อนุทิน ชูทีมไทยแลนด์ กลางเวที วปอ. ย้ำรัฐบาลไม่มีมุ้ง ไม่มีพรรค มีแต่ทีมเดียวกัน ล้างระบบ ‘เด็กสาย-เด็กนาย’
วันนี้ (5 พฤศจิกายน) ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ ‘บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ’ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์’ เพื่อสร้างความมั่นคงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืน
ประเด็นสำคัญ
- ย้ำรัฐบาลไม่มีมุ้ง ไม่มีพรรค มีแต่ ‘ทีมเดียวกัน’
- ประกาศล้างระบบ ‘เด็กสาย-เด็กนาย’ ย้ำไม่มีเด็ก มีแต่ทีม
- ชูตัวเลขเศรษฐกิจตอบเสียงวิจารณ์ ย้ำผลงานพิสูจน์ ‘ทีมไทยแลนด์’
- ร่วมกันของทุกฝ่ายภายใต้แนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์’
- รัฐบาลไม่ทำผิดกฎหมาย ชี้การตรวจสอบเข้มข้นทั้งภายใน-ภายนอก
- ย้อนรัฐบาลเสียงข้างน้อย 4 เดือน สู่รัฐบาลสมัยที่ 2 เดินหน้านโยบายระยะยาว
- ชวน วปอ. เยือนทำเนียบฯ ศึกษาการบริหารราชการฝ่ายพลเรือน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในฐานะศิษย์เก่า วปอ. ได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงบุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งสามารถนำความรู้และความร่วมมือไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ตราบใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และศีลธรรม พร้อมเชื่อมั่นว่าการศึกษาในหลักสูตรนี้จะเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความมั่นคงของชาติในอดีตอาจมุ่งเน้นด้านการทหารเป็นหลัก แต่ปัจจุบันครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม อาหาร สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และพลังงาน รวมถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบในทุกมิติ พร้อมสร้างจุดยืนที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับจากประชาคมโลก
ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับความมั่นคงในทุกด้าน โดยอาศัยความร่วมมือจากข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ ฝ่ายความมั่นคง และภาคเอกชน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในหลายด้าน โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหารที่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีโลก
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีข่าวระบบตู้แช่อาหารในยุโรปถูกโจมตีทางไซเบอร์ จนส่งผลให้อาหารเน่าเสียว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของระบบความมั่นคงทางอาหารโลก แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียใจ แต่ในอีกมุมหนึ่งถือเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะยกระดับบทบาทการเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก
“คนอื่นขายน้ำมัน เรายังให้ความสำคัญกับเขาเยอะมาก แต่ขอโทษนะครับ น้ำมันนั้นนำมาดื่มกินไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีอาหาร เราดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้เลย”
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งข้าว ผลไม้ พืชผัก และเนื้อสัตว์ จึงจำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่งด้านการผลิต การแปรรูป และอุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ทั่วโลกเห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร
พร้อมกันนี้ ได้ฝากให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำประเด็นห่วงโซ่อุปทานอาหารมาร่วมแลกเปลี่ยนกับนักศึกษา วปอ. เพื่อหาแนวทางสร้างรายได้และความยั่งยืนให้เกษตรกร โดยมองว่าการช่วยเหลือด้วยเงินอุดหนุน เช่น การจ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้ในระยะยาว แต่ต้องทำให้เกษตรกรมีศักยภาพสร้างรายได้ด้วยตนเอง
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกทำให้ประเทศไทยมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น โดยระบุว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และมีการปรับมุมมองจากเชิงลบเป็นเชิงบวก ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจ ศักยภาพการผลิต ความสงบเรียบร้อยของสังคม และเสถียรภาพของรัฐบาล
ส่งผลให้มีเงินลงทุนและเทคโนโลยีขั้นสูงไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น โดยปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในปัจจุบันไม่ใช่ค่าแรงราคาถูกเหมือนในอดีต แต่เป็นความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง การกระจายสินค้า และเสถียรภาพด้านพลังงาน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นทั้งฐานการผลิต ศูนย์กลางกระจายสินค้า และสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติในภูมิภาค เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ รวมถึงมีระบบไฟฟ้าที่รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สามารถรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยเปลี่ยนจากการใช้แรงงานราคาถูกไปสู่การใช้ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์
