โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

โลกใบใหม่ของเด็กชายอาชิง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 03 มี.ค. 2567 เวลา 09.03 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2567 เวลา 09.03 น. • #สิรีนน์
“อาชิง คุณปู่คนนี้ไม่หายใจแล้ว” > ต้องทำ CPR นะพี่ > ว้าย !! อาชิงทำอะไร! > กดหน้าอกไม่ไหว ก็กระโดดขย่มตัวบนอกไปเลยแล้วกัน ใช้หลักการเดียวกันนั่นแหละ ใครใช้ให้หมอมาโผล่ในร่างเด็กขวบกว่าทำไมล่ะ ฮึ่ย!

ต้องทำ CPR นะพี่ > ว้าย !! อาชิงทำอะไร! > กดหน้าอกไม่ไหว ก็กระโดดขย่มตัวบนอกไปเลยแล้วกัน ใช้หลักการเดียวกันนั่นแหละ ใครใช้ให้หมอมาโผล่ในร่างเด็กขวบกว่าทำไมล่ะ ฮึ่ย!">

ข้อมูลเบื้องต้น

เมื่อแพทย์หนุ่มจากโลกปัจจุบัน ดรล์ ธีระดนัย ต้องมาอยู่ในร่างเด็กพัฒนาการไม่สมวัย ในโลกใบใหม่ที่เขาไม่รู้จักว่ามันอยู่ตรงไหนของแผนที่โลก โลกที่เขามีแม่เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีชื่อว่า อาไช้ ที่ถูกกดขี่ข่มเหง ซ้ำร้ายยังถูกพ่อใจร้ายนอกใจ พาหนุ่มหน้าหวานคนใหม่ควงให้เห็นต่อหน้าต่อตา

เด็กน้อยหน้ากลมขาสั้นจะไม่ทนอีกต่อไป เขาจะพาร่างใหม่ ที่ถูกเรียกในโลกใบนี้ว่า เด็กชายอาชิง ออกไปท่องโลกกว้าง ภารกิจพาอาไช้พิชิตโลกใหม่ ต้องปังปุนิเย่

แต่เดี๋ยวก่อน !! ไหง พรวิเศษที่เขาได้มาพร้อมกับร่างนี้ ที่เคยจินตนาการว่ามันต้องดีเลิศประเสริฐศรี เห็นทีพระเจ้าคงอวยพรผิดประโยค ของวิเศษที่ติดตัวมา

คือการที่เขาพูดจากับสัตว์ทุกชนิดรู้เรื่องและเข้าใจกิริยาของพวกมัน

อ่า!! อาชิงคงไม่ใช่ลูกรักของพระเจ้าสินะ

ไม่เป็นไร อย่างน้อยเขาก็มีวิชาชีพแพทย์ติดตัวมา

"อาชิง !!! คุณปู่คนนี้ไม่หายใจแล้ว "เสียงพี่ถ่าน หมาสีดำเห่าดังแต่เขาดันเข้าใจ

"ต้อง CPR ช่วยฟื้นคืนชีพ"

"อึบบบบ!! โธ่เว้ย ตัวเล็กเกินไป กดหน้าอกช่วยฟื้นคืนชีพไม่ได้ แรงไม่มีเลย"

เอาไงดี !!! คนมีวิญญาณหมอติดตัว เห็นคนไข้กำลังจะตายต่อหน้าเริ่มลุกลี้ลุกลน

"ว้ายตายแล้ว !!! อาชิงทำอะไร เมี๊ยว !!! " พี่รวงทอง แมวสีส้มตัวผอมกรีดร้องเหมียวอย่างตกอกตกใจ

"ไม่เป็นไรน่า พี่ อาชิงจะช่วยคนก่อน "

"กดหน้าอกไม่ไหว ก็กระโดดขย่มตัวบนอกไปเลยแล้วกัน ใช้หลักการเดียวกันนั่นแหละ "

ก็อยากให้มาโผล่ในร่างเด็กขวบกว่าทำไมก่อน

--------

คำเตือน โปรดอ่านหนึ่งครั้งเป็นอย่างต่ำ สองถึงสามครั้งถ้าทำได้

โปรดใช้วิจาณญาณในการอ่าน

: นิยายเรื่องนี้เป็นโลกสมมติที่ตัวเอกทะลุมาในร่างใหม่ โลกใหม่ เป็นโลกที่ผู้ชายท้องได้ มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นคู่ใช้ชีวิตปกติ

: นิยายเรื่องนี้เป็นจินตนาการ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง โปรดปล่อยจอยขณะอ่าน

: นิยายมีเนื้อหาการพูดจาไม่ดี ถ้อยคำเหยียด พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตัวละครบางกลุ่ม แต่ไม่ถึงกับโหดร้ายทารุณ บอกใจถ้าไหวก็ไปต่อ

: นิยายฟีลกู๊ด มีภารกิจให้อาชิงได้ทำเพื่อพัฒนาเนื้อหาในแต่ละตอน ฟีลสบายอกสบายใจ ปลอดภัยต่อสุขภาพหัวใจ ตับ ไต ปอด

: พ่อของอาชิงไม่ใช่พระเอก พระเอกมี แต่ค่าตัวแพง ไม่รู้ว่าจะโผล่มาตอนไหน แต่โผล่มาแน่นอน

: นิยายเรื่องนี้มีอีบุ๊กทาง MEB แล้วค่ะ เป็นเรื่องที่แต่งจบแล้ว ใครอยากอ่านจนกดอีบุ๊กได้ที่ MEB นะคะ

: ชอบใจฝากกดเฟบ กดหัวใจให้ไรท์มือใหม่หน่อยนะคะ ถ้าไม่ชอบใจ แค่กดออกเท่านั้นค่ะ

รักไว้ก่อน เพราะไรต์สาปใครไม่เป็น

โลกใบใหม่ที่ไม่ใช่ใบเดิม

“อ๊ะ …อี้อี้ อี้ไอ๋ อ๋า..”

ดรล์[1] ตะลึงงันเมื่อได้ยินเสียงที่ตัวเองพ่นออกไปเพราะมันคล้ายลิ้นไก่คับไปทั้งปากเล็ก

“อี้ อัน อ่าไออัน”

ก่อนจะตั้งใจกลั่นเสียงขึ้นมาอีกประโยคแต่ก็พบว่าผลลัพธ์มันไม่ต่างจากเดิม

ชายหนุ่มยกมือใหญ่ขึ้นมาตรงหน้า คลื่นซัดความตกใจเคลื่อนเข้าอีกระลอกมาเมื่อพบว่า แขนของตัวเองมันเปลี่ยนไป มันสั้นและอ้วนเป็นป้อม ๆ เนื้อหนังดูยืดหยุ่น เด้งนุ่มแปลกๆ

ศีรษะที่รู้สึกเบาหวิวรีบหันรีหันขวาง สายตาปะทะกระจกใสที่แตกเป็นรอยร้าวใบเล็ก ๆ วางที่มุมห้อง

ดรล์ยืนขึ้น

“อ๊ะ ..!!”

