โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย: สัญญาณต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสะเทือนตลาด ข้าว–ข้าวโพด–กากถั่วเหลือง ขยับขึ้นยกแผง

สยามรัฐ

อัพเดต 51 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การเคลื่อนไหวของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรไทยและโลกในรอบสัปดาห์ระหว่างวันที่ 12 - 16 ตุลาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตที่เริ่มกลับมากระทบอุตสาหกรรมปศุสัตว์อีกครั้ง แม้ราคาสินค้าปศุสัตว์หน้าฟาร์มส่วนใหญ่จะยังคงทรงตัว แต่การขยับขึ้นของราคาวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพด กากถั่วเหลือง และข้าวสาร กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

จุดโฟกัสสำคัญเริ่มที่ความขยับขยายของราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ โดยราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากหาบละ 588 บาท มาอยู่ที่หาบละ 612 บาท สวนทางกับบรรยากาศในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าที่นครชิคาโก (CBOT) ซึ่งสัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 ปรับตัวลดลง 2.75 เซนต์ หรือ -0.57% ปิดที่ 4.7800 ดอลลาร์/บุชเชล หลังจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดในสหรัฐฯ จนสร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาดโลก ทว่าปัจจัยลบภายนอกประเทศยังไม่ส่งผลกระทบต่อราคาในไทยทันที ส่งผลให้แนวโน้มราคาข้าวโพด domestic ในระยะสั้นยังคงอยู่ในเกณฑ์ทรงตัวในระดับสูง

ในทิศทางเดียวกัน ตลาดกากถั่วเหลืองนำเข้า (ดีฮัลซอยมิล) มีการปรับราคาประกาศหน้าโรงงานโดย บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 18.70 บาท เป็น 18.85 บาท โดยมีปัจจัยหนุนจากสภาวะการเก็บเกี่ยวเมล็ดถั่วเหลืองในสหรัฐฯ ที่ล่าช้ากว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี เนื่องมาจากภาวะฝนตกในหลายพื้นที่การเกษตร ผสานกับความต้องการซื้อจากประเทศจีนที่ทะลักเข้ามาอย่างคึกคักหลังสิ้นสุดเทศกาลหยุดยาว แม้ตลาดล่วงหน้า CBOT จะรายงานสัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพฤศจิกายน 2569 ลดลง 14.25 เซนต์ หรือ -1.12% ปิดที่ 12.6300 ดอลลาร์/บุชเชล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ จากปริมาณผลผลิตฤดูกาลใหม่ที่เริ่มทยอยเข้าสู่ตลาด แต่การแปรรูปถั่วเหลืองในสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงกว่าคาดและการยืนระยะของค่าระวางเรือ ทำให้ราคาถั่วเหลืองนำเข้าในไทยยังคงทรงตัวและมีทิศทางแข็งแกร่ง

อีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังคือ ปลากระป๋องและปลาป่น ซึ่งแม้มูลค่าการซื้อขายปลาป่นในไทยจะยังคงทรงตัว เช่น ปลาป่นเกรดกุ้งที่กิโลกรัมละ 63 บาท และปลาป่นเบอร์ 1 (โปรตีนมากกว่า 60%) ที่กิโลกรัมละ 57.70 บาท แต่ตลาดโลกกำลังส่งสัญญาณตึงตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะคาดการณ์โควตาการจับปลาฤดูกาลใหม่ของประเทศเปรูที่จะเริ่มในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ส่งผลให้ราคารับซื้อในตลาดจีนปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง รองรับปริมาณสต็อกสินค้าหน้าท่าเรือที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยผลักดันราคาปลาป่นในไทยในอนาคตอันใกล้

สำหรับสถานการณ์ในตลาดข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานการปรับขึ้นของราคาอย่างชัดเจน โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับขึ้นจากกระสอบละ 1,470 บาท เป็น 1,500 บาท และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ขยับขึ้นจากกระสอบละ 1,180 บาท มาอยู่ที่ 1,240 บาท สอดคล้องกับราคาข้าวสารส่งออก (F.O.B. ท่าเรือกรุงเทพฯ) ที่ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับขึ้นเป็น 495 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ขยับขึ้นเป็น 416 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน สะท้อนอุปสงค์ที่ยังคงเคลื่อนไหวได้ดีในตลาดต่างประเทศ

ขณะที่ภาคการผลิตปศุสัตว์ไทยยังคงต้องเผชิญกับสภาวะแรงกดดันสองด้าน ด้านหนึ่งคือต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งคือราคาผลผลิตหน้าฟาร์มที่ยังไม่สามารถปรับขึ้นได้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติรายงานราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มยังคงยืนราคาในทุกภูมิภาค เช่น ภาคตะวันออกที่ 62-64 บาท/กิโลกรัม ภาคเหนือที่ 66 บาท/กิโลกรัม และภาคอีสานที่ 68 บาท/กิโลกรัม โดยตลาดกำลังคาดหวังปัจจัยบวกจากเทศกาลงานบุญกฐินทั่วประเทศและแรงซื้อหลังสิ้นสุดเทศกาลกินเจ ทว่าอุทกภัยในหลายพื้นที่ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญที่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน ไม่ต่างจากตลาดไก่เนื้อและไข่ไก่ที่ราคายืนทรงตัว โดยไก่เนื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 43.00 บาท และไข่ไก่คละหน้าฟาร์มคงราคาแนะนำที่ฟองละ 4.00 บาท

จากการวิเคราะห์ภาพรวม จะเห็นได้ว่าภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของไทยในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ กำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กำลังแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งข้าวโพด กากถั่วเหลือง และข้าว ในขณะที่ราคาขายผลผลิตยังถูกจำกัดด้วยปัจจัยด้านกำลังซื้อและภัยธรรมชาติในประเทศ การบริหารจัดการต้นทุนและการติดตามสถานการณ์ผลผลิตเกษตรในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด จึงเป็นหัวใจสำคัญในการพยุงเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานเกษตรและอาหารของไทยในระยะถัดไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...