โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

EIA EHIA! เสือกระดาษแห่งวงการสิ่งแวดล้อมไทย

The101.world

อัพเดต 20 พ.ย. 2566 เวลา 16.27 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2566 เวลา 09.12 น. • The 101 World

เมื่อทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาของสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและมนุษย์ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีความพยายามหาหนทางเพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนสุดท้ายเกิดเป็น การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment – EIA) และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment – EHIA) เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงผลกระทบต่อมนุษย์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แม้ว่าประเทศไทยจะเริ่มนำเข้าแนวคิดเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 1975 หรือเพียง 3 ปี หลังจากการประชุมสิ่งแวดล้อมมนุษย์ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ที่เป็นหมุดหมายสำคัญในเรื่องนี้ แต่การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยกลับยังมีปัญหาหลายจุดที่รอการแก้ไข

101 PUB ชวนทุกท่านร่วมสำรวจปัญหาของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ทั้งช่องโหว่ของเกณฑ์โครงการที่ต้องประเมิน ระบบอภิบาลที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน จนถึงการตรวจสอบที่ยังขาดประสิทธิภาพ ทำให้รายงานประเมินผลกระทบเป็นผลงานแบบขอไปที และร่วมหาแนวทางปรับปรุงให้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมีความหมายอย่างแท้จริง

EIA แนวทางป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ ‘อาจ’ เกิดขึ้น

การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นการศึกษาและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมล่วงหน้าจากการดำเนินโครงการใดโครงการหนึ่ง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด สิ่งแวดล้อมที่ต้องประเมินในที่นี้ไม่ได้หมายความเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงสุขภาพอนามัยของมนุษย์ที่อาจได้รับผลกระทบด้วย

การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติ เริ่มขยายตัวไปทั่วโลกจาการประชุมสิ่งแวดล้อมมนุษย์ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในปี 1972 โดยใช้แนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาตาม The National Environmental Policy Act of 1969 (NEPA) มาเป็นแนวทางหลักในการพิจารณา[1] ประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลจากการประชุมดังกล่าว นโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 (1974) วางหลักให้รัฐต้องรักษาสมดุลของสภาพแวดล้อมและความงามทางธรรมชาติ[2] ในปีถัดมาได้ออกพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 (1975) และวางหลักการในเรื่องการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้กว้างๆ โดยให้อำนาจแก่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสั่งให้หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนต้องทำรายงานผลกระทบกระเทือนต่อสิ่งแวดล้อม[3] ต่อมา ใน พ.ศ. 2521 (1978) ได้มีการกำหนดขนาดและประเภทของโครงการที่ต้องมีการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการ[4] และยังใช้หลักการกำหนดขนาดเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบัน

ตัวอย่างการกำหนดขนาดและประเภทของโครงการที่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม อาทิ โรงแรมหรืออาคารที่อยู่อาศัย ที่มีห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป หรือมีพื้นที่รวม 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลขนาด 60 เตียงขึ้นไป นิคมอุตสาหกรรมทุกขนาด โรงงานเหล้าที่ผลิตเหล้าตั้งแต่ 28 ดีกรีขึ้นไป โดยมีกำลังการผลิต 4,000 ลิตร/เดือน ขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีท่าเทียบเรือที่รองรับเรือขนาดตั้งแต่ 500 ตันกรอสขึ้นไป หรือความยาวหน้าท่า 100 เมตรขึ้นไป หรือพื้นที่ท่าเทียบเรือ 1,000 เมตร ขึ้นไป เป็นต้น[5]

ในบางโครงการที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นจนอาจส่งผลกระทบทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนก็มีการกำหนดให้ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ด้วย เช่น ท่าเทียบเรือที่มีความยาวหน้าท่าที่เรือเข้าเทียบได้ตั้งแต่ 300 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ท่าเทียบเรือรวม 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป หรือเขื่อนกักเก็บน้ำที่มีปริมาตรกักเก็บน้ำตั้งแต่ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไปหรือมีพื้นที่กักเก็บน้ำตั้งแต่ 15 ตารางกิโลเมตรขึ้นไป[6]

การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้นมีอยู่ด้วยกัน 6 ขั้นตอน[7] คือ

  • การกลั่นกรองโครงการ (screening)
  • การกำหนดขอบเขตการศึกษา (scoping)
  • การประเมินผลกระทบและการจัดทำรายงาน (impact assessment, EIA report)
  • การพิจารณารายงาน (reviewing)
  • การตัดสินใจ (decision making)
  • การติดตามประเมินผล (monitoring and evaluation)