แต่ก็พบว่าขาตัวเองนั้นสั้นลงและอ้วนกลมไม่ต่างจากแขน โถมน้ำหนักลงฝ่าเท้าที่รูปร่างไม่ต่างจากเท้าของสุนัขตัวโต ดรล์เลิกคิ้วฉงน

พยายามปัดเนื้อตัวที่รู้สึกว่าร่างตัวเองคล้ายเบาขึ้นก็จริง แต่ย่างก้าวนั้นลำบากคาดว่าเกิดจากการที่มัดกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรง ชายหนุ่มยกขาสูงเหยียบพื้นที่กระเบื้องเก่า ๆ ก่อนสลับข้างแตะลงเป็นการย่างเท้า เกิดการทรงตัวที่โอนเอียงเกือบจะล้มหน้าคะมำ

สัญชาตญาณภายในชายหนุ่มกำลังชี้เป้าแน่ชัดว่า มีบางอย่างเปลี่ยนไป

เมื่อหยุดหน้ากระจกบานขุ่น ก็พบว่าชายหนุ่มใหญ่วัยยี่สิบเจ็ดกำลังอยู่ในร่างเด็กวัยไม่เกินสองขวบ

ดรล์เห็นตาเล็กหยีจากร่างในกระจกเบิกกว้างเพราะความตกใจ

หา!!! นี่มันอะไรกัน

“อ้า .. อ้อท เออะ อัก ฮื้อ ๆๆๆ”

‘What the FuXX’

เขาได้ยินเสียงตัวเองเป็นแบบนี้ ตามด้วยเสียงร้องไห้ฮือไล่หลัง เพราะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะมีชายรูปร่างผอมบางหน้าหวาน เหงื่อรื้นเต็มกรอบหน้าวิ่งตรงมาหา ด้วยใบหน้าแตกตื่น

“อาชิง เป็นอะไรครับลูก”

อาชิง?? ลูก??

ดรล์ คุณหมอหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี ได้กลายมาเป็นเด็กอ้วนกลมและมีผมหน้าม้า นามว่า อาชิง ไปแล้วอย่างนั้นหรือ??

พระเจ้าเล่นตลกอะไรกัน

“โอ๋ ๆ ลูกหิวนมหรือเปล่าครับ”

เสียงนุ่มดังขึ้น พร้อมท่าทางกุลีกุจอ ชงนมจากขวดที่ผ่านสภาพใช้งานมานานแล้วมาให้ อีกทั้งนมผงยังถูกเจือจางอย่างมากจากน้ำต้มสุกในหม้อเก่า ๆ จนดรล์คาดว่าคงไม่ได้รสชาติของนมเป็นแน่

ดรล์ในร่างเด็กอาชิงกะพริบตาปริบ ๆ

ชายหน้าหวานที่แทนตัวเองว่าแม่ จึงส่งหน้าที่มีน้ำตารื้นขอบมาให้เห็น

“แม่ขอโทษนะ ลูก เดือนนี้ป้า ๆ หนูไม่แบ่งเงินให้พวกเราสองแม่ลูกเลย แค่ก ๆ” เสียงไอโครกหยุดประโยคชวนน่าหดหู่ แม้จะรู้ว่านมมันคงจืดจาง แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรตกถึงท้อง เมื่อดรล์สัมผัสได้ว่าร่างนี้เริ่มหิว เขาจึงยื่นมือป้อม ๆ ที่ยังไม่ชินดึงขวดนมเอาจุกใส่ในปาก

แหวะ…

ไม่อร่อยเลย

อาชิงที่มีร่างผู้ใหญ่อยู่ในนั้นนิ่วหน้าตามประสาเด็ก มารดาเห็นแล้วยิ้มยินดี นึกว่าลูกอยากเล่นด้วย จึงพยักพเยิดหน้าใส่อาชิง เล่นหูเล่นตากับลูก

เพราะไม่อยากให้อาชิงขาดความอบอุ่น

“อาไช้ เธอซักผ้าแล้วเสร็จแล้วเหรอ ถึงมาขลุกอยู่นี่”

“ยังเลยครับพี่ ผมได้ยินลูกร้อง เลยรีบมาดู”

เสียงของคนที่มาทีหลังดังน่ากลัว โทนเสียงช่างไม่ระรื่นหู คล้ายจะมาเพื่อขับไล่คนที่เป็นมารดาของเด็กคนนี้

ผู้ชายที่เป็นคุณแม่คนนี้ชื่อว่า อาไช้ สินะ

ผู้หญิงที่มาทีหลังคว่ำปาก กอดอก มองดูเด็กที่อยู่บนตักของอาไช้ อย่างไร้ความเอ็นดู

“โอ้ย เด็กมันร้อง เอานมให้มันกินอิ่มแล้วก็นอน จะมีอะไรมาก รีบ ๆ ไปทำงานบ้านให้เสร็จเลยนะ”

“ครับพี่”

ผู้หญิงคนนั้น เฉดหัวอาไช้จนตัวเซออกมาหนึ่งที ก่อนจะเดินบิดก้นออกไป

“อาชิง แม่ไปทำงานก่อนนะ นอนนะครับ เป็นเด็กดีนะครับ ลูก”

อาชิงกะพริบตากลมอย่างว่าง่าย คล้อยหลังร่างอาไช้ออกไป ดรล์ก็เริ่มใช้สมองทำงาน พิจารณาเหตุการณ์ทั้งหมด

ดรล์ ธีระดนัย ชายวัยยี่สิบเจ็ดปีในโลกปัจจุบันที่มีชายหญิงเป็นพันธุกรรมหลักของโลก เขาเรียนจบแพทย์ได้สองปีแล้ว จากครอบครัวตระกูลไม่ใหญ่ แต่เขาเป็นเด็กที่หัวดี ตั้งใจเรียน จนกระทั่งสอบติดแพทย์และเรียนจบออกมาได้

หลังทำงานได้ครบสองปี ความตั้งใจต่อมา คือการไปเรียนต่อเฉพาะทาง เพื่อจะได้ใช้วิชาชีพช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้มากขึ้นตามปณิธานที่ตั้งไว้

