โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนุทิน ชูทีมไทยแลนด์ กลางเวที วปอ. ย้ำรัฐบาลไม่มีมุ้ง ไม่มีพรรค มีแต่ทีมเดียวกัน ล้างระบบ ‘เด็กสาย-เด็กนาย’

THE STANDARD

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
อนุทิน ชูทีมไทยแลนด์ กลางเวที วปอ. ย้ำรัฐบาลไม่มีมุ้ง ไม่มีพรรค มีแต่ทีมเดียวกัน ล้างระบบ ‘เด็กสาย-เด็กนาย’

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ ‘บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ’ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์’ เพื่อสร้างความมั่นคงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืน

ประเด็นสำคัญ

  • ย้ำรัฐบาลไม่มีมุ้ง ไม่มีพรรค มีแต่ ‘ทีมเดียวกัน’
  • ประกาศล้างระบบ ‘เด็กสาย-เด็กนาย’ ย้ำไม่มีเด็ก มีแต่ทีม
  • ชูตัวเลขเศรษฐกิจตอบเสียงวิจารณ์ ย้ำผลงานพิสูจน์ ‘ทีมไทยแลนด์’
  • ร่วมกันของทุกฝ่ายภายใต้แนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์’
  • รัฐบาลไม่ทำผิดกฎหมาย ชี้การตรวจสอบเข้มข้นทั้งภายใน-ภายนอก
  • ย้อนรัฐบาลเสียงข้างน้อย 4 เดือน สู่รัฐบาลสมัยที่ 2 เดินหน้านโยบายระยะยาว
  • ชวน วปอ. เยือนทำเนียบฯ ศึกษาการบริหารราชการฝ่ายพลเรือน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในฐานะศิษย์เก่า วปอ. ได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงบุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งสามารถนำความรู้และความร่วมมือไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ตราบใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และศีลธรรม พร้อมเชื่อมั่นว่าการศึกษาในหลักสูตรนี้จะเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความมั่นคงของชาติในอดีตอาจมุ่งเน้นด้านการทหารเป็นหลัก แต่ปัจจุบันครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม อาหาร สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และพลังงาน รวมถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบในทุกมิติ พร้อมสร้างจุดยืนที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับจากประชาคมโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับความมั่นคงในทุกด้าน โดยอาศัยความร่วมมือจากข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ ฝ่ายความมั่นคง และภาคเอกชน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในหลายด้าน โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหารที่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีข่าวระบบตู้แช่อาหารในยุโรปถูกโจมตีทางไซเบอร์ จนส่งผลให้อาหารเน่าเสียว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของระบบความมั่นคงทางอาหารโลก แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียใจ แต่ในอีกมุมหนึ่งถือเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะยกระดับบทบาทการเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก

“คนอื่นขายน้ำมัน เรายังให้ความสำคัญกับเขาเยอะมาก แต่ขอโทษนะครับ น้ำมันนั้นนำมาดื่มกินไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีอาหาร เราดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้เลย”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งข้าว ผลไม้ พืชผัก และเนื้อสัตว์ จึงจำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่งด้านการผลิต การแปรรูป และอุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ทั่วโลกเห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร

พร้อมกันนี้ ได้ฝากให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำประเด็นห่วงโซ่อุปทานอาหารมาร่วมแลกเปลี่ยนกับนักศึกษา วปอ. เพื่อหาแนวทางสร้างรายได้และความยั่งยืนให้เกษตรกร โดยมองว่าการช่วยเหลือด้วยเงินอุดหนุน เช่น การจ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้ในระยะยาว แต่ต้องทำให้เกษตรกรมีศักยภาพสร้างรายได้ด้วยตนเอง

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกทำให้ประเทศไทยมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น โดยระบุว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และมีการปรับมุมมองจากเชิงลบเป็นเชิงบวก ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจ ศักยภาพการผลิต ความสงบเรียบร้อยของสังคม และเสถียรภาพของรัฐบาล

