะในสถานการณ์น้ำท่วม ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงคนรับผิด แต่ต้องการเห็นคนแก้ปัญหา