ในขั้นแรก การกลั่นกรองโครงการในประเทศไทยใช้วิธีการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดขนาดและประเภทของโครงการที่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อเจ้าของโครงการต้องการดำเนินโครงการใดๆ ที่มีขนาดและประเภทตามที่มีประกาศกระทรวงกำหนดไว้ ก็ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยอัตโนมัติ ภายใต้ขอบเขตของการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการรับฟังความเห็นในครั้งแรกก่อนที่จะเริ่มการประเมินผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่รับรู้และรับทราบถึงโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น และดำเนินการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อไป

เมื่อจัดทำรายงานดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปคือขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ โดยในขั้นนี้ เจ้าของโครงการจะต้องยื่นเข้าสู่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของเอกสารเสียก่อน จากนั้นจึงจะเป็นขั้นตอนของการพิจารณาเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการต่อไป

การลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการนั้น ไม่มีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ชัดเจนในกฎหมายไทย กำหนดไว้แต่เพียงแนวทางให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการเท่านั้น โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการไม่ได้พิจารณาเพียงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเมื่อต้องดำเนินโครงการเท่านั้น แต่ยังมีแนวทางการพิจารณาในด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย โดยนำรายละเอียดของแต่ละโครงการ อาทิ พื้นที่ตั้งและลักษณะโครงการ กระบวนการผลิตเมื่อดำเนินโครงการแล้วเสร็จ การจัดการมลพิษและการบำบัดของเสีย รวมถึงระบบสาธารณูปโภคและการรับผิดชอบต่อพื้นที่ชุมชนรอบข้างที่อยู่มาแต่เดิมมาพิจารณาด้วย[8]

เมื่อรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (รวมถึงความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีในกรณีที่เป็นโครงการของหน่วยงานภาครัฐ) รายงานฉบับดังกล่าวก็จะถูกส่งไปเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาอนุมัติให้ก่อสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นต่อไป เช่น ในกรณีของโรงงานต้องได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงแรงงานหรือบุคคลที่ปลัดกระทรวงแรงงานแต่งตั้ง[9] หรือในกรณีของการก่อสร้างท่าเทียบเรือที่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการแล้ว ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีกรมเจ้าท่าเสียก่อน[10]

ในทางกลับกัน หากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ เจ้าของโครงการก็จะไม่สามารถไปสู่ขั้นตอนขออนุมัติก่อสร้างหรือดำเนินโครงการได้

กำหนดขนาดโครงการตายตัว เกิดการ ‘ซอย’ โครงการ สุดท้ายไม่ต้องทำ EIA

การกำหนดขนาดและประเภทของโครงการที่ต้องประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างตายตัว ทำให้เกิดช่องว่างในการหลบเลี่ยงการทำ EIA กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอันหนึ่งคือกรณีท่าเทียบเรือบ้านโพธิ์ ของบริษัท อีสเทิร์น ที พี เค แค็ปปิตอล จำกัด ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการสร้างขนาดท่าเรือให้เล็กกว่าที่ประกาศกระทรวงกำหนดไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ท่าเทียบเรือที่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม คือท่าเทียบเรือที่มีที่รองรับเรือขนาด 500 ตันกรอสขึ้นไปหรือมีความยาวหน้าท่าตั้งแต่ 100 เมตร หรือมีพื้นที่ท่าเทียบเรือ 1,000 ตารางเมตรขึ้นไป[11] แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโครงการท่าเทียบเรือดังกล่าว ได้ก่อสร้างท่าเทียบเรือทั้งหมด 6 ท่า โดยมีขนาดดังนี้

  • ท่าเทียบเรือ A มีความยาวหน้าท่า 81 เมตร พื้นที่ท่าเทียบเรือ 995 ตารางเมตร
  • ท่าเทียบเรือ B มีความยาวหน้าท่า 66.6 เมตร พื้นที่ท่าเทียบเรือ 831 ตารางเมตร
  • ท่าเทียบเรือ C มีความยาวหน้าท่า 81 เมตร พื้นที่ท่าเทียบเรือ 995 ตารางเมตร
  • ท่าเทียบเรือ D มีความยาวหน้าท่า 81 เมตร พื้นที่ท่าเทียบเรือ 995 ตารางเมตร
  • ท่าเทียบเรือ E มีความยาวหน้าท่า 66.6 เมตร พื้นที่ท่าเทียบเรือ 831 ตารางเมตร
  • ท่าเทียบเรือ F มีความยาวหน้าท่า 81 เมตร พื้นที่ท่าเทียบเรือ 995 ตารางเมตร

นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่าท่าเทียบเรือทั้ง 6 ท่า ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันเพื่อประกอบกิจการในเจ้าของเดียวกันดังภาพ

