โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

“นายอำเภอบ้านสร้าง” เซ่นน้ำท่วม โซเชียลแห่ #เซฟนายอำเภอ เปิดคำถาม “คนผิด หรือระบบมีปัญหา?”

เดลินิวส์

อัพเดต 8 ตุลาคม 2569 เวลา 17.10 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
คำสั่งย้ายด่วน “นายอำเภอบ้านสร้าง” กลายเป็นประเด็นร้อนที่ไม่ได้จบอยู่เพียงแค่คำถามว่า ใครผิด ใครถูก แต่กำลังขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า—การย้ายข้าราชการระดับพื้นที่ คือการแก้ปัญหา หรือเป็นเพียงการหาคนรับผิดแทนระบบที่มีปัญหา?

คำสั่งย้ายด่วน “นายอำเภอบ้านสร้าง” กลายเป็นประเด็นร้อนที่ไม่ได้จบอยู่เพียงแค่คำถามว่า ใครผิด ใครถูก แต่กำลังขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า—การย้ายข้าราชการระดับพื้นที่ คือการแก้ปัญหา หรือเป็นเพียงการหาคนรับผิดแทนระบบที่มีปัญหา?

เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 มีคำสั่งให้ นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ไปช่วยราชการ ณ วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็นเวลา 1 เดือน พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งด้านวินัยและทัศนคติ ภายหลังเกิดประเด็นในที่ประชุม บกปภ.ช. เกี่ยวกับการรายงานและการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ จึงทำให้คำถามไม่ได้อยู่แค่ที่ตัวนายอำเภอ แต่ลามไปถึง กระบวนการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ

เพราะในวันที่ประชาชนกำลังเผชิญน้ำท่วม สิ่งที่ประชาชนต้องการอาจไม่ใช่เพียงการหาว่า “ใครต้องรับผิด” แต่ต้องการรู้ว่า น้ำจะลดเมื่อไร ใครจะเข้ามาช่วย และระบบจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร

สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสในพื้นที่กลับไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับเหตุผลที่ปรากฏจากคำสั่ง

โลกออนไลน์และชาวบ้านในพื้นที่พากันติดแฮชแท็ก #เซฟนายอำเภอบ้านสร้าง พร้อมเผยแพร่ภาพการทำงานในช่วงน้ำท่วม โดยเฉพาะภาพการลงพื้นที่ในช่วงค่ำคืน

จนเกิดคำถามตามมาว่า หากปัญหาอยู่ที่การทำงานล่าช้าหรือไม่กระตือรือร้นจริง เหตุใดภาพที่ประชาชนในพื้นที่เห็นจึงแตกต่างออกไป?

แน่นอนว่า ภาพการลงพื้นที่เพียงอย่างเดียวไม่อาจใช้เป็นข้อสรุปว่าการบริหารจัดการไม่มีปัญหา และข้อกล่าวหาตามคำสั่งก็ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน

แต่ความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่ฝ่ายบริหารเห็น” กับ “สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่เห็น” นี่เอง คือประเด็นที่สังคมกำลังจับตา

นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ เป็นชาวนครศรีธรรมราชโดยกำเนิด และเติบโตในสายงานนักปกครอง โดยมีประสบการณ์ทำงานในหลายพื้นที่

เริ่มต้นเส้นทางในตำแหน่งนายอำเภอระโนด จ.สงขลา ก่อนย้ายมารับตำแหน่งนายอำเภอคลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีผลงานด้านการพัฒนาพื้นที่และได้รับรางวัลด้านการบริหารจัดการในระดับประเทศ

ต่อมาย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี โดยเริ่มดำรงตำแหน่งรักษาการนายอำเภอบ้านสร้างตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. 2565 ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งนายอำเภอ ประเภทอำนวยการระดับสูง และทำงานในพื้นที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เส้นทางราชการดังกล่าวทำให้ชื่อของนายเสฏฐวุฒิถูกจับตามองในฐานะข้าราชการนักปกครองรุ่นใหม่ที่ลงพื้นที่และทำงานใกล้ชิดกับประชาชน

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกนำกลับมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ คือภาพการทำงานในคืนวันที่ 6 ต.ค. 2569 เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนมีคำสั่งย้าย

ชาวบ้านระบุว่า นายเสฏฐวุฒิยังลงพื้นที่ในช่วงกลางคืน ขับเรือเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย รวมถึงกรณีชาวบ้านถูกสัตว์มีพิษกัดและต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

ภาพเหล่านี้กลายเป็นอีกด้านหนึ่งของเรื่องราว และทำให้เกิดคำถามว่า การทำงานในภาคสนามกับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบ เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่?