ส่งผลให้มีเงินลงทุนและเทคโนโลยีขั้นสูงไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น โดยปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในปัจจุบันไม่ใช่ค่าแรงราคาถูกเหมือนในอดีต แต่เป็นความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง การกระจายสินค้า และเสถียรภาพด้านพลังงาน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นทั้งฐานการผลิต ศูนย์กลางกระจายสินค้า และสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติในภูมิภาค เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ รวมถึงมีระบบไฟฟ้าที่รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สามารถรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยเปลี่ยนจากการใช้แรงงานราคาถูกไปสู่การใช้ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์

ย้ำรัฐบาลไม่มีมุ้ง ไม่มีพรรค มีแต่ ‘ทีมเดียวกัน’

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การสร้างความมั่นคงของชาติจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ โดยเฉพาะเสถียรภาพของฝ่ายบริหาร เพราะแม้ประเทศจะมีโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ดี แต่หากขาดเสถียรภาพทางการเมือง ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

“ในคณะรัฐมนตรีของผมจึงไม่มีคำว่ามุ้ง ไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่าทีม เราต้องเป็นทีมเดียวกัน รัฐบาลของประชาชน รัฐบาลของประเทศ”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศ ทุกกระทรวงต้องสนับสนุนภารกิจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ทำงานแยกส่วนตามสังกัดทางการเมือง แต่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับข้าราชการประจำ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทุกคนถือเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ทีมไทยแลนด์’ และต้องทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชนเช่นเดียวกัน

ประกาศล้างระบบ ‘เด็กสาย-เด็กนาย’ ย้ำไม่มีเด็ก มีแต่ทีม

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงวัฒนธรรมการแบ่งข้าราชการตามสายสัมพันธ์ทางการเมืองว่า ไม่ต้องการให้เกิดระบบดังกล่าวอีก พร้อมยกประสบการณ์ของตนเองเมื่อพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพบว่าบุคคลที่เคยเข้ามาต้อนรับจำนวนมากกลับหายไป สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของอำนาจทางการเมือง

“ไม่ต้องมาบอกว่าเด็กคนนี้เป็นสายคนนี้ ไม่มีแล้วครับ ถามผมสิครับ ผมพ้นจากตำแหน่ง มท.1 มา ผมไปสนามบินต่างจังหวัด ผมแทบจะต้องหายใจลึกๆ คนหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ จากที่เคยมามืดฟ้ามัวดิน”

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ในอดีตอาจมีการเรียกข้าราชการบางคนว่าเป็น ‘เด็กพี่หนู’ เพราะเมื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือนายกรัฐมนตรี ก็จะมีผู้เข้ามาหา แต่เมื่อหมดบทบาททางการเมือง ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไป

“เพราะฉะนั้นทุกวันนี้พี่หนูไม่มีเด็กครับ มีแต่ทีมครับ แล้วต้องทำความเข้าใจกับตัวเองว่าทำงานให้กับบ้านเมือง ทำงานให้กับประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นเด็กใคร เด็กเขา ทำงานได้ต้องทำหมด”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องรู้จักปล่อยวางเมื่อหมดหน้าที่ ไม่ควรยึดติดกับอำนาจหรือใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวไปก้าวก่ายระบบราชการ เพราะทุกคนได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อสร้างเครือข่ายอำนาจของตนเอง

พร้อมระบุว่า การบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันอาศัยทั้งประสบการณ์ ความสำเร็จ และบทเรียนจากความผิดหวังในอดีต เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชูตัวเลขเศรษฐกิจตอบเสียงวิจารณ์ ย้ำผลงานพิสูจน์ ‘ทีมไทยแลนด์’

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันได้รับความร่วมมือจากข้าราชการทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือการเผยแพร่ข่าวปลอมทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถห้ามได้ แต่สิ่งที่สะท้อนผลการทำงานอย่างชัดเจนคือตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตัวเลขการส่งออกปีนี้เติบโตมากกว่า 20% รวมถึงผลผลิต การลงทุน การจัดเก็บภาษี และการดูแลประชาชนที่เพิ่มขึ้น ล้วนเป็นผลจากการทำงาน

ร่วมกันของทุกฝ่ายภายใต้แนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์’

นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจประเทศ

ด้านความมั่นคงทางพลังงาน รัฐบาลมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานทดแทน โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการขนส่งให้หันมาใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการปาล์มน้ำมันภายในประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องการให้นักศึกษา วปอ. นำประเด็นเหล่านี้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อสร้างความมั่นคงในทุกมิติ พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานเพียงพอที่จะพัฒนาให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