ที่มาภาพ: EnLAW

ต่อมามีการฟ้องเป็นคดีไปยังศาลปกครอง โดยผู้ฟ้องคดีคือ นายสมบัติ รัตนโยธิน กับพวกอีก 16 คน ร้องขอให้ศาลปกครองพิจารณาว่าการที่ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์อนุญาตให้มีการก่อสร้างท่าเทียบเรือทั้ง 6 ท่าโดยที่ไม่ต้องมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลปกครองตีความว่าท่าเรือทั้ง 6 ท่าไม่ได้อยู่ต่อเนื่องกัน จึงต้องพิจารณาแยกเป็นรายท่า การที่ท่าเรือดังกล่าวไม่ต้องทำ EIA นั้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว[12] หากอาศัยการตีความเช่นนี้ของศาล นั่นย่อมหมายความว่าแม้ท่าเรือที่เป็นปัญหาจะมีเจ้าของคนเดียวกัน อยู่ในบริเวณเดียวกันเพื่อประกอบกิจการในลักษณะที่เป็นกิจการเดียวกัน แต่เมื่อสร้างแยกจากกันแล้ว และท่าเรือแต่ละท่ามีขนาดน้อยกว่าที่ประกาศกระทรวงกำหนด ก็ไม่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว

โครงการขนาดใหญ่อีกจำนวนมากยังอาศัยช่องว่างในการตีความเช่นนี้ในการก่อสร้างหรือดำเนินโครงการโดยไม่ต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ อำนาจในการกำหนดว่าขนาดและประเภทของโครงการยังเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ[13] ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นรองประธานกรรมการ[14]

การที่กำหนดให้อำนาจอยู่ในมือของฝ่ายบริหารมีข้อดีในเรื่องของความยืดหยุ่น ง่ายต่อการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ แต่เมื่ออำนาจอยู่ในมือของผู้กำหนดนโยบายอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้การออกกฎหมายมาบังคับใช้ในบางครั้งอาจคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จะเห็นได้จากกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อ คสช. ออกคำสั่ง คสช. ที่4/2559 ซึ่งยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579[15] และการแก้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปี 2559 ทำให้โรงไฟฟ้าดังกล่าวสามารถก่อสร้างได้แม้จะอยู่ในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม[16]

ทำ EIA/EHIA ในไทย ยังไงก็ผ่าน?

ไม่ใช่เพียงปัญหาการซอยโครงการที่ทำให้โครงการขนาดใหญ่บางโครงการหลุดรอดไปจากระบบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อพิจารณาโครงการที่เข้าสู่การตรวจสอบและพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการแล้วก็พบว่า รายงานทั้งหมด ทั้ง EIA และ EHIA มีอัตราการผ่านอยู่ที่ 100% กล่าวคือ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทุกฉบับได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ[17]

การที่รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีอัตราการผ่านอยู่ที่ 100% แสดงให้เห็นถึงปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำรายงานที่อาจมีผลการศึกษาที่สวยงามกว่าความเป็นจริง จากการที่เจ้าของโครงการเป็นผู้คัดเลือกและว่าจ้างผู้จัดทำรายงานด้วยตัวเอง รวมไปถึงปัญหาในเรื่องการตรวจสอบของคณะกรรมการที่มีเวลาอย่างจำกัด ส่งผลให้บางครั้งไม่สามารถเห็นชอบได้ทันเวลา 45 วันที่กฎหมายกำหนด ทำให้รายงานที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการให้ความเห็นชอบไม่ทันเหล่านั้นถือว่าได้รับความเห็นชอบไปโดยปริยาย

ผล EIA สวยหรูเพราะเจ้าของโครงการจ้างคนมาทำรายงานให้ตัวเอง

การจะจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ให้อำนาจแก่เจ้าของโครงการให้เป็นผู้จัดหาและจ้างผู้จัดทำรายงานได้ด้วยตัวเอง ทั้งโครงการของเอกชนและโครงการของหน่วยงานภาครัฐ

ในกรณีโครงการของเอกชน เจ้าของโครงการเป็นทั้งผู้จัดหาและจ่ายเงินให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจัดทำรายงานประเมินผลกระทบขึ้น เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการและหน่วยงานอนุญาตการก่อสร้าง เจ้าของโครงการก็จะสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้

การปล่อยให้เจ้าของโครงการมีอำนาจในการจัดหาและจ่ายเงินเพื่อให้ตรวจสอบโครงการของตนเอง ย่อมทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและอาจทำให้รายงานที่ได้มาโน้มเอียงเข้าข้างเจ้าของโครงการได้ การศึกษาวิจัยในต่างประเทศเรื่องผลการตรวจสอบมลพิษที่เกิดจากการให้เจ้าของโครงการจ้างผู้ตรวจสอบด้วยตนเองในรัฐคุชราต ประเทศอินเดีย โดยงานศึกษาดังกล่าวพบว่า เมื่อให้เจ้าของโครงการเป็นผู้จ้างผู้ตรวจสอบด้วยตนเอง มีโรงงานเพียงหยิบมือที่มีผลการตรวจสอบมลพิษเกินกว่ามาตรฐาน แต่เมื่อเปลี่ยนวิธีการจัดหาผู้ตรวจสอบเป็นการจัดตั้งเงินกองกลางเพื่อจ่ายเงินให้กับผู้ตรวจสอบ และระบบสุ่มผู้ตรวจสอบกลับพบว่าผลการปล่อยมลพิษของโรงงานนั้นกลับเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมีจำนวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ[18] นั่นแสดงให้เห็นถึงปัญหาของการจ้างผู้ตรวจสอบด้วยตนเอง ดังที่ระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยกำลังเป็นอยู่

โครงการของหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจก็ยิ่งมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งด้านการจัดทำรายงานและด้านการตรวจสอบรายงาน ในด้านแรกคือปัญหาที่มาของรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเหมือนในกรณีของเอกชน เนื่องจากหน่วยงานเจ้าของโครงการจะเป็นผู้จัดหาและจ่ายเงินเพื่อทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ปัญหาด้านที่สองคือที่มาของเหล่าผู้ตรวจสอบรายงาน เนื่องจากเป็นการตรวจสอบกันระหว่างหน่วยงานรัฐภายใต้การบริหารของรัฐบาลทั้งคู่ สำหรับโครงการรัฐแล้ว นอกจากจะต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ยังจะต้องได้ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีด้วย อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีที่เป็นด่านสุดท้ายในการเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ[19] และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเหล่านี้ก็มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมคณะแรกด้วย ในหลายกรณีโครงการของภาครัฐก็เป็นนโยบายที่รัฐบาลมีดำริให้ก่อสร้างโครงการเหล่านั้นเอง

ไม่ใช่เพียงอัตราการผ่านเท่านั้นที่สวยหรู ผลการวิจัยและการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏในรายงานนั้นก็สวยหรูเช่นกัน ดังที่ปรากฏในกรณีโครงการผันน้ำยวม ซึ่งเป็นการผันน้ำผ่านอุโมงค์น้ำมายังเขื่อนภูมิผลตามแนวท่อส่งน้ำจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนมายังจังหวัดตาก โดยพบว่าต้นทุนของโครงการนี้คือ 6.04 บาท/ลูกบาศก์เมตร และกรมชลประทานเจ้าของโครงการก็คาดการณ์ว่ามูลค่าผลประโยชน์จากการใช้น้ำที่ผันมาจะเท่ากับ 6.84 บาท/ลูกบาศก์เมตร แต่หากศึกษาในรายละเอียดจะพบว่า เพื่อให้ได้มูลค่าผลประโยชน์ตามที่กรมชลประทานคาดการณ์นั้น ต้องมีการเปลี่ยนพื้นที่นาปรังในบริเวณนั้นให้เป็นพืชอื่นๆ ให้ได้มากกว่า 66% หรือ 1.1 ล้านไร่ แต่มูลค่าผลประโยชน์ที่ได้จากนำน้ำมาทำนาปรังนั้นกลับอยู่ที่เพียง 2.11 บาท/ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น น้อยกว่าต้นทุนน้ำในโครงการนี้[20]

ความเห็นของประชาชนในพื้นที่ไม่ถูกรับฟังอย่างมีความหมาย

นอกจากการทำรายงานที่เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังมีปัญหามากในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น

แม้กฎหมายจะกำหนดให้การรับฟังความเห็นของประชาชนในการทำ EIA ต้องเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้ง คือก่อนที่จะเริ่มทำรายงาน และระหว่างการทำรายงาน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ เข้าใจปัญหา ตลอดจนเสนอทางแก้ให้แก่เจ้าของโครงการได้ แต่ในบางครั้ง การรับฟังความเห็นก็เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการแล้ว ดังเช่นในกรณีโครงการ The Line สาทร ในปี 2019[21]

การรับฟังความเห็นของประชาชนในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้นยังเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ยาก เนื่องจากการทำประชาคมในบางครั้งมีการใช้ภาษาที่มีความเป็นวิชาการเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะ รวมถึงในหลายกรณีเป็นการก่อสร้างในพื้นที่ต่างจังหวัดซึ่งประชากรอาจใช้ภาษาถิ่นเป็นหลัก เมื่อเป็นเช่นนี้การรับฟังความเห็นที่ควรจะเป็นขั้นตอนสำคัญกลับกลายเป็นการไปนั่งฟังเพื่อให้เจ้าของโครงการได้บรรยายสิ่งที่จะเกิดขึ้นและลงนามรับรู้เท่านั้น จำนวนมากไม่อาจมีส่วนร่วมได้อย่างมีความหมาย ขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจึงกลายเป็นเพียงพิธีการเพื่อให้การพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีขั้นตอนครบถ้วน

กรณีหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดคือโครงการเหมืองถ่านหินอมก๋อย ของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด ซึ่งโครงการดังกล่าวจะก่อสร้างในบริเวณบ้านกะเบอะดิน ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ในบริเวณนั้นผู้ที่อาศัยอยู่ส่วนใหญ่เป็นชาวปกาเกอะญอซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง แต่ไม่ปรากฏว่ามีการใช้ล่ามเพื่อให้เกิดความเข้าใจแก่คนพื้นถิ่นในรายงาน EIA รวมถึงยังมีรายชื่อของผู้ที่ไม่สามารถเขียนหนังสือได้และผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะรับรองการทำประชาคมด้วย[22]

ไม่เพียงเท่านั้น ในโครงการของรัฐบางโครงการ ยังมีการใช้อำนาจเพื่อคุกคามคนในพื้นที่ที่ออกมาต่อต้านด้วย ดังเช่นกรณีนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ที่มีการ ‘เยี่ยมบ้าน’ และการโทรศัพท์ก่อกวนก่อนการรับฟังความคิดเห็น ยิ่งไปกว่านั้น แกนนำที่ประท้วงยังถูกแจ้งข้อหาตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย[23]

คณะกรรมการผู้ชำนาญการมีเวลาพิจารณารายงานน้อย

การตรวจสอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการผู้ชำนาญการยังมีเวลาเพียง 45 วัน[24] และหากไม่ให้ความเห็นชอบในเวลาที่กฎหมายกำหนดมานั้นจะถือว่ารายงานดังกล่าวได้รับความเห็นชอบไปโดยปริยาย และหากมีการสั่งให้แก้ไขรายงาน ก็พบว่า คณะกรรมการฯ มีเวลาตรวจสอบรายงานและให้ความเห็นชอบเพิ่มอีกเพียง 30 วันเท่านั้น[25]

จำนวนวันดังกล่าวอาจดูสมเหตุสมผลเมื่อต้องการลดภาระและค่าเสียโอกาสในการดำเนินโครงการ หากแต่เมื่อพิจารณาจำนวนรายงานที่เข้าสู่การพิจารณาและความหนาของรายงานเหล่านั้นก็อาจต้องคิดใหม่ โดยตั้งแต่ปี 2019-2022 พบว่ามีรายงาน EIA ที่เข้าสู่การตรวจสอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการเฉลี่ยปีละ 466 ฉบับ และรายงาน EIA มีความหนาเฉลี่ย 1,048 หน้า[26]

นอกจากนี้ยังพบว่า คณะกรรมการผู้ชำนาญการซึ่งมีอำนาจตรวจสอบและอนุมัติรายงานนั้นมีเพียง 22 ชุด โดยเป็นคณะกรรมการฯ ส่วนกลาง 10 ชุด และคณะกรรมการฯ จังหวัด 12 ชุด โดยการพิจารณารายงานจะดูจากประเภทของโครงการและพื้นที่เป็นสำคัญ เช่น หากเป็นโครงการที่จัดอยู่ในประเภทอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็จะถูกส่งไปให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชน กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ตรวจสอบและให้ความเห็นชอบรายงานต่อไป

จากการใช้ประเภทและสถานที่ตั้งของโครงการในการส่งรายงานไปยังคณะกรรมการฯ ชุดต่างๆ ทำให้คณะกรรมการบางคณะต้องทำงานหนักกว่าคณะกรรมการชุดอื่น เช่น คณะกรรมการฯ กรุงเทพมหานคร ที่ต้องพิจารณาและให้ความเห็นรายงานกว่า 55 ฉบับจาก 403 ฉบับ ในปี 2022[27]

การที่คณะกรรมการมีเวลาตรวจสอบน้อย ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงของรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้โดยละเอียดในทุกขั้นตอนของทุกโครงการ สิ่งที่ตามมาคือการทำรายงานไม่ตรงกับความเป็นจริง ดังเช่นกรณีของโครงการ 125 สาทร ในปี 2022 ซึ่งศาลปกครองพบว่ามีการรายงานพื้นที่อาคารรวมไม่ตรงกับความเป็นจริง และทำให้การคำนวณพื้นที่อาคารที่จะใช้ประโยชน์นั้นไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และศาลปกครองยังเห็นว่าการให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการฯ กรุงเทพมหานครนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย[28]

ต้นทุนการทำผิดไม่ได้สัดส่วน

โทษทางกฎหมายตายตัว ไม่สนโครงการเล็กใหญ่

การกำหนดโทษในประเทศไทยเป็นการกำหนดแบบตายตัวโดยกำหนดไว้เป็นโทษขั้นสูงสุด คือหากก่อสร้างก่อนที่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ มีโทษปรับสูงสุด 1,000,000 บาท และปรับอีกไม่เกิน 100,000 บาท/วันจนกว่าจะหยุดก่อสร้างหรือได้รับความเห็นชอบ[29] และโทษปรับสูงสุด 1,000,000 บาทเช่นกันหากไม่ส่งรายงานติดตามผล[30] แต่หากเป็นการทำรายงานเท็จ ผู้จัดทำรายงานก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตและจำคุกไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตามความผิดฐานทำแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา[31]

