โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปาท่องโก๋ อาหารที่เกิดจากความแค้นของประชาชน ต่อความทุจริตของนักปกครอง

The Structure

อัพเดต 21 ม.ค. 2567 เวลา 19.57 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. 2567 เวลา 12.57 น. • The Structure

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศว่าจะจัดงาน “THAILAND SOFT POWER X GUINNESS WORLD RECORDS™ CHALLENGE” นำเสนอ Soft Power 5F ของไทย โดย 1 ในโครงการนั้น คือการจัดการแข่งขันกินปาท่องโก๋ และ ป็อบคอร์น ทำให้เกิดคำถามว่า ปาท่องโก๋ และ ป็อบคอร์น เป็นอาหารไทยตรงไหน

อย่างไรก็ดี “ปาท่องโก๋” นั้นเป็นชื่ออาหารจากประเทศจีนที่คนไทยเราเรียกสลับกับ “หยวนเถียว” โดยไป่ทังกั๋ว (ปาท่องโก๋) ในภาษาจีนนั้น หมายถึงขนมเค้กข้าวแบบจีน แต่สมัยก่อนพ่อค้าชาวจีนนำไป่ทังกั๋ว และหยวนเถียวออกขายคู่กัน และคนไทยเข้าใจผิดคิด เรียกชื่อสลับกัน

ในภาษาจีนกวางตุ้ง ปาท่องโก๋มีชื่อเรียกว่า “โหยวจ๋าก่วย (油炸鬼)” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ผีทอด” ซึ่งชื่อนี้สะท้อนที่มาของอาหารจานนี้ เนื่องจากมีนิยายปรัมปราเล่าวว่า ผู้คนคิดค้นอาหารจานนี้ขึ้นมาจากความคั่งแค้นในตัวขุนนางกังฉินในราชวงศ์ซ่งนาม “ฉินฮุ่ย” นั่นเองถึงแม้ว่าในยุคสมัยจักรวรรดิจีน จะมีแต่ขุนนาง ยังไม่มีระบบการเมืองเหมือนอย่างในปัจจุบัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การออกว่าราชการในท้องพระโรงของสมเด็จพระจักรพรรดิ หรือฮ่องเต้ในยุคนั้น เปรียบได้กับการประชุมคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติในปัจจุบัน

การออกว่าราชการของฮ่องเต้จีนในสมัยนั้น จะแบ่งออกเป็นการประชุมเล็ก ที่มีเพียงขุนนางประจำส่วนหนึ่งเข้าร่วม กับการประชุมใหญ่ที่จะมีขุนนางเข้าร่วมการประชุมมากขึ้น และในบางครั้งอาจจะเชิญขุนนางที่มียศระดับ “กง” (เทียบเท่าเจ้าพระยา หรือลอร์ด) หรือเชื้อพระวงศ์ ซึ่งปกติไม่ได้เข้าร่วมการประชุม เพื่อการหารือเรื่องสำคัญ

จึงอาจเปรียบได้ว่า การประชุมย่อยในท้องพระโรงเปรียบได้กับการประชุมคณะรัฐมนตรี และการประชุมใหญ่เปรียบได้กับสภานิติบัญญัตินั่นเอง และในทุกการประชุม บุคคลสำคัญที่นอกจากฮ่องเต้แล้ว จะเป็นมหาเสนาบดี ซึ่งมีบทบาทหน้าที่เทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน และเหล่าขุนนางที่มีสิทธิเข้าร่วมการประชุมในท้องพระโรง มีสิทธิออกเสียง ก็อาจเทียบได้กับข้าราชการการเมืองในปัจจุบันนั่นเอง

ฉินฮุ่ย คืออัครมหาเสนาบดีในรัชสมัยซ่งเกาจงฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์ซ่ง หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ซึ่งเป็นยุคราชวงศ์ซ่งเป็นยุคที่ชาวจีนฮั่นอ่อนแอที่สุด เผชิญหน้ากับการคุกคามจากชนเผ่าอื่นอย่างรอบด้าน อีกทั้งยังมีแผ่นดินในปกครองน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย (ไม่นับรวมราชวงศ์หยวนและชิงที่ประเทศจีนถูกชนชาติอื่นปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ)

ในสมัยนั้น มีชาวฮั่นนาม เย่ว์เฟย (คนไทยรู้จักในชื่องักฮุย) ลุกฮือขึ้นมานำชาวฮั่นออกรอบกับชนเผ่าต่างชาติ ซึ่งในเวลานั้นชนเผ่าจิน คือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุด จนได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ออกรบต่อต้านกองทัพจิน และได้รับการยกย่องจากประชาชาวฮั่น

แต่ฉินฮุ่ยกับใส่ร้าย กล่าวหาเย่ว์เฟย จนเย่ว์เฟยต้องโทษประหารในที่สุด และนั่นนำมาซึ่งความอ่อนแอของกองทัพซ่ง อันเป็นเหตุให้รางวงศ์ล่มสลาย และถูกชาวมองโกลซึ่งมาทีหลังกวาดล้างจนสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินภายหลังจากที่ราชวงศ์หมิงขึ้นมาปกครองแผ่นดินจีนแทนที่มองโกล ราชสำนักประกาศแต่งตั้งให้เย่ว์เฟยเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ จากความจงรักภักดีของเขา แต่เย่ว์เฟยถูกปลดจากตำแหน่งเทพเจ้าในราชวงศ์ชิง เนื่องจากชาวจิน ซึ่งเย่ว์เฟย เคยต่อต้านนั้น เป็นบรรพบุรุษของชาวแมนจูนั่นเองสำหรับประชาชนชาวฮั่นในเวลานั้น รู้สึกโกรธแค้นต่อฉินฮุ่ยอย่างที่สุด แต่ทำอะไรฉินฮุ่ยไม่ได้ จึงระบายความแค้นด้วยการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ผ่านการนำแป้งมาปั้นเป็น 2 ชิ้นติดกัน ถือเป็นตัวแทนของฉินฮุ่ย และภรรยา นำมาทอดน้ำมัน เพื่อรับประทานระบายแค้นและในปัจจุบันนี้ ที่หน้าศาลบูชาเย่ว์เฟย ทีเมืองหังโจว มีการปั้นรูปปั้นของฉินฮุ่ย และภรรยา ถูกมัดคุกเข่าอยู่หน้าศาล เสมือนหนึ่งกำลังรอรับโทษ เพื่อเป็นการเตือนใจคนทุจริตนั่นเอง

เราจึงอาจกล่าวได้ว่า ปาท่องโก๋ คือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวฮั่น เพื่อต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งสุดท้ายแล้ว การทุจริตของฉินฉุ่ยนั้น นำมาซึ่งการล่มสลายของประเทศชาติบ้านเมือง

ปาท่องโก๋จึงควรจะเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการทุจริตต่อไปโดย ศิราวุธ ภุมมะกสิกร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...