แต่ทว่าวันสอบชิงทุนเพื่อขอทุนไปเรียนต่อ ไม่รู้เพราะเขาโดปกาแฟหนักหรือเพราะเครียดเกินไป อยู่ ๆ ก็หายใจไม่ออก รู้สึกแน่นไปทั้งอก ตอนนั้นเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ความรู้สึกสุดท้ายที่จำได้เลือนราง คือเขาพาร่างตัวเองตกจากเก้าอี้เพราะประคองสติไม่ได้

พอสติดับวูบ

ตื่นมาอีกที

เขาก็กลายมาเป็นอาชิง

ในโลกใบใหม่ ที่ไม่ใช่โลกเดิม

ดรล์ไม่ใช่เด็กชอบอ่านนิยายแฟนตาซี หรือจินตนาการเพ้อฝัน เพราะแค่เรียนแพทย์เขาก็ไม่มีเวลาให้ปลีกตัวไปทำอย่างอื่นได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเพื่อนสนิทที่ชื่อ ณคุณ ในโลกเดิมหรือเปล่า ที่มันชอบอ่านนิยายและเอามาเล่าให้เขาฟังว่า

จินตนาการอยู่บนพื้นฐานของความต้องการให้เป็นจริง

นิยายที่มีโลกสมมตินิยมหาอ่านได้ง่ายทั่วไป กระทั่งผู้ชายในโลกนี้ต่างก็ท้องได้เป็นเรื่องปกติ

ดรล์คิดว่ามันไร้สาระ แต่ถึงกระนั้นเขาก็จำรายละเอียดที่เพื่อนเพียรเล่าให้ฟังได้ เพราะเขาเป็นคนหัวดี

เมื่อตื่นมาในโลกแปลกใหม่ เขาจึงรับรู้ได้ทันทีว่า อาไช้ คือผู้ชายหน้าหวานที่ท้องได้ และเขาก็กลายมาเป็นลูก ลักษณะคุณแม่ที่อ่อนแอ ผอมบางและตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่น

นั่นคือผู้ชายที่เป็นแม่ของเด็กคนนี้อย่างนั้นหรือ??

ดรล์ใช้สายตาไม่เต็มวัยของอาชิงเพ่งมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ยังคงเป็นเส้นบิดเบี้ยว เลือนราง และแม่สียังมีไม่ครบ เขาที่เรียนพัฒนาการของมนุษย์มาตั้งแต่ปีหนึ่งที่เข้าเรียนแพทย์จึงรู้ว่าเพราะร่างอาชิงนั้นยังไม่สมบูรณ์

ถึงจะเป็นเด็กที่ภายนอกดูอ้วนกลม แต่ภายในยังคงขาดวิตามินและแร่ธาตุ อาจจะเป็นเพราะไม่ได้ทานสิ่งที่มีประโยชน์

กระทั่งนัยน์ตาจึงยังฝ้าฟาง พัฒนาการได้ไม่เต็มที่

ว่าแล้วก็ไล่สายตามัว ๆ สังเกตพลาง ๆ เขาอาศัยอยู่ในห้องพักขนาดกลาง ไม่เก่าไม่ใหม่ มีชั้นวางของติดผนัง มันเต็มไปด้วยข้าวของใช้เด็กอ่อนแบบไม่มียี่ห้อ กระทั่งผ้าอ้อมที่พับทบอยู่ถึงแม้จะมีระเบียบ แต่ก็ดูเก่าจนซีด ใยผ้าน่าจะถูกซักซ้ำไปซ้ำมาจนกลัวว่าจะลุ่ยติดมือเอาได้

เขาถูกอาไช้กล่อมให้นอนบนฟูกบาง ๆ ลายการ์ตูนสีฟ้า ผ้าห่มผืนไม่หนาถูกนำมาห่มทับให้ ก่อนที่คนเป็นแม่จะผละออกไปเมื่อเห็นว่าเขาหลับตาลง น่าจะไปทำงานบ้านอย่างที่เขาได้ฟังบทสนทนาเมื่อครู่

ดรล์ขบคิด เรื่องที่ฟังณคุณเล่ามาจากโลกเดิมนั้น คนที่ข้ามโลกมาในร่างคนอื่นจะได้รับชะตาที่มีพลังหรือของวิเศษติดมาด้วย

แล้วเขามีหรือเปล่า??

ต้องใช้แบบไหน ทำยังไงถึงจะรู้??

ปิ้ว!!

ปิ้ว!!

เขาลองชูนิ้วชี้ป้อม ๆ ของตัวเอง ขึ้นแล้วทำปากจู๋เพื่อส่งเสียง อาจจะมีเส้นสายวิเศษโผล่ออกมาเหมือนนักเรียนเวทมนตร์ก็เป็นได้

แต่ทว่ามันก็ไม่มี

ฟู่!!

ฟู่!!

ดรล์จึงลองใหม่ โดยการใช้ปากอาชิงเป่าลมพ่นออกไป คาดหวังว่าอาจมีลูกไฟไหลออกมา

แต่ผลการทดลองก็ปรากฏว่ามันล้มเหลว

ดรล์ส่ายหน้ากับความผิดหวัง เขาอาจจะฟังณคุณก่นเล่าถึงตำนานสัตว์เทพมากเกินไป

จะมาพ่นไฟเป็นมังกรได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้เขากลายเป็นเด็กอายุยังไม่ถึงสองขวบดี

เขาคงไม่มีของดีอะไรติดตัวมาเลยสินะ

“คิดทำอะไรน่ะ อาชิง”

“นั่นสิ ท่าทางเธอตลกมากนะ”

หือ!! เสียงใครกัน เสียงเล็กแหลม สลับกับนุ่มทุ้มดังเข้ามาในโสตประสาทหูเล็ก ๆ อาชิงรู้สึกว่าใบหูตัวกระดิกขึ้นลง

กวาดสายตาโดยรอบ มองไม่เห็นผู้คนใด

หรือเขาจะพูดกับวิญญาณได้

แต่ไหนล่ะ?? ทำไมมองไม่เห็น

“นี่ อาชิง เป็นอะไรล่ะ เด็กน้อย”

“รวงทอง อาชิงน่าจะหิว หาขนมมาได้หรือเปล่า”

“ไม่มีเลย ถ่าน วันนี้เจ้าถิ่นเยอะ ฉันอุ้ยอ้ายนานสองนาน พวกมันก็ไม่ยอมห่างจากถังขยะ เลยไปคุ้ยอะไรไม่ได้เลย”

ดรล์ใช้ตาอาชิงเบิกกว้าง นี่เขาได้ยินเสียงอะไรกัน พูดเป็นตุเป็นตะเล่าเรื่องของเด็กคนนี้ได้

ไม่กี่อึดใจก็ปรากฏแมวตัวผอมสีส้มหน้าดุ ๆ ค่อย ๆ ไต่จากขอบหน้าต่างลงมา อีกทั้งยังมีสุนัขตัวสีดำกระโดดข้ามหน้าต่างที่ไม่สูงมากเข้ามาหา หยุดตรงหน้าแล้วแยกเขี้ยวโชว์ฟันขาว

นี่เขาได้ยินเสียงพวกมันเหรอ??

