จอกหูหนูยักษ์ พืชต่างถิ่นรุกราน ที่ยังมีขายเต็มโซเชียล
จอกหูหนูยักษ์ พืชต่างถิ่นรุกราน ที่ยังมีขายกันเต็มโซเชียล
จอกหูหนูยักษ์ Giant Molesta หรือ Kariba weed อยู่วงศ์ Salvinaiaceae เป็นเฟิร์นน้ำต่างถิ่น มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของประเทศบราซิล ถูกจัดให้เป็น “วัชพืชร้ายแรงที่สุดของโลก”ชนิดหนึ่ง ด้วยความที่มันแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำเดิมและกีดขวางทางไหลของน้ำ
สำหรับประเทศไทย ได้ระบาดในไทยเมื่อปี 2544 หลังจากที่คนไทยเอามาขายตามตลาดเพื่อที่จะเอามาตกแต่งตู้ปลา และแม้ว่าไทยจะประกาศให้พืชชนิดนี้เป็นสิ่งต้องห้าม เพราะว่าเป็นศัตรูพืชกักกัน ตั้งแต่ธันวาคม 2521 และยังเป็นสิ่งต้องห้ามในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดศัตรูพืชเป็นสิ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 ห้ามไม่ให้ใครนำเข้ามา และไม่อนุญาตให้มีไว้ในครอบครอง แต่ก็ยังมีคนขายทั่วไปตามโซเชียล ตามแพลตฟอร์มซื้อขายต่าง ๆ
#สาเหตุที่มันแพร่ระบาดคือ 1) สปอร์ติดเครื่องมือชาวประมงไปยังแหล่งน้ำจืดอื่น ๆ 2) ผู้คนนิยมนำมาใส่ในตู้ปลาด้วยความที่ใบของมันเล่นไฟ แต่ก็มักจะกำจัดด้วยการทิ้งในแหล่งน้ำ ทำให้แพร่กระจายออกไป 3) น้ำท่วมก็มีส่วนพัดพาไปที่อื่น 4)เจริญเติบโตได้ง่ายและรวดเร็ว
ชนิดที่ว่า #หนักกว่าผักตบชวา อีก เรารู้ว่าผักตบชวาเป็นพืชต่างถิ่นรุกราน แต่สำหรับจอกหูหนูยักษ์นี้มันเป็นพืชต่างถิ่นรุกรานที่ถือว่ารุนแรงกว่าอีก เพราะจอกหูหนูยักษ์มีการขยายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพ มีการแตกยอดจากใกล้ซอกใบของต้นเดิมและสามารถแตกออกไปได้เรื่อยๆ ลําต้นหักง่าย ส่วนที่หลุดไปก็สามารถเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้อีก ในสภาพที่เหมาะสม จอกหูหนูยักษ์สามารถเพิ่มปริมาณ เป็น 2 เท่าใน 2-4 วัน จากหนึ่งต้นสามารถเจริญเติบโตปกคลุม พื้นที่ 64,750 ไร่ ในเวลา 3 เดือน น้ําหนักสดถึง 64 ตันต่อไร่ ดังนั้น ตามตักออกจากแหล่งน้ำเรื่อย ๆ ก็อาจจะไม่เพียงพอ และถึงจะเก็บแล้วก็ต้องมาตามดูเฝ้าระวังส่วนที่หลงเหลือไม่ให้โตอีก และส่วนที่ตักออกมาได้ก็ต้องเอาไปตากให้แห้งไกลจากแหล่งน้ำเพื่อแน่ใจว่าจะไม่โตอีก
#ทั่วประเทศไทย ตอนนี้แหล่งน้ำต่าง ๆ ทั่วประเทศก็ยังคงมีจอกหูหนูยักษ์อยู่ ยกตัวอย่างเช่นที่ตามคลองสาธาณะ ตามร่องส่วนมะพร้าวของชาวบ้าน ในเขื่อน ในอ่างเก็บน้ำ หรือแม้แต่ในอุทยานแห่งชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติทะเลน้อย จ.พัทลุง หรือที่ หนองหาน-กุมภวาปี จ.อุดรธานี
#ความเสียหาย จอกหูหนูยักษ์ อยู่กันอยู่หนาแน่น มีชั้นความหนาถึง 30-40 เซนติเมตรปกคลุมผืนน้ำ ทำให้แสงอาทิตย์ส่องไปใต้น้ำไม่ได้ พืชน้ำท้องถิ่นอื่น ๆ ที่อยู่ด้านล่างและแพลงก์ตอนจึงไม่มีการสังเคราะห์แสง ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง ในขณะที่ซากพืชที่ตายลงก็ต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายด้วย ทีนี้พอออกซิเจนไม่พอ ทั้งสัตว์ใต้น้ำและพืชจึงขาดออกซิเจน และอาจตายได้ในที่สุด
อีกทั้ง เมื่อมันมีอยู่อย่างหนาแน่น มันก็อาจทำให้แหล่งน้ำตื้นและเขิน และขัดขวางทางน้ำไหล ขวางทางคมนาคมด้วย
#วิธีกำจัด ตอนนี้จึงจะเป็นการใช้สิ่งมีชีวิตมาควบคุม จอกหูหนูยักษ์ เช่น แมลง เชื้อรา หรือพืชด้วยกันเอง ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่นํามาใช้ต้องเป็นศัตรูธรรมชาติของจอกหูหนูยักษ์ แต่ต้องไม่กระทบต่อพืชอื่น ๆ
ที่มา