ย้ำรัฐบาลไม่มีมุ้ง ไม่มีพรรค มีแต่ ‘ทีมเดียวกัน’
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การสร้างความมั่นคงของชาติจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ โดยเฉพาะเสถียรภาพของฝ่ายบริหาร เพราะแม้ประเทศจะมีโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ดี แต่หากขาดเสถียรภาพทางการเมือง ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง
“ในคณะรัฐมนตรีของผมจึงไม่มีคำว่ามุ้ง ไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่าทีม เราต้องเป็นทีมเดียวกัน รัฐบาลของประชาชน รัฐบาลของประเทศ”
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศ ทุกกระทรวงต้องสนับสนุนภารกิจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ทำงานแยกส่วนตามสังกัดทางการเมือง แต่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับข้าราชการประจำ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทุกคนถือเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ทีมไทยแลนด์’ และต้องทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชนเช่นเดียวกัน
ประกาศล้างระบบ ‘เด็กสาย-เด็กนาย’ ย้ำไม่มีเด็ก มีแต่ทีม
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงวัฒนธรรมการแบ่งข้าราชการตามสายสัมพันธ์ทางการเมืองว่า ไม่ต้องการให้เกิดระบบดังกล่าวอีก พร้อมยกประสบการณ์ของตนเองเมื่อพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพบว่าบุคคลที่เคยเข้ามาต้อนรับจำนวนมากกลับหายไป สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของอำนาจทางการเมือง
“ไม่ต้องมาบอกว่าเด็กคนนี้เป็นสายคนนี้ ไม่มีแล้วครับ ถามผมสิครับ ผมพ้นจากตำแหน่ง มท.1 มา ผมไปสนามบินต่างจังหวัด ผมแทบจะต้องหายใจลึกๆ คนหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ จากที่เคยมามืดฟ้ามัวดิน”
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ในอดีตอาจมีการเรียกข้าราชการบางคนว่าเป็น ‘เด็กพี่หนู’ เพราะเมื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือนายกรัฐมนตรี ก็จะมีผู้เข้ามาหา แต่เมื่อหมดบทบาททางการเมือง ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไป
“เพราะฉะนั้นทุกวันนี้พี่หนูไม่มีเด็กครับ มีแต่ทีมครับ แล้วต้องทำความเข้าใจกับตัวเองว่าทำงานให้กับบ้านเมือง ทำงานให้กับประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นเด็กใคร เด็กเขา ทำงานได้ต้องทำหมด”
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องรู้จักปล่อยวางเมื่อหมดหน้าที่ ไม่ควรยึดติดกับอำนาจหรือใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวไปก้าวก่ายระบบราชการ เพราะทุกคนได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อสร้างเครือข่ายอำนาจของตนเอง
พร้อมระบุว่า การบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันอาศัยทั้งประสบการณ์ ความสำเร็จ และบทเรียนจากความผิดหวังในอดีต เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชูตัวเลขเศรษฐกิจตอบเสียงวิจารณ์ ย้ำผลงานพิสูจน์ ‘ทีมไทยแลนด์’
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันได้รับความร่วมมือจากข้าราชการทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือการเผยแพร่ข่าวปลอมทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถห้ามได้ แต่สิ่งที่สะท้อนผลการทำงานอย่างชัดเจนคือตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตัวเลขการส่งออกปีนี้เติบโตมากกว่า 20% รวมถึงผลผลิต การลงทุน การจัดเก็บภาษี และการดูแลประชาชนที่เพิ่มขึ้น ล้วนเป็นผลจากการทำงาน
ร่วมกันของทุกฝ่ายภายใต้แนวคิด ‘ทีมไทยแลนด์’
นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจประเทศ
ด้านความมั่นคงทางพลังงาน รัฐบาลมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานทดแทน โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการขนส่งให้หันมาใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการปาล์มน้ำมันภายในประเทศ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องการให้นักศึกษา วปอ. นำประเด็นเหล่านี้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อสร้างความมั่นคงในทุกมิติ พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานเพียงพอที่จะพัฒนาให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น