นี่คือความสามารถพิเศษที่พระเจ้าให้มากับร่างนี้อย่างนั้นหรือ??

เขาคงไม่ใช่ลูกรักพระเจ้าสินะ

[1] ดรล์ : อ่านว่า ดอน

อาไช้ของอาชิง

“พวกเธอคุยกับฉันเหรอ”

อาชิงส่งเสียงเป็นคำถาม แต่แปลกมากที่มันไม่ได้ฟังอ้อแอ้เหมือนเริ่มแรก

“ก็ใช่น่ะสิ หิวใช่ไหม”

“ทำไมอาชิงดูตกใจล่ะ”

“เป็นอะไรหรือเปล่า เด็กน้อย”

หนึ่งแมว หนึ่งหมา พยักพเยิดหน้าต่อกัน อยู่ดี ๆ ดรล์ก็มีสัญชาตญาณที่รับความรู้สึกจากใบหน้าสัตว์สี่ขาพวกนี้ได้ว่า พวกมันกำลังกังวล

เขาตกใจที่นอกจากตัวเองในร่างอาชิงจะได้ยินเสียงสัตว์ทั้งสองแล้วนั้นยังสามารถเข้าใจความรู้สึกจากกิริยาของพวกมันได้อีกด้วย

ใจอยากลองทดสอบอีกว่า เป็นเขาฝ่ายเดียวที่เข้าใจหรือว่าสัตว์ทั้งสองก็เข้าใจคำพูดของเขา

“ฉันไม่ใช่อาชิงหรอกนะ”

“หือ”

สัตว์ทั้งสองส่งหน้าฉงน แต่ก็ยอมรับฟังดรล์เล่าจนจบ

แมวตัวเมียสีส้มที่ชื่อ รวงทอง ใช้ลิ้นสากเลียเท้าตัวเอง ก่อนจะมาแตะที่มือป้อม ๆ ของอาชิง

ขณะที่หมาตัวโตประมาณเข่าของผู้ใหญ่ ที่มีชื่อว่าถ่าน ตามสีขน ก็มาเลียตามหน้าตาของเด็กน้อย ราวกับจะช่วยปลอบใจว่า

ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็ได้มาเจอกัน

ดรล์ยอมรับว่ารู้สึกดีใจลึก ๆ ที่รับรู้ว่าสัตว์ตรงหน้าเข้าใจคำที่เขาพูด และยังเข้าใจว่าเขาไม่ใช่อาชิงของโลกนี้ อย่างน้อยการที่มีคนอื่น เอ๊ะ!! สัตว์อื่น รับรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา ก็ทำให้การเกิดในโลกที่ไม่คุ้นเคยใบใหม่ มันจะไม่โดดเดี่ยวเกินไปอีกแล้ว

หลังรับฟังเรื่องของอาชิงและอาไช้ จากสัตว์สองตัวที่กลายมาเป็นเพื่อนที่เข้าใจกัน ดรล์ก็ถอนหายใจโดยใช้ร่างเด็กน้อย

อาไช้เป็นเด็กกำพร้า แต่งงานกับ ไฉเฉิน หนุ่มเชื้อสายจีนที่เป็นน้องชายคนเล็กสุดของบ้านนี้ อาไช้จึงมีตำแหน่งเป็นน้องสะใภ้ แต่ทว่าถูกปฏิบัติราวกับตัวน่ารังเกียจ เพราะอาไช้เป็นผู้ชายที่ไม่ได้ร่ำเรียน

ไฉเฉินมีพี่สาวสองคน แต่งงานกับชายหาเช้ากินค่ำทั้งคู่และรวมกันอยู่ในบ้านหลังนี้ บ้านหลังเล็กแต่ประกอบด้วยคน กว่า 7 ชีวิต ทั้งแม่ของไฉเฉิน ที่รักไฉเฉินมากเพราะเป็นลูกชายเพียงคนเดียว จึงอยากให้ลูกชายได้ดิบได้ดี แต่งงานกับสตรีมีหน้ามีตา อย่างน้อยหากแต่งกับชายก็ควรได้ร่ำเรียน มีพื้นฐานด้านการหางานและอาชีพ

เมื่อไฉเฉินหันมารักกับอาไช้และละเมิดกฎการหาสะใภ้ที่ต้องถูกใจแม่สามี อาไช้จึงถูกกดขี่เป็นเรื่องปกติ กระทั่งพี่สาวของไฉเฉินยังรวมหัวด้วย เพราะได้รับการเปิดทางเต็มที่จากมารดา

งานบ้านทุกอย่างภายในบ้าน ทั้งซักผ้า หุงหาข้าวปลาอาหาร เป็นหน้าที่หลักที่อาไช้ต้องทำในทุกวัน จนเขาแทบไม่มีเวลาพักผ่อน

ไฉเฉินสอบชิงทุนเข้ากรมบังคับคดี เขาจึงไปทดลองทำหน้าที่เป็นเวลาปีกว่าที่ต่างจังหวัด นาน ๆ จะกลับบ้าน หากวันใดไฉเฉินกลับบ้าน แม่สามีกระทั่งพี่สาว ก็จะทำดียอมให้อาไช้แต่งตัวและกินอาหารดี ๆ เพื่อหลอกลวงว่าครอบครัวดูแลอาไช้อย่างดี

อาไช้ไม่เคยมีปากเสียง เขาเป็นเด็กถูกเก็บมาเลี้ยงและเติบโตที่บ้านเด็กกำพร้า วันหนึ่งบังเอิญไปส่งนมตามการจ้างงานจากร้านค้าจึงได้เจอกับไฉเฉิน และเป็นฝ่ายนั้นเองที่พยายามเข้าหาอาไช้ จนเขาใจอ่อน

ไฉเฉินกลับมาล่าสุดเมื่อหกเดือนก่อน ตอนนั้นอาชิงยังไม่ถึงขวบปี หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แต่ทว่าก็ไม่ได้เป็นหลานที่โปรดปรานของบ้าน เพราะแม่ใหญ่ไม่เคยชอบใจ อาชิงจึงเติบโตโดยอาศัยความรักจากอาไช้เท่านั้น ส่วนญาติคนอื่น ๆ ของฝั่งไฉเฉินมักไม่ค่อยมาสุงสิง

หรือพูดตามจริง คือ พวกเขาไม่ชอบการเลี้ยงเด็กที่มองว่ามันน่ารำคาญและเปลืองพลังงานมากโข