แต่เมื่อเทียบกับขนาดโครงการแล้วกลับพบว่าเงินค่าปรับดังกล่าวเป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก เช่น หากเป็นโครงการก่อสร้างมูลค่า 1,000 ล้านบาท โทษปรับสูงสุดก็จะคิดเป็นเพียง 0.1% ของมูลค่าของโครงการเท่านั้น และยิ่งโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการผันน้ำยวมมูลค่าลงทุน 78,000 ล้านบาท โทษปรับสูงสุดก็จะคิดเป็นเพียง 0.001% ของมูลค่าโครงการเท่านั้น

การเยียวยาความเสียหายในไทยยังขึ้นอยู่กับศาลทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาถึงการเยียวยาความเสียหายก็จะพบว่า การเยียวยาความเสียหายในประเทศไทยนั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล เนื่องจากไม่มีตัวบทกฎหมายมาเป็นหลักพิงให้ได้ว่าต้องคิดความเสียหายเท่าไร หรืออย่างไรที่จะเรียกได้ว่าเกิดความเสียหายต่อประชาชนแล้ว ซ้ำร้าย หลักเกณฑ์การเยียวยาความเสียหายในประเทศไทย ยังคิดเฉพาะความเสียหายที่ตีมูลค่าเป็นเงินได้เท่านั้น

แม้ว่าในบางครั้งศาลก็จะกำหนดมูลค่าเงินเยียวยาสูงกว่าที่ผู้เสียหายร้องขอเพื่อเป็นการลงโทษผู้ก่อความเสียหายเพิ่ม[32] แต่ดุลพินิจของศาลเช่นนี้ก็เป็นความเสี่ยงให้ทั้งผู้ที่อาจก่อความเสียหายและผู้อาจได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังต้องพบกับความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมกว่าจะได้รับการเยียวยาชดเชยด้วย

เปิดโอกาส ให้อิสระ กระจายอำนาจ และเร่งแก้กฎหมาย

การแก้ไขปัญหาของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือกันจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายเจ้าของโครงการ รัฐบาล และประชาชน ทั้งนี้ 101 PUB ขอเสนอแนวทางการแก้ไขเบื้องต้น ดังนี้

เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิร้องขอให้ทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

จะเห็นได้ว่า การซอยโครงการซึ่งทำให้ไม่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน อย่างไรก็ตาม การยกเลิกเกณฑ์โครงการขนาดเล็กทิ้งทั้งหมดก็อาจเป็นการผลักภาระให้กับผู้ดำเนินโครงการจำนวนมากซึ่งอาจไม่ได้ก่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเป็นต้นทุนของทั้งเอกชนและรัฐโดยไม่จำเป็น ดังนั้น จึงน่าจะใช้กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนเพิ่มเติม โดยเปิดช่องทางร้องขอให้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในโครงการที่กังวลว่าจะเกิดผลกระทบ จะช่วยลดช่องว่างทางกฎหมายนั้น และยังทำให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นตัวและเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ในขั้นแรกของการประเมินได้

เปิดให้ตรวจสอบร่างรายงาน

เนื่องจากร่างรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ไม่ได้เผยแพร่สู่สาธารณชน ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงเฉพาะรายงานที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการแล้วเท่านั้น การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงตั้งแต่ร่างรายงาน ย่อมทำให้เห็นข้อผิดพลาดของรายงานนั้นได้รวดเร็วขึ้น และสามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

ทำให้เข้าถึงรายงาน EIA ได้ง่าย และเข้าใจเนื้อหาได้

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ คือการที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ หรือถึงแม้จะเข้าถึงได้ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจเนื้อหา ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเพียงรายงานที่ส่งผ่านไปให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการเห็นชอบเท่านั้น ดังนั้นจึงเสนอให้เปิดให้เข้าถึงรายงานและร่างรายงาน รวมทั้งการทำรายงานฉบับที่ประชาชนเข้าใจได้ง่ายอีกฉบับหนึ่งด้วย

วางกลไกให้ผู้ทำรายงานและผู้ประเมินเป็นอิสระ

เจ้าของโครงการไม่ควรจัดหาผู้ประเมินเองและวางกลไกว่าจ้างผู้ทำรายงานอย่างโปร่งใส

การจัดหาผู้ประเมิน/ผู้ทำรายงาน ไม่ควรดำเนินการโดยเจ้าของโครงการเอง ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนจากเจ้าของโครงการและผู้ทำรายงาน แม้ว่าผู้ทำโครงการยังควรจะเป็นผู้รับภาระทางการเงินในการประเมินก็ตาม ทั้งนี้ ก็เพื่อให้รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ได้มานั้น เป็นการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นจริง และลดโอกาสการเขียนรายงานที่เข้าข้างเจ้าของโครงการ

ระบบอภิบาลในปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 2 ฝั่งหลัก คือผู้ดำเนินโครงการที่ว่าจ้างและจัดทำรายงานและผู้ตรวจสอบรายงาน อย่างไรก็ดี หากเป็นโครงการของรัฐทั้ง 2 ฝั่งก็จะเสมือนว่าเป็นฝั่งเดียวกันด้วย ดังนั้น รัฐจะต้องมีกลไกให้มีฝั่งที่ 3 ที่ทำหน้าที่จัดสรรการทำรายงาน ประเมินโดยเป็นอิสระจากทั้ง 2 ฝั่ง และอาจวางกลไกการว่าจ้างผู้ทำรายงานโดยลดดุลพินิจลง อาทิ การสุ่มหรือการจัดลำดับที่ตายตัวไว้ก่อนหน้า แต่ไม่ว่ารัฐจะออกแบบให้มีกลไกอย่างไร กลไกเหล่านั้นก็ควรมีการตรวจสอบผลภายหลัง และเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างครบถ้วนให้ประชาชนตรวจสอบได้

โครงการรัฐต้องมีประชาชนในพื้นที่เข้ามาร่วมตัดสินใจ

การตรวจสอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ ไม่เพียงแต่การจัดทำรายงานที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ยังมีปัญหาในเรื่องของคณะกรรมการผู้ให้ความเห็นชอบที่มาจากการแต่งตั้งด้วย จึงควรเพิ่มสัดส่วนของประชาชนในพื้นที่เข้าไปในคณะกรรมการผู้ชำนาญการในการพิจารณาเห็นชอบแต่ละโครงการด้วย เพื่อไม่ให้อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่คณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้งอย่างเบ็ดเสร็จ

กระจายอำนาจให้สภาท้องถิ่น

ให้สภาท้องถิ่น เช่น สภา อบจ. ตัดสินรายงานโครงการขนาดเล็ก – กลาง ที่มีผลกระทบเฉพาะคนในท้องถิ่น

ปัจจุบันนี้ การตรวจสอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมขึ้นอยู่กับคณะกรรมการจากส่วนกลาง มีเพียง 12 พื้นที่เท่านั้นที่มีคณะกรรมการเป็นของตนเอง เนื่องจากเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม อาทิ ภูเก็ต ชลบุรี หรือเป็นพื้นที่ที่มีการก่อสร้างตึกสูงจำนวนมาก อาทิ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล งานของคณะกรรมการจากส่วนกลางจึงเป็นเสมือนการกวาดกองโครงการอื่นๆ จากทั่วประเทศมาตรวจสอบโดยอาศัยการแบ่งประเภทของโครงการเพื่อส่งไปยังคณะกรรมการผู้ชำนาญการแต่ละด้านเท่านั้น

หากมีการกระจายอำนาจให้สภาท้องถิ่น เช่น สภา อบจ. ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนพื้นที่ได้ตัดสินใจเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ยังทำให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของตัวเองได้ง่ายขึ้น และยังเป็นการลดภาระงานจากส่วนกลาง โดยกระจายไปยังสภาท้องถิ่นมากขึ้น และหากในท้องถิ่นใดมีคณะกรรมการผู้ชำนาญการอยู่แล้วก็ให้คงไว้เช่นเดิม

เมื่อภาระงานของคณะกรรมการแต่ละชุดน้อยลง และคณะกรรมการเองก็เป็นคนในพื้นที่ การลงไปตรวจสอบพื้นที่โครงการจริงย่อมเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น

โครงการข้ามพื้นที่หรือกระทบสิ่งแวดล้อมมาก ยังอยู่กับส่วนกลาง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการส่วนกลางก็ยังคงต้องมีไว้ เพื่อตรวจสอบและให้ความเห็นชอบโครงการที่มีขนาดใหญ่ มีลักษณะครอบคลุมหลายพื้นที่ หรือกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องเขตอำนาจของสภา อบจ. และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้า จากการที่ต้องให้คณะกรรมการของแต่ละท้องที่ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง

เร่งแก้กฎหมายค่าปรับให้เหมาะสม และสร้างกลไกการประกันความเสียหาย

กำหนดให้ค่าปรับแปรผันตามขนาดโครงการ

ปัจจุบัน ค่าปรับในประเทศไทยใช้ระบบกำหนดจำนวนเงินสูงสุด ซึ่งในกรณีของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การกำหนดค่าปรับเช่นนี้ย่อมทำให้ค่าปรับไม่เหมาะสมกับขนาดโครงการ โดยผู้วิจัยเสนอให้การกำหนดค่าปรับ ควรกำหนดเป็นร้อยละ หรือเปอร์เซ็นต์ตามขนาดโครงการ เพื่อให้เกิดสภาพบังคับใช้และความเท่าเทียมระหว่างโครงการขนาดเล็กและขนาดใหญ่