ส่วนสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ฝ่ายความมั่นคงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี และประชาชนไม่จำเป็นต้องวิตกกังวล พร้อมยืนยันว่าไม่มีใครสามารถเข้ามารุกรานหรือคุกคามประเทศไทยได้
รัฐบาลไม่ทำผิดกฎหมาย ชี้การตรวจสอบเข้มข้นทั้งภายใน-ภายนอก
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเสถียรภาพทางการเมืองว่า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการใดที่ขัดต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ หรือไม่รับฟังเสียงประชาชน โดยมองว่าบริบทการเมืองในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เนื่องจากมีกลไกตรวจสอบทั้งจากภายนอกและภายในรัฐบาล
หากมีผู้คิดแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็ย่อมถูกตรวจสอบ ขณะที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ เพื่อผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยต้องกล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความมั่นคงของชาติไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมประเทศไทยให้พร้อมรับมือทั้งความท้าทายที่มีอยู่ในปัจจุบันและความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ย้อนรัฐบาลเสียงข้างน้อย 4 เดือน สู่รัฐบาลสมัยที่ 2 เดินหน้านโยบายระยะยาว
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้ามาบริหารประเทศในช่วงแรกว่า ขณะนั้นเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย มีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน และไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้กลับมาบริหารประเทศเป็นสมัยที่ 2 แต่รัฐบาลเลือกใช้แนวทาง ‘Quick Win’ เพื่อเร่งสร้างผลงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายในระยะเวลาที่จำกัด
โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันประเทศ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และการนำประเทศไทยกลับไปมีบทบาทบนเวทีโลก ผ่านการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ ทั้งเอเปคและอาเซียน รวมถึงการพบหารือกับผู้นำต่างประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ประเทศไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ทำให้สามารถนำผลการหารือของผู้นำระดับสูงไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส การยกระดับทักษะประชาชนให้เข้าถึงเทคโนโลยี และโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้ประชาชน
สำหรับการบริหารประเทศในสมัยที่ 2 นายกรัฐมนตรีระบุว่า จะเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นมาตรการระยะสั้นไปสู่การวางนโยบายระยะยาว หรือ ‘Long Term’ ควบคู่กับการสานต่อนโยบาย Quick Win ที่ยังจำเป็น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
นายกรัฐมนตรีมองว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับมาตรฐานและสถานะของประเทศไทย ทำให้สามารถเจรจาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ได้อย่างทัดเทียมมากขึ้น แต่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ชวน วปอ. เยือนทำเนียบฯ ศึกษาการบริหารราชการฝ่ายพลเรือน
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีฝากให้นักศึกษา วปอ. ใช้โอกาสจากการศึกษาเรียนรู้วิธีคิดของบุคลากรต่างภาคส่วน และนำความรู้มาผสมผสานเพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนประเทศ โดยย้ำว่าตนไม่ต้องการตั้งเป้าหมายที่ไม่สามารถทำได้ แต่จะมุ่งดำเนินการตามศักยภาพที่มีอยู่ ก่อนต่อยอดไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น
พร้อมกล่าวถึงแผนการศึกษาดูงานของนักศึกษา วปอ. ที่จะเดินทางไปเยี่ยมเหล่าทัพและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข โดยได้สอบถามผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศและผู้อำนวยการ วปอ. ว่าเหตุใดจึงไม่จัดให้มีการเยี่ยมชมทำเนียบรัฐบาลด้วย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากนักศึกษา วปอ. เดินทางมาศึกษาดูงานที่ทำเนียบรัฐบาล จะมอบหมายให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงมหาดไทยบรรยายสรุปนโยบายและแนวทางการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้บทบาทของฝ่ายพลเรือนและฝ่ายปกครอง ควบคู่กับความรู้ด้านความมั่นคง
นายกรัฐมนตรีทิ้งท้ายว่า เครือข่ายที่นักศึกษา วปอ. สร้างขึ้นจะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยในอนาคต โดยทุกฝ่ายต้องร่วมกันขับเคลื่อนประเทศด้วยความเข้าใจ ความร่วมมือ และยึดประโยชน์ของชาติเป็นเป้าหมายเดียวกัน