กระทั่งค่านม ค่ากับข้าวของอาไช้ ที่ไฉเฉินส่งให้ยังถูกลิดรอน แม่สามีเป็นคนกุมบัญชีในบ้านไว้ทั้งหมด

เขาจึงไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย อาไช้ไม่เคยมีเสื้อผ้าใหม่ ของใช้ใหม่ กระทั่งเวลาพักผ่อนเขาก็แทบหาได้ไม่บ่อยนัก

รวงทองและถ่าน เป็นสี่เท้าขาจรอายุประมาณสองปีที่อยู่รอดเพราะได้เศษอาหารบางมื้อที่อาไช้ยอมแบ่งให้ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่ค่อยได้กินอิ่ม

สองสัตว์หน้าขน จึงจำไว้และซื่อสัตย์ต่ออาไช้ไม่มีวันลืมบุญคุณแม้ข้าวไม่กี่มื้อ

ดรล์หลับตา เรื่องราวของครอบครัวนี้น่าหดหู่เกินกว่าเขาจะทำใจรับได้

หากแม่ของเด็กคนนี้ยอมต่อไป เขาก็จะเติบโตไปเป็นเด็กชายใต้อาณัติของคนอื่น

คิดแล้วอาชิงก็โกรธเคือง

ผู้ชายที่ว่า ไฉเฉิน ไม่รู้หน้าที่คนเป็นสามีและพ่อที่ดี อย่างน้อยก็ควรสังเกตภรรยาและลูกตัวเองบ้างสิ

ถึงจะถูกตบตาตอนสามีกลับมาด้วยการใส่เสื้อผ้าใหม่แค่ไหน แต่ร่างกายอาไช้ที่ผ่ายผอมกระทั่งนิ้วมือยังเต็มไปด้วยรอยแผลจากการทำงานหนักต่าง ๆ

คนรักกันเขาไม่สังเกตได้บ้างหรือ

ช่างเป็นผู้ชายที่ไม่มีไหวพริบเอาเสียจริง

น่าผิดหวังแทนอาชิงที่มีพ่อแบบนี้

อาชิงตื่นกลางดึก เพราะรู้สึกไม่สบายตัว ความเปียกชื้นตรงหว่างขา นั่นหมายความว่า เด็กน้อยกำลังฉี่แตก

อ่า..

ความรู้สึกนี้น่าอายชะมัด ดรล์บอกตัวเอง เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กจริง ๆ

“แอ้ อื้อ อี่” เขาส่งเสียงเพราะไม่สบายตัวตามสัญชาตญาณ

ร่างแบบบางของอาไช้ สะดุ้งตื่นทันทีตามสัญชาตญาณความเป็นแม่ คาดว่าอาไช้ของเด็กน้อยคงเพิ่งเข้ามานอนได้ไม่นานนัก

“อ่อ ไหนลูกใครฉี่แตก มาๆ แม่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้”

อาไช้นำสำลีชุบน้ำเช็ดทำความสะอาด ก่อนใช้ผ้าขนหนูซับบาง ๆ แล้วนำมาอ้อมผืนใหม่มาห่อหุ้มร่างกายส่วนล่างของเขาไว้

ดรล์กะพริบตาปริบ ๆ มองผู้ใหญ่ที่ขยุกขยิกกับส่วนล่างของกายเขา

รู้สึกจั๊กจี้ชะมัดเลยแฮะ!!

เช้าวันต่อมา รวงทองและถ่านแวะมาทักทายเขาแต่เช้า ก่อนจะวิ่งลัดเลาะออกไปเพื่อหากินตามประสา

ดรล์ใช้แขนเล็กหยัดกายลุกขึ้นช้า ๆ ค่อย ๆ ทรงตัวขึ้น ก้าวขาเตาะแตะในร่างของอาชิงออกไปทางประตูที่ถูกเปิดค้างไว้ เข้าใจว่าอาไช้คงรีบออกไปทำงานบ้านจนปิดไม่สนิท

“นี่ อาไช้ เธอซักผ้าประสาอะไร ทำไมไม่รู้จักแยกผ้า เสื้อตัวนี้ฉันเพิ่งซื้อมา ตกสีขนาดนี้ ฉันจะใส่ยังไง”

“ผมขอโทษครับ พี่ฉี ผมจะรีบเอาไปขยี้ออกให้นะครับ”

“มันจะมีประโยชน์อะไร ไม่เห็นเหรอว่าสีมันตกใส่ไปแล้ว”

“แล้วพี่ฉีจะให้ผมทำยังไงละครับ”

“ซื้อมาให้ฉันใหม่”

“แต่ผมไม่มีเงินเลยนะ พี่ฉี”

“แต่เธอทำเสื้อฉันพัง นี่แน่ะ ๆ ๆ”

อาชิงพาร่างเล็กแอบอยู่ข้างตู้โชว์กลางบ้านที่ไม่ใหญ่มาก มองเห็นอาไช้กำลังคุกเข่า ส่วนหญิงสาวที่คาดว่าเป็นหนึ่งในสองป้าของเขา ก็เอาเสื้อสีขาวที่มีรอยด่างแดง ๆ ฟาดเข้ากับศีรษะอาไช้เพื่อระบายความโมโห

แม่ของอาชิง ตัวสั่นงก ๆ ร้องไห้ เขาไหว้วอนร้องขอโดยมีน้ำตาไหลเป็นเส้นสาย

ดรล์ในร่างอาชิง จึงใช้ขาสั้น ๆ ของตัวเองรีบวิ่งออกไป ถลาเข้าหามารดา

“อ่า อำแอ้ ฮื้อๆๆ”

“อาชิง วิ่งออกมาทำไมลูก”

อาไช้รีบรับร่างลูกที่กำลังจะเซล้มมากอดในอ้อมอก ขณะที่ ซิงฉี พี่สาวคนกลางที่กำลังทุบตีระบายความโกรธอยู่นั้นส่งแววตาวาวโรจน์มาให้

“ไอ่เด็กเวร เข้ามาขัดจังหวะทำไม ฉันจะสั่งสอนแม่ของแก นี่แน่ะ ๆ”

“แง้ แง้ๆๆ”

อาชิงรีบตะโกนร้องดังสุดเสียง หวังให้เสียงแปดหลอดระคายหูคนตัวใหญ่กว่าทั้งหลาย จนมารดาตกใจ อาไช้รีบลุกขึ้นอุ้มเขาพาดบ่า ก่อนตบหลังเบา ๆ ปลอบ

“แหกปากร้องอะไรกัน ฉันนอนกลางวันไม่ได้เลย”