ส่วนสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ฝ่ายความมั่นคงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี และประชาชนไม่จำเป็นต้องวิตกกังวล พร้อมยืนยันว่าไม่มีใครสามารถเข้ามารุกรานหรือคุกคามประเทศไทยได้

รัฐบาลไม่ทำผิดกฎหมาย ชี้การตรวจสอบเข้มข้นทั้งภายใน-ภายนอก

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเสถียรภาพทางการเมืองว่า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการใดที่ขัดต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ หรือไม่รับฟังเสียงประชาชน โดยมองว่าบริบทการเมืองในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เนื่องจากมีกลไกตรวจสอบทั้งจากภายนอกและภายในรัฐบาล

หากมีผู้คิดแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็ย่อมถูกตรวจสอบ ขณะที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ เพื่อผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยต้องกล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความมั่นคงของชาติไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมประเทศไทยให้พร้อมรับมือทั้งความท้าทายที่มีอยู่ในปัจจุบันและความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ย้อนรัฐบาลเสียงข้างน้อย 4 เดือน สู่รัฐบาลสมัยที่ 2 เดินหน้านโยบายระยะยาว

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้ามาบริหารประเทศในช่วงแรกว่า ขณะนั้นเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย มีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน และไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้กลับมาบริหารประเทศเป็นสมัยที่ 2 แต่รัฐบาลเลือกใช้แนวทาง ‘Quick Win’ เพื่อเร่งสร้างผลงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายในระยะเวลาที่จำกัด

โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันประเทศ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และการนำประเทศไทยกลับไปมีบทบาทบนเวทีโลก ผ่านการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ ทั้งเอเปคและอาเซียน รวมถึงการพบหารือกับผู้นำต่างประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ประเทศไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ทำให้สามารถนำผลการหารือของผู้นำระดับสูงไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส การยกระดับทักษะประชาชนให้เข้าถึงเทคโนโลยี และโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้ประชาชน

สำหรับการบริหารประเทศในสมัยที่ 2 นายกรัฐมนตรีระบุว่า จะเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นมาตรการระยะสั้นไปสู่การวางนโยบายระยะยาว หรือ ‘Long Term’ ควบคู่กับการสานต่อนโยบาย Quick Win ที่ยังจำเป็น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

นายกรัฐมนตรีมองว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับมาตรฐานและสถานะของประเทศไทย ทำให้สามารถเจรจาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ได้อย่างทัดเทียมมากขึ้น แต่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ชวน วปอ. เยือนทำเนียบฯ ศึกษาการบริหารราชการฝ่ายพลเรือน

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีฝากให้นักศึกษา วปอ. ใช้โอกาสจากการศึกษาเรียนรู้วิธีคิดของบุคลากรต่างภาคส่วน และนำความรู้มาผสมผสานเพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนประเทศ โดยย้ำว่าตนไม่ต้องการตั้งเป้าหมายที่ไม่สามารถทำได้ แต่จะมุ่งดำเนินการตามศักยภาพที่มีอยู่ ก่อนต่อยอดไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น

พร้อมกล่าวถึงแผนการศึกษาดูงานของนักศึกษา วปอ. ที่จะเดินทางไปเยี่ยมเหล่าทัพและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข โดยได้สอบถามผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศและผู้อำนวยการ วปอ. ว่าเหตุใดจึงไม่จัดให้มีการเยี่ยมชมทำเนียบรัฐบาลด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากนักศึกษา วปอ. เดินทางมาศึกษาดูงานที่ทำเนียบรัฐบาล จะมอบหมายให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงมหาดไทยบรรยายสรุปนโยบายและแนวทางการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้บทบาทของฝ่ายพลเรือนและฝ่ายปกครอง ควบคู่กับความรู้ด้านความมั่นคง

นายกรัฐมนตรีทิ้งท้ายว่า เครือข่ายที่นักศึกษา วปอ. สร้างขึ้นจะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยในอนาคต โดยทุกฝ่ายต้องร่วมกันขับเคลื่อนประเทศด้วยความเข้าใจ ความร่วมมือ และยึดประโยชน์ของชาติเป็นเป้าหมายเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...