โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แก้หมูเถื่อน ไม่หมู

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ธ.ค. 2566 เวลา 08.43 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2566 เวลา 08.43 น.

คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : กษมา ประชาชาติ

เกือบ 2 ปีแล้ว ที่ปัญหาหมูเถื่อนทะลักเข้ามาสร้างความเสียหายให้ตลาดหมูบ้านเรา มีตัวเลขประมาณการคร่าว ๆ ว่า เฉพาะปี 2564 ปีเดียวก็ทะลักมา 2 พันกว่าตู้แล้ว

สะท้อนถึงราคาสุกรมีชีวิต หรือที่เรียกราคาหมูหน้าฟาร์มที่เกษตรกรขายได้ จากที่เคยอยู่ที่ กก.ละ 96-100 บาท เมื่อปี 2564 มาถึงตอนนี้ เดือนธันวาคม 2566 ราคาสุกรหน้าฟาร์มดิ่งไปเหลือ 64-74 บาท หรือหายไป กก.ละ 20-40 บาท

แล้วเกษตรกรจะอยู่ได้อย่างไร

เมื่อต้นทุนการผลิต ตามข้อมูลของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติระบุว่า ต้นทุนการเลี้ยงตอนนี้เฉลี่ยที่ กก.ละ 76-78 บาท ขายได้แค่ 64-74 บาท ขาดทุนแน่นอน กก.ละ 5-15 บาท (ซึ่งสมาคมแง้มว่าสถานการณ์ราคาตอนนี้อาจจะเรียกว่าดีขึ้นมาแล้ว จากก่อนหน้านี้เคยแตะ กก.ละ 60 บาทเลยทีเดียว) แต่ถ้าราคาที่จะทำให้เกษตรกรอยู่รอด ต้องบวกกำไรควรจะอยู่ที่ กก.ละ 80 บาท

ขณะที่ฝั่งผู้บริโภค แน่นอนว่าสินค้าหมูเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาก่อนหน้านี้ดัมพ์ราคาขายปลีกที่หน้าเขียงลงต่ำมาก อาจจะเหลือเพียง กก.ละ 100-120 บาท ร้านหมูกระทะ ร้านอาหารชาบู ร้านบุฟเฟต์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ส่งผลดีในแง่ทางเลือกที่เพิ่มขึ้น และราคาที่ถูกลงก็จริง

แต่ในแง่สุขภาพสำหรับหมูเถื่อนที่บรรจุกล่องแช่แข็งมาเป็นเดือน ๆ ผู้บริโภคจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามีคุณค่าสารอาหาร หรือโภชนาการมากเพียงพอ และที่สำคัญหมูที่นำเข้าจากบางประเทศเป็นประเทศที่มีการอนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดง ก็เท่ากับคนไทยต้องบริโภคหมูที่ไม่รู้เลยว่ามีสารอะไรผสมอยู่ในเนื้อบ้าง เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้

การดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนจึงเป็นนโยบายสำคัญที่ นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ลงมากำกับดูแลด้วยตัวเอง ผนวกกับความเข้มข้นในส่วนของนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ออกมาประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรเถื่อน และตั้งชุด ฉก. “พญานาคราช” ขึ้นมาไล่ตรวจสอบปูพรมคลังสินค้าทั่วประเทศให้ขึ้นทะเบียนและรายงานก่อนที่จะมีการปูพรมตรวจสอบ หลัง วันที่ 15 ธ.ค. 2566 นี้

การทำงานครั้งนี้เป็นความหวังของเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ขอให้สาวถึงต้นตอ “ปราบหมูเถื่อนให้หมดไปจากประเทศไทย” และเป็นการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม นอกจากการปราบปรามการลักลอบนำเข้าแล้ว รัฐบาลต้องสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมหมูของไทยให้กลับมาอีกครั้ง หลังจากเกษตรกรบอบช้ำจากปัญหาโรคระบาด ASF มากว่า 2 ปี

มาต่อด้วยหมูเถื่อน และยังต้องเผชิญปัญหาต้นทุนอาหารสัตว์ที่มีราคาสูง จากวัตถุดิบธัญพืชทั่วโลกที่ปรับราคาขึ้นในช่วงที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่อเนื่องด้วยสงครามอิสราเอล-ฮามาส ทำให้หลายสินค้าปรับฐานราคาขึ้นไป

เสียงเรียกร้องอีกด้านหนึ่งของเกษตรกร ขอให้รัฐวางมาตรการดูแลช่วยเหลือด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ ราคาถูก ให้เกษตรกรรายย่อยสามารถลงทุนฟื้นฟูการเลี้ยงรอบใหม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ในอนาคตผู้เลี้ยงรายย่อยตายหมด ไทยอาจจะเหลือเพียงผู้เลี้ยงรายใหญ่ จากเดิมที่มีรายใหญ่-เล็กถ่วงดุลกัน

เมื่อโครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรมนี้จะไม่เหลือพื้นที่ในการแข่งขันให้กับรายย่อยอีกต่อไป อาจจะนำไปสู่ปัญหาการใช้อำนาจเหนือตลาด ที่เป็นสิ่งเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...