เสียงประกาศิตทำให้เท้าของอาไช้ที่เดินไปมากล่อมลูกรีบดึงเข้ามาหากันแล้วยืนนิ่ง ก่อนหลบไปอยู่ด้านหลังของทุกคน

ซิ่วอิง แม่สามีของอาไช้ มองมาที่ลูกสะใภ้และหลานด้วยสายตารังเกียจ

“เอาอาชิงออกมาทำไม เดี๋ยวก็มาขี้เยี่ยวเต็มบ้านหรอก”

“ไม่นะครับแม่ อาชิงเป็นเด็กรู้เวลาขับถ่ายดี”

“ไม่ต้องมาแก้ตัว แล้วร้องทำไม ลูกแหกปากทำไมไม่ทำให้หยุด”

อาชิงรู้สึกได้ว่าอ้อมกอดของอาไช้สั่นระรัว ดรล์ใช้มือเล็กแตะไปที่มือสั่น ๆ ของมารดา ราวกับจะปลอบว่าเขาอยู่นี่ แม่ไม่เห็นต้องกลัว

อาชิงหันหน้าออกจากอ้อมอก มองหน้าคนใจร้าย หญิงวัยค่อนชรา ผมสีดอกเลา แต่ใบหน้ายังเต็มไปด้วยรัศมีความเย่อหยิ่ง หญิงสูงวัยมีฟันดำเพราะสึกหรอที่ซี่หน้าสองซี่ ตาขาวมีสีเหลือง คาดเดาโดยใช้วิชาชีพแพทย์ที่ร่ำเรียน คนสูงวัยคงมีเป็นโรคเกี่ยวกับตับอยู่ในตัว แต่งตัวด้วยชุดพอดีตัวไม่ได้ดูใหม่แต่ก็ไม่เก่าเท่าชุดของอาไช้

ขณะที่หญิงสาวที่ตามมาด้วย วัยราว ๆ สี่สิบปี ฟังจากที่สองซี้สี่ขาเล่ามา น่าจะเป็นป้าใหญ่ เธอชื่อว่า ซิงหนิง เป็นลูกสาวคนโตของบ้าน ใบหน้าแฝงความขุ่นเคืองตามมารดา เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่น่าเคารพเลยสักนิด ขณะคนที่ตบตีอาไช้คือป้ารองของอาชิง หรือ ซิงฉี เธอขี้โวยวาย เอาแต่ใจ และชอบด่าทอทุบตีอาไช้เป็นประจำ

อาไช้ไม่เคยถูกมองเป็นน้องสะใภ้เลยสักครั้ง เขาถูกปฏิบัติราวกับคนใช้ และมีฐานะไม่ต่างอะไรกับไส้เดือนในบ้าน

อาชิงมองคนทั้งสามด้วยสายตาชิงชังของเด็ก ไม่รู้ผู้ใหญ่จะเดาออกหรือไม่

แต่อาชิงล็อกมงไว้ให้คนทั้งสามแล้วว่า

รอเวลาเอาคืน

“รีบ ๆ พาลูกของแกไปหลับไปนอนให้มันเลิกร้องซะ รำคาญหู”

ประมุขของบ้านส่งเสียงฮึดฮัด อาไช้ก้มหัวหงึก ๆ รับคำสั่ง ก่อนจะค้อมตัวรีบเดินผ่าน

“อาชิงมันใช่ลูกอาเฉินของเราจริงเปล่าก็ไม่รู้แม่ ดูหน้าตาไม่เหมือนน้องชายเราสักนิด”

เสียงที่กระซิบแต่ตั้งใจให้ดังเข้าหูอาไช้ อาชิงก็ได้ยินด้วย สังเกตได้ว่าแม่ของเขาตัวสั่นเทิ้ม มือที่โอบอุ้มอาชิงอยู่นั้น กำหมัดเข้าหากันแน่น

แม่จ๋าเราออกจากตรงนี้กันเถอะ

“อาชิง วันนี้อาเฉินได้กลับบ้านหรือเปล่า”

“ไม่รู้สิ ถ้ากลับอาไช้คงดีใจ ทำไมเหรอพี่”

อาชิงถามสองสหายต่างสายพันธุ์ที่กลายมาเป็นทั้งพี่ทั้งเพื่อนซี้ในโลกใบนี้แล้ว

เมื่อเห็นรวงทองกับถ่าน ทำหน้าลำบากใจ เด็กน้อยจึงยกคิ้วสูง ฉงนใจถามต่อ

“มีอะไรจริง ๆ ใช่ไหม”

“รวงทอง บอกอาชิงไปสิ”

“แกสิ บอก”

ดรล์ในร่างเด็กรับรู้ว่าทั้งสองตัวคงเจอเรื่องลำบากใจต่อการบอกเล่า จึงได้เถียงกันไปมา

“พี่ ๆ หยุดเถียงกัน มีอะไรก็บอกอาชิงมาเถอะ ถึงบอกเด็กคนนี้ อาไช้ก็ไม่รู้เรื่องด้วยอยู่ดี ไม่ต้องเกี่ยงกันหรอก”

“อ่อ ใช่สิ อาไช้ฟังพวกเรากับอาชิงไม่รู้เรื่องเสียหน่อย คงไม่เสียใจหรอก”

รวงทองพยักหน้าเห็นด้วยกับคำที่ถ่านพูด

“เมื่อกี้เห็นอาเฉินลงจากรถไฟแล้วนะ แต่มีคนอื่นมารับ น่าจะเป็นผู้ชายตระกูลใหญ่ มีรถขับด้วย กอดแขนกันสนิทสนมเชียว พวกเราเห็นอาเฉินหอมแก้มอีกฝ่ายด้วย”

“หือ อาเฉินนอกใจเมียเหรอ”

เลวบัดซบ

ดรล์คิดอยู่ในใจ นอกจากที่อาไช้ต้องทำงานงก ๆ ไปวัน ๆ ยังต้องโดนคนที่มอบใจยอมรับใช้ครอบครัวฝั่งสามีแบบถวายหัวมานอกใจกันอีก

“เราต้องช่วยอาไช้”

ดรล์ในร่างอาชิงรีบพูดขึ้น แต่ยังหาวิธีไม่ได้

“พี่ ๆ พอจะตามไปได้ไหม อยากรู้ว่าอาเฉินกับคนนั้นไปที่ไหนกัน”

“ได้ เดี๋ยวพวกเราตามกลิ่นไป ไม่ยาก รอก่อนนะ”

“อือ”

อาชิงพยักหัวน้อย ๆ แววตามุ่งมั่น เขาอยากทำให้อาไช้ตาสว่าง และหาทางออกไปจากขุมนรกนี้เสียที

