"วัส ติงสมิตร"เตือน "สว." ร้องปปช. ให้สอบจริยธรรม "สิทธิโชติ" จะกลายเป็นบูมเมอแรงย้อนกลับทำลายตัวเอง
วันที่ 3 ตุลาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก ในหัวข้อ "เจาะลึกคดีฮั้ว สว.: เปิดข้อโต้แย้งคำร้อง "กลุ่ม สว. " ยื่น ป.ป.ช. เมื่อความโปร่งใสถูกมองเป็น "ผิดจริยธรรม"? ระบุว่า
ตามรายงานข่าว มีกลุ่ม สว. จำนวนหนึ่งได้มอบอำนาจให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง (ข้อ 13 - 16) จากการออกมาเปิดเผยเบื้องหลังการลงมติคดีฮั้วเลือก สว. เรื่องนี้ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางกฎหมายและการเมืองที่สังคมจับตามองอย่างยิ่ง
หากพิจารณาข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ และหลักกฎหมายอย่างรอบด้าน จะพบว่าข้อกล่าวหาของกลุ่ม สว. ดังกล่าว มีข้อโต้แย้งสำคัญทั้งในมติข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพฤติการณ์เชิงจริยธรรมของตัวผู้ร้องเอง ดังต่อไปนี้
1. จุดเริ่มต้นจากการผิดข้อตกลงของประธาน กกต.
ก่อนการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ประชุม กกต. ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่า ในการแถลงข่าวผลการลงมติคดีฮั้ว สว. ให้นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงมติในแต่ละข้อกล่าวหาด้วยว่า เป็นมติเอกฉันท์ หรือเป็นมติเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยด้วยสัดส่วนเท่าใด เพื่อความโปร่งใสและให้ประชาชนได้รับทราบกระบวนการพิจารณาอย่างถูกต้องครบถ้วน
2. การแถลงข่าวที่ "เลือกพูด" และอ้าง "จำไม่ได้"
ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่พิจารณาคดีฮั้ว สว. เสร็จแล้ว นายณรงค์ ประธาน กกต. ได้กล่าวถึงความเห็นของตนเองซึ่งเป็นฝ่ายเสียงข้างมากในประเด็นต่างๆ พร้อมอธิบายเหตุผลอย่างละเอียดว่าเหตุใดจึงเชื่อหรือไม่เชื่อพยานหลักฐาน (เช่น การชี้แจงเหตุผลยกคำร้อง 21 กก.บห. พรรคภูมิใจไทย เนื่องจากพยานปากเอก (พยานรหัส 16/26) ขาดความน่าเชื่อถือและกลับคำ รวมทั้งคำให้การเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ยืนยัน เช่น ภาพถ่าย โปรแกรมฮั้ว เอกสาร หรือเส้นทางการเงินที่ระบุว่าจ่ายเงินให้ใคร) แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผลของมติแต่ละข้อหา นายณรงค์ตอบว่าจำไม่ได้เพราะมีผู้ถูกร้องจำนวนมาก และให้รอเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ (PR) จากสำนักงาน กกต. แทน
3. การทำหน้าที่ของ กกต. เสียงข้างน้อย เพื่อความโปร่งใส
เมื่อประธาน กกต. ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงของที่ประชุม และเปิดเผยข้อมูลเพียงด้านเดียว ในวันถัดมา (15 กันยายน 2569) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ในฐานะ กกต. เสียงข้างน้อย จึงจำเป็นต้องออกมาให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน เพื่อชี้แจงประเด็นที่นายณรงค์ได้แถลงไปแล้ว โดยเปิดเผยถึงสัดส่วนคะแนนมติ (เช่น 5 ต่อ 2 หรือ 6 ต่อ 1 หรือเอกฉันท์) และอธิบายเหตุผลในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของฝั่งเสียงข้างน้อย ทำนองเดียวกับที่นายณรงค์อธิบายถึงเหตุผลการลงมติของตน เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน ไม่หลงเข้าใจผิดฝ่ายเสียงข้างน้อย
4. รายการเสวนาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569
สำหรับการร่วมเสวนาที่ราชบัณฑิตยสภา เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 นายสิทธิโชติ ซึ่งเป็น 1 ในวิทยากร 5 คน ได้กล่าวถึงกระบวนการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. รวมถึงการสอบสวนของ DSI ขยายความและเน้นย้ำประเด็นที่เคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569
ข้อโต้แย้งสำคัญ: คดีฮั้ว สว. นั้น กกต. ได้พิจารณาเสร็จสิ้นและมีมติชี้ขาดไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 ดังนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุผลการลงมติจึง มิใช่เรื่องที่ไม่อยู่ระหว่างการพิจารณา และ นายณรงค์ ประธาน กกต. ก็ได้นำมาเปิดเผยแก่สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 จึงมิใช่ความลับของทางราชการ อีกต่อไป การกระทำของนายสิทธิโขต กกต. เสียงข้างน้อย เป็นการนำประเด็นพร้อมเหตุผลของ กกต. เสียงข้างน้อยมาเปิดเผยต่อสาธารณะทำนองเดียวกับนายณรงค์ กกต. เสียงข้างมาก และเป็นประโยชน์สางธารณะ จึงไม่อาจถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 13 ถึงข้อ 16 และข้อ 27 ตามที่กลุ่ม สว. ผู้ร้องกล่าวอ้างได้
5. บรรทัดฐานค้ำคอ: หากผิดจริง เหตุใดไม่กล่าวหาประธาน กกต.?
