เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย: สัญญาณต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสะเทือนตลาด ข้าว–ข้าวโพด–กากถั่วเหลือง ขยับขึ้นยกแผง
การเคลื่อนไหวของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรไทยและโลกในรอบสัปดาห์ระหว่างวันที่ 12 - 16 ตุลาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตที่เริ่มกลับมากระทบอุตสาหกรรมปศุสัตว์อีกครั้ง แม้ราคาสินค้าปศุสัตว์หน้าฟาร์มส่วนใหญ่จะยังคงทรงตัว แต่การขยับขึ้นของราคาวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพด กากถั่วเหลือง และข้าวสาร กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
จุดโฟกัสสำคัญเริ่มที่ความขยับขยายของราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ โดยราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากหาบละ 588 บาท มาอยู่ที่หาบละ 612 บาท สวนทางกับบรรยากาศในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าที่นครชิคาโก (CBOT) ซึ่งสัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 ปรับตัวลดลง 2.75 เซนต์ หรือ -0.57% ปิดที่ 4.7800 ดอลลาร์/บุชเชล หลังจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดในสหรัฐฯ จนสร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาดโลก ทว่าปัจจัยลบภายนอกประเทศยังไม่ส่งผลกระทบต่อราคาในไทยทันที ส่งผลให้แนวโน้มราคาข้าวโพด domestic ในระยะสั้นยังคงอยู่ในเกณฑ์ทรงตัวในระดับสูง
ในทิศทางเดียวกัน ตลาดกากถั่วเหลืองนำเข้า (ดีฮัลซอยมิล) มีการปรับราคาประกาศหน้าโรงงานโดย บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 18.70 บาท เป็น 18.85 บาท โดยมีปัจจัยหนุนจากสภาวะการเก็บเกี่ยวเมล็ดถั่วเหลืองในสหรัฐฯ ที่ล่าช้ากว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี เนื่องมาจากภาวะฝนตกในหลายพื้นที่การเกษตร ผสานกับความต้องการซื้อจากประเทศจีนที่ทะลักเข้ามาอย่างคึกคักหลังสิ้นสุดเทศกาลหยุดยาว แม้ตลาดล่วงหน้า CBOT จะรายงานสัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพฤศจิกายน 2569 ลดลง 14.25 เซนต์ หรือ -1.12% ปิดที่ 12.6300 ดอลลาร์/บุชเชล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ จากปริมาณผลผลิตฤดูกาลใหม่ที่เริ่มทยอยเข้าสู่ตลาด แต่การแปรรูปถั่วเหลืองในสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงกว่าคาดและการยืนระยะของค่าระวางเรือ ทำให้ราคาถั่วเหลืองนำเข้าในไทยยังคงทรงตัวและมีทิศทางแข็งแกร่ง
อีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังคือ ปลากระป๋องและปลาป่น ซึ่งแม้มูลค่าการซื้อขายปลาป่นในไทยจะยังคงทรงตัว เช่น ปลาป่นเกรดกุ้งที่กิโลกรัมละ 63 บาท และปลาป่นเบอร์ 1 (โปรตีนมากกว่า 60%) ที่กิโลกรัมละ 57.70 บาท แต่ตลาดโลกกำลังส่งสัญญาณตึงตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะคาดการณ์โควตาการจับปลาฤดูกาลใหม่ของประเทศเปรูที่จะเริ่มในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ส่งผลให้ราคารับซื้อในตลาดจีนปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง รองรับปริมาณสต็อกสินค้าหน้าท่าเรือที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยผลักดันราคาปลาป่นในไทยในอนาคตอันใกล้
สำหรับสถานการณ์ในตลาดข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานการปรับขึ้นของราคาอย่างชัดเจน โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับขึ้นจากกระสอบละ 1,470 บาท เป็น 1,500 บาท และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ขยับขึ้นจากกระสอบละ 1,180 บาท มาอยู่ที่ 1,240 บาท สอดคล้องกับราคาข้าวสารส่งออก (F.O.B. ท่าเรือกรุงเทพฯ) ที่ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับขึ้นเป็น 495 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ขยับขึ้นเป็น 416 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน สะท้อนอุปสงค์ที่ยังคงเคลื่อนไหวได้ดีในตลาดต่างประเทศ
ขณะที่ภาคการผลิตปศุสัตว์ไทยยังคงต้องเผชิญกับสภาวะแรงกดดันสองด้าน ด้านหนึ่งคือต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งคือราคาผลผลิตหน้าฟาร์มที่ยังไม่สามารถปรับขึ้นได้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติรายงานราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มยังคงยืนราคาในทุกภูมิภาค เช่น ภาคตะวันออกที่ 62-64 บาท/กิโลกรัม ภาคเหนือที่ 66 บาท/กิโลกรัม และภาคอีสานที่ 68 บาท/กิโลกรัม โดยตลาดกำลังคาดหวังปัจจัยบวกจากเทศกาลงานบุญกฐินทั่วประเทศและแรงซื้อหลังสิ้นสุดเทศกาลกินเจ ทว่าอุทกภัยในหลายพื้นที่ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญที่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน ไม่ต่างจากตลาดไก่เนื้อและไข่ไก่ที่ราคายืนทรงตัว โดยไก่เนื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 43.00 บาท และไข่ไก่คละหน้าฟาร์มคงราคาแนะนำที่ฟองละ 4.00 บาท
จากการวิเคราะห์ภาพรวม จะเห็นได้ว่าภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของไทยในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ กำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กำลังแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งข้าวโพด กากถั่วเหลือง และข้าว ในขณะที่ราคาขายผลผลิตยังถูกจำกัดด้วยปัจจัยด้านกำลังซื้อและภัยธรรมชาติในประเทศ การบริหารจัดการต้นทุนและการติดตามสถานการณ์ผลผลิตเกษตรในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด จึงเป็นหัวใจสำคัญในการพยุงเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานเกษตรและอาหารของไทยในระยะถัดไป