ไฉเฉินที่เป็นพ่อเลวร้ายขนาดนั้น ดรล์ที่มาอาศัยอยู่ในร่างไม่กี่วัน ยังไม่รู้สึกผูกพันรักใคร่

และถึงจะเป็นอาชิงก็เถอะ เด็กคนนี้ไร้เดียงสา และยังอ่อนวัยเกินกว่าจะมารับรู้ได้ว่าผู้ใหญ่ไม่รักกัน

เพราะฉะนั้นต้องหาทางพาอาชิงและอาไช้ออกไป อย่างน้อยก็เพื่ออนาคตของเด็กชายคนนี้

เด็กที่มีร่างดรล์ มาอาศัยอยู่

“แง้ แง้ ๆๆๆ แง้”

อาชิงแหกปากร้องไห้งอแง ลั่นเสียงดังไปทั่วบ้าน

ซิ่วอิงที่ยังมีสถานะเป็นยายในตอนนี้ รวมทั้งสองป้าใจยักษ์นึกรำคาญ จึงให้อาไช้หยุดทำงานบ้าน แล้วรีบมาทำให้เด็กชายสงบ

“โอ๋ ๆ ลูก เป็นอะไรครับ คนเก่ง”

“แง้ แง้ๆๆๆ”

อาชิงยังไม่หยุดร้อง แม้ว่าอาไช้จะอุ้มพาดบ่าตบก้น ทำทุกวิถีทาง เขาอุ้มเจ้าตัวเล็กเดินวนเวียนไปในห้องเล็ก จังหวะที่เดินผ่านหน้าต่าง อาชิงจึงชี้นิ้วไปข้างนอกบ้าน

“แง้ ๆ ๆ อาอิง อาอายย”

เสียงอ้อแอ้ของเด็กไม่ถึงสองขวบยังจับใจความได้ไม่ดีนัก แต่คุณแม่เด็กเล็กก็เข้าใจว่า ลูกคงอยากลองออกไปข้างนอกดูบ้าง เพราะเขาที่ทำแต่งานในบ้าน จนไม่มีเวลาพาลูกไปสัมผัสกับอากาศภายนอกเลยสักครั้ง

อาไช้หันรีหันขวาง เมื่อกังวลว่ายังทำงานบ้านไม่เสร็จ หากไปเตร็ดเตร่อาจจะถูกดุด่าเอาได้ แต่เมื่อเห็นหน้าลูกชายที่ร่ำร้อง เขาก็เจ็บปวดภายในใจ

ขาบอบบางที่ไร้เนื้อหนัง จึงก้าวยาว ๆ ควานหาหมวกใบเล็กใบเดียวที่เคยซื้อไว้ให้อาชิง มาสวมศีรษะไว้ เด็กน้อยทำตาโต หยุดร้องไห้ แต่ยังมีการสะอึกเบาๆ

อาไช้ยิ้มกว้าง เมื่อรู้ว่าการทำให้ลูกหยุดร้องมาถูกทางแล้ว เด็กน้อยแค่อยากไปสัมผัสโลกกว้าง

เขาอุ้มอาชิงด้วยวงแขนผ่ายผอม ลัดเลาะออกทางประตูหลังบ้าน หยิบขวดนมที่ชงไว้เมื่อกลางวันใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงมาด้วยเผื่ออาชิงหิวนม คิดว่าคงอุ้มชมแค่ที่ทางแถวใกล้บ้าน ไม่ไกลนัก เพราะยังมีงานซักผ้าของสามีพี่ใหญ่รออยู่เป็นกอง

ดรล์ในร่างอาชิง ลำคอแห้งผาก เพราะต้องพ่นเสียงร้องอยู่นานเกือบชั่วโมงกว่าคนเป็นแม่จะยอมอุ้มอาชิงออกมาตามแผนการที่เตรียมไว้กับสองพี่สี่ขา

“อ้าว รวงทอง มาวิ่งเล่นแถวนี้เหรอ”

เมี้ยว!!

อาชิงเห็นพี่รวงทองส่ายหางทักทายอาไช้ ขณะที่สองขาตัวเล็กก็ปีนป่ายรั้วบ้านละแวกใกล้เคียงมาเดินเลียบเคียงสองแม่ลูก

สักพัก พี่ถ่านก็โผล่มา ส่งหน้าที่มีหูตั้งนั้นมาให้อาชิง เพื่อส่งสัญญาณว่าแผนการพร้อมแล้ว

อาเฉินกับคนที่ลงรถไฟมาด้วยกัน กำลังนั่งกินข้าวกันภายในร้านอาหารหรูหราไม่ไกลจากที่นี่

และอาชิงต้องพาอาไช้ไปเห็นให้ได้

รู้แหละว่ามันต้องเจ็บ

แต่เจ็บทีเดียวดีกว่าทนเจ็บซ้ำพร่ำเพรื่อ

แถมยังต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่น

โฮ่ง ๆๆ

พี่ถ่านมาหยุดตรงหน้าสองแม่ลูก ก่อนจะเห่าเรียก อาชิงรีบหัวเราะชอบใจตามแผนเพื่อให้แม่สนใจการเห่าของพี่ถ่าน

“เจ้าถ่าน มีอะไร อยากเล่นกับน้องเหรอ”

“อาอิง อาเอ่นนนอ้วยยย อ่า ฮ่า ๆ คิก ๆ”

ลูกชายหัวเราะคิกคักชอบใจ อาไช้เลยพลอยดีใจ สักพักเจ้าถ่านก็วิ่งออกไป อาชิงรีบกระดุกกระดิกตัวในอ้อมแขนเหมือนกับจะบอกว่าให้แม่รีบตามไป

อาไช้สงสัยแต่คิดว่าลูกคงอยากฟังเจ้าถ่านเห่าแหย่ จึงเดินตามไป

“ฮ่า ๆๆ คิก ๆ”

โฮ่ง ๆๆ

เจ้าถ่านมาหยุดหน้าร้านอาหารหรูหรา ที่อาไช้ไม่เคยกล้าแม้แต่จะเดินผ่าน ขณะที่พยายามจุ๊ปากให้เจ้าถ่านเลิกเห่า เพราะกลัวว่าเจ้าของร้านจะสั่งพวกการ์ดมาขับไล่ และถูกด่าว่ากล้าเดินผ่านหน้าร้านได้ยังไง เขาไม่อยากฟังคำดุด่าใด ๆ ให้เหนื่อยใจอีกแล้ว

พลันกำลังจุ๊ปากบอกเจ้าถ่าน สายตาก็หันตามหน้าเจ้าถ่านที่ตวัดไปมา เหมือนจะบอกเขาว่าให้ ‘มองในร้านสิ’

“พี่เฉิน”