สร้างกลไกให้เจ้าของโครงการวางประกันความเสียหาย

จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าการกำหนดความเสียหายนั้นเป็นดุลพินิจโดยแท้ของศาล ไม่มีตัวบทกฎหมายเป็นหลักไว้ในกรณีนี้ การเยียวยาความเสียหายจึงต้องรอให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน

อย่างไรก็ดี มีการเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเสนอให้วางเงินประกันความเสียหาย เพื่อเป็นเงินเยียวยาหากมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เงินประกันความเสียหายนี้จะช่วยให้เกิดหลักเกณฑ์ในการเยียวยาความเสียหาย และช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอการพิจารณาของศาล[33]

ปัจจุบันร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาก่อนที่จะเข้าสู่การลงมติในสภาผู้แทนฯ[34]

 [+]

References ↑1 จากการสัมภาษณ์ รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง. ↑2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 มาตร 77. ↑3 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 มาตรา 6. ↑4 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับ 2) พ.ศ. 2521 มาตรา 6. ↑5 ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม. ↑6 ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ หรือการดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต ของประชาชนในชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม. ↑7 กองพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม, “ระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของไทย ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561”. ↑8 แนวทางการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจและสังคม. ↑9 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 12. ↑10 ประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 455/2537 เรื่อง การยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำให้ถูกต้อง. ↑11 ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม. ↑12 EnLAW, “สรุปคำพิพากษาศาลปกคองระยอง คดีท่าเรือบ้านโพธิ์ริมแม่น้ำบางปะกง ฉะเชิงเทรา”, กันยายน 22, 2559. ↑13 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 48. ↑14 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 12. ↑15 คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการบังคับใช้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท. ↑16 ประชาไท, “วงเสวนาชี้ ขั้นตอน EIA มีปัญหารณรงค์สิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชนแยกการเมืองไม่ได้”, กุมภาพันธ์ 19, 2018. ↑17 101 PUB รวบรวมข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (SMART EIA+) โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2023 อย่างไรก็ตามกองพัฒนาระบบการประเมินสิ่งแวดล้อมมีการรายงานถึง EIA ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบรายเดือน แต่เนื่องจากศูนย์ข้อมูลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (SMART EIA+)มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากกว่า ผู้เขียนจึงเลือกใช้ข้อมูลในส่วนนั้นมานำเสนอ ↑18 ฉัตร คำแสง, “ปัญหาทั่วไทย แต่ตรวจอย่างไรก็ไม่เจอ”, The101.world, สิงหาคม 16, 2020. ↑19 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นรองประธาน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นกรรมการ และยังมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไม่เกินแปดคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งซึ่งมาจากภาคเอกชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเลขานุการ. ↑20 เดชรัต สุขกำเนิด, มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร,ความไม่คุ้มค่าของโครงการผันน้ำยวม : ตำน้ำพริกละลายข้ามแม่น้ำ”, ตุลาคม 5, 2021. ↑21 หนังสือแจ้งคำสั่งศาลปกครอง คดีดำหมายเลขที่ ส.48/2561. ↑22 Greenpeace Thailand, “โครงการเหมืองถ่านหินอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่”. ↑23 Greenpeace Thailand, “จุดเริ่มต้นของเรื่องราวโรงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ”. ↑24 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 51/1. ↑25 เพิ่งอ้าง. ↑26 101 PUB สุ่มโครงการทั้งหมด 100 โครงการ จากผลการอนุมัติโครงการต่างๆ ทั้งหมด 9,849 โครงการ คิดเป็น 1% ของจำนวนรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (เฉพาะ EIA) ทั้งหมดในฐานข้อมูลรายงานที่มีทั้งหมดในศูนย์ข้อมูลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (SMART EIA+). ↑27 ศูนย์ข้อมูลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (SMART EIA+), เข้าถึงเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2023. ↑28 คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีดำหมายเลขที่ ส.26/2564 คดีแดงหมายเลขที่ 47/2566. ↑29 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 101/1. ↑30 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 101/2. ↑31 ณรงค์ ใจหาญ, “การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม แนวคิด ปัญหา และก้าวต่อไป”, 60 ปี ศ.ดร. อำนาจ วงศ์บัณฑิต เสาหลักใหญ่ กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย, 2563. ↑32 ธนวัชร กิติโกมลสุข, “การกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษในกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม”, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2561. ↑33 ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ↑34 ระบบสารสนเทศด้านนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2023.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...