หากมองในมุมกฎหมายอย่างเท่าเทียม หากการนำรายละเอียดในสำนวน เหตุผลการชั่งน้ำหนักพยาน หรือผลการประชุมมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนถือเป็น "ความลับ" และเป็น "การฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม" จริง นายณรงค์ ประธาน กกต. ซึ่งเป็นผู้เปิดห้องแถลงข่าวเล่ารายละเอียดในสำนวนและเหตุผลการลงมติของตนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ก็ย่อมต้องมีความผิดในมาตรฐานเดียวกัน
แต่เหตุใดกลุ่ม สว. ดังกล่าว จึงเจาะจงจะร้องเรียนเฉพาะ นายสิทธิโชติ กกต. เสียงข้างน้อย เพียงคนเดียว แต่กลับละเว้นไม่ยื่นร้องเรียนนายณรงค์ ประธาน กกต. ฝ่ายเสียงข้างมาก?
6. ย้อนศร สว. ผู้ร้อง : เสี่ยงผิดจริยธรรมร้ายแรงจากการ "เลือกปฏิบัติ-มีส่วนได้เสีย"
เมื่อพิเคราะห์บริบททางการเมือง สว. ปัจจุบันจำนวนมาก (หรือราวร้อยละ 70) ถูกสังคมมองและสำนวนการไต่สวนของ กกต. ตั้งข้อกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์เชื่อมโยงกับการฮั้วเลือก สว. จึงน่าจะถือได้ว่า สว. ส่วนใหญ่เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงกับคดีดังกล่าว
• การที่นายณรงค์และ กกต. เสียงข้างมาก มีมติยกคำร้อง สว. ส่วนใหญ่ที่ถูกกล่าวหา และกลุ่มพรรคการเมือง โดยส่งเรื่องไปศาลฎีกาเพียงบางส่วน ย่อมถูกมองว่าเป็น "มติที่เป็นคุณ" แก่กลุ่ม สว. ผู้ร้อง
• การที่กลุ่ม สว. เลือกที่จะร้องเรียนเอาผิดเฉพาะ นายสิทธิโชติ (กกต. เสียงข้างน้อย) ที่ลงมติไม่เป็นคุณแก่พวกตน แต่ละเว้นนายณรงค์ (กกต. เสียงข้างมาก) ซึ่งลงมติที่เป็นคุณ จึงสุ่มเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นการ "เลือกปฏิบัติ" เพื่อปกป้องประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
พฤติการณ์ของผู้ร้องเช่นนี้ อาจเข้าข่าย:
1) เลือกปฏิบัติ ขาดความเป็นกลาง
2) ถือประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ
3) กระทำการอันก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง สว.
เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรม เจตนา และความร้ายแรงของความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมแล้ว การกระทำของกลุ่ม สว. ผู้ร้องเองนั่นแหละ ที่อาจถือว่า "มีลักษณะร้ายแรง" ตามข้อ 7, 13 , 17 และข้อ 27 ของมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ถูกผู้เสียหายหรือประชาชนยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อไต่สวนและส่งศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้เช่นเดียวกัน!
สรุป
การยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เอาผิด กกต. เสียงข้างน้อยของกลุ่ม สว. ในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งอ้างการรักษาความลับขององค์กร แต่อีกด้านหนึ่งกลับเปลือยให้เห็นถึงการพยายามปิดกั้นการทำหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมเหตุผลของ กกต. เสียงข้างน้อย ในประเด็นเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกันกับที่ กกต. เสียงข้างมากได้ชี้แจ้งไปแล้วต่อสาธารณชนขององค์กรอิสระ และอาจกลายเป็น "บูมเมอแรงทางจริยธรรม" ที่ย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของกลุ่ม สว. ผู้ร้องเสียเองก็เป็นได้!