อาไช้รู้สึกแขนขาอ่อนแรง หากเขาไม่อุ้มอาชิงอยู่ คงล้มลงไปกองกับพื้นหน้าร้าน เมื่อเห็นว่าไฉเฉินผู้เป็นสามีที่พร่ำบอกว่าทำงานหนักและมักไม่ค่อยกลับบ้าน จะมาอยู่ในร้านอาหารหรูหรา กำลังป้อนอาหารให้ชายหนุ่มหน้าตาดี และท่าทีที่คนทั้งสองแสดงต่อกัน ก็มองออกทันทีว่าเป็นคู่รัก

หรือจะเป็นเพียงคนหน้าคล้าย

อาไช้พยายามจ้องลึก ทั้ง ๆ ที่หัวใจราวกับถูกบีบรัด ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจตีสลับกับความรู้สึกเสียใจ

คำว่าเป็นไปไม่ได้ และ เป็นไปแล้ว ใช่ไหม

ลอยสลับกันวนไปมาในห้วงความคิด

ขณะที่ยืนอึ้งพร้อมเจ้าถ่าน การ์ดของร้านคงรู้สึกว่าน่ารังเกียจ จึงเดินมากระชากแขนให้เขาออกห่างจากบริเวณนั้น แต่อาไช้ยังคงนิ่งอึ้งจึงเกิดแรงขัดขืนตามธรรมชาติ

“แง้ แง้ๆๆ ”

เด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขน ร้องไห้จ้าทันทีเมื่อเห็นผู้ชายตัวใหญ่จะทำร้ายแม่ มือป้อม ๆ ของอาชิงปัดเป๋ในอากาศ หวังให้ถูกร่างคนใจร้ายสักหมัดสองหมัด

เมื่อได้ยินเสียงร้องของเด็ก จึงเป็นที่สนใจ ไฉเฉินจึงหันมาเบิกตากว้างเมื่อเห็นภรรยาอุ้มลูกจ้องมองอยู่

อาชิงเพิ่งเห็นใบหน้าของคนที่เป็นพ่อ หนุ่มหน้าขาวตาตี๋ตามแบบฉบับผู้มีเชื้อสายจีน ร่างกายไม่สูงใหญ่ กำลังกะพริบตาสลัดความตกใจ ก่อนจะหันกลับไปพูดคุยกับหนุ่มหน้าตาดีตรงหน้า ทำเหมือนว่าไม่รู้จักเขากับแม่

อาไช้รับรู้ถึงน้ำตาที่รื้นขอบ เมื่อรับรู้จากสายตาที่สบกันทันทีว่า นั่นคือ ไฉเฉิน สามีของเขาตัวจริง ไม่ใช่เพียงคนหน้าคล้าย ทั้งที่สบตากันแต่อีกฝ่ายหันกลับราวกับมองไม่เห็นเขา เขาจึงปวดปร่าในอก น้ำตาไหล ร้องไห้สะอึกสะอื้น ด้วยความสับสนผสมความโกรธ ทำให้ตัดสินใจเดินเข้าไปทุบกระจกตรงตำแหน่งที่ทั้งสองคนนั่งอยู่ เสียงทุบกระจกดึงดูดความสนใจ ขณะที่คนนั่งตรงข้ามไฉเฉินมองออกมาด้วยสายตาขุ่นมัว

“รีบไปจัดการซะสิ อาเฉิน ลูกเมียเธองั้นเหรอ”

“ครับ คุณหนู”

คุณหนูงั้นเหรอ คนคนนี้เป็นลูกชายนายจ้างของสามีอาไช้สินะ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไฉเฉินมีลูกมีเมียแล้ว แต่ก็ยังมาเข้ามายุ่งกับโลกของคนที่มีครอบครัว

คนที่ยอมก้าวขาเข้ามามีสัมพันธ์กับคนที่มีพันธะแล้ว ทั้งที่เป็นชนชั้นสูง นอกจากยศจะยิ่งใหญ่ยังไร้ความเป็นมนุษย์ธรรม

ไม่ว่าโลกไหน เรื่องแบบนี้มักจะมีให้เห็นเสมอ

อาชิงตบมือเล็ก ๆ ตรงไหล่อาไช้ ปลอบใจว่าถึงไม่มีพ่อเขาก็อยู่ได้

และยังอยู่แบบสบายมาก

ไฉเฉินเดินตรงออกมาหาอาไช้ด้วยสายตาขุ่นเคือง

“มาทำไม”

“พี่ทำแบบนี้กับผมได้ยังไง”

“ฉันทำอะไร”

“พี่มีสัมพันธ์กับลูกชายนายของตัวเองเหรอ พี่หลอกผมว่าไปทำงาน”

“ก็ฉันไปทำงานจริง ๆ หน้าที่ดูแลคุณหนูก็เป็นหนึ่งในงาน”

ไฉเฉินส่งเสียงแข็งกร้าว ใบหน้าฉายโทสะเพราะขัดใจที่ภรรยามาขัดจังหวะตอนที่เขากำลังจะขอเลื่อนตำแหน่งได้จากการได้รับใช้คุณหนูของนายท่าน รับใช้ทุกอย่างรวมถึงเรื่องบนเตียงด้วย

“ทำงาน งานที่ต้องมีสัมพันธ์บนเตียง พี่ยังเป็นสามีผมอยู่นะ”

“อาไช้ อย่ามายุ่งวุ่นวายนะ ฉันต้องทำงานต่อ พาอาชิงกลับไปได้แล้ว”

คนเป็นพ่อหันมาสบตาแข็งกร้าวของเด็กน้อย จนไฉเฉินผงะด้วยความตกใจครู่หนึ่ง เมื่อคล้ายรู้สึกว่าดวงตาอาชิงนั้นมีไฟลุกโชนอยู่

“กลับไป”

“พี่เฉิน กลับบ้านเรากันเถอะ นะพี่”

สายตาเว้าวอนของคนเป็นแม่ทำให้อาชิงรู้สึกทั้งเสียใจทั้งขุ่นเคือง เด็กน้อยจึงแผดเสียงร้องไห้ หวังเพื่อทำให้คนเป็นพ่ออับอายคนหมู่มาก ขณะที่อาไช้ยังคงดึงรั้งข้อมือสามีไว้ เพราะรับไม่ได้กับคำพูดที่ได้ยินจากปาก

ราวกับโลกใบงามที่เขาวาดฝันไว้แหลกสลาย

โลกที่คิดว่าจะหลุดจากชีวิตเด็กกำพร้าและมาสร้างครอบครัวได้นั้น ไม่มีอยู่จริง

อาไช้ห่อไหล่ กดการสั่นไหวอย่างหนักของแรงสะอื้น

เมื่อไฉเฉินบิดข้