เพราะนายอำเภออาจลงพื้นที่อย่างเต็มที่ แต่ขณะเดียวกันระบบบัญชาการ การประสานงาน เครื่องมือ บุคลากร หรือการสั่งการในระดับต่าง ๆ อาจมีข้อจำกัดที่ประชาชนมองไม่เห็น

ดังนั้น การสอบสวนจึงมีความสำคัญ เพราะจะเป็นโอกาสในการแยกให้ชัดว่า ปัญหาเกิดจากตัวบุคคล หรือเกิดจากระบบ

หลังคำสั่งถูกเผยแพร่ กระแสในโลกออนไลน์กลับมีประชาชนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและส่งกำลังใจให้นายอำเภอบ้านสร้าง พร้อมแชร์ภาพการทำงานในช่วงน้ำท่วม

บางส่วนตั้งคำถามว่า การย้ายครั้งนี้กำลังทำให้นายอำเภอกลายเป็น “ผู้รับผิด” ของปัญหาที่อาจมีความซับซ้อนมากกว่าตัวบุคคลหรือไม่

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง การที่ฝ่ายปกครองมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวน ก็สะท้อนว่าประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบ และยังไม่ควรสรุปว่านายอำเภอมีความผิดหรือเป็น “แพะ” ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะปรากฏ

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ อาจไม่ใช่เพียงชะตากรรมของนายอำเภอบ้านสร้าง แต่คือ ใครต้องรับผิดชอบต่อปัญหาการจัดการน้ำท่วมในภาพใหญ่

หากคำสั่งย้ายเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา สังคมก็ควรได้เห็นว่า หลังจากย้ายแล้ว ปัญหาน้ำท่วมจะได้รับการแก้ไขอย่างไร

แต่หากต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่คนคนเดียว การเปลี่ยนตัวบุคคลก็อาจไม่ได้เปลี่ยนระบบ

ยิ่งในช่วงที่รัฐบาลและฝ่ายบริหารกำลังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทุกคำสั่งจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเรื่องของระบบราชการอีกต่อไป แต่ถูกตีความในทางการเมืองและความรู้สึกของประชาชนได้ง่าย

นายกรัฐมนตรีเองก็อาจถูกตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หรือเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลัง “ลงมือทำอะไรบางอย่าง” เพื่อรับมือกับเสียงวิจารณ์ที่เพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะเมื่อการบริหารจัดการน้ำกลายเป็นเรื่องที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง ทั้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน อาชีพ และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล

ดังนั้น การย้ายครั้งนี้จึงมีอย่างน้อย 2 มุมที่ต้องติดตาม

มุมแรก คือ หากนายอำเภอบ้านสร้างมีข้อบกพร่องจริง การสอบสวนต้องตอบให้ได้ว่า บกพร่องตรงไหน และส่งผลต่อประชาชนอย่างไร

อีกมุมหนึ่ง คือ หากปัญหาเกิดจากข้อจำกัดของระบบ การสอบสวนก็ไม่ควรหยุดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่ต้องสาวไปให้ถึงกลไกการสั่งการ การประสานงาน และการบริหารจัดการน้ำในระดับที่สูงขึ้น

เพราะสุดท้ายแล้ว การย้ายคนหนึ่งคนอาจทำให้ข่าวเงียบลงได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำจะลดลง และไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหายไป

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “นายอำเภอบ้านสร้างผิดหรือไม่?”

แต่อาจต้องถามต่อว่า

“ถ้าการบริหารจัดการน้ำมีปัญหา ใครควรรับผิดชอบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ?”

และที่สำคัญกว่านั้นคือ

“การย้ายครั้งนี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง หรือเพียงทำให้สังคมเห็นว่ารัฐกำลังจัดการกับปัญหาอยู่?”

คำตอบอาจต้องรอทั้งผลสอบและผลของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่หลังจากนี้

เพราะในสถานการณ์น้ำท่วม ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงคนรับผิด แต่ต้องการเห็นคนแก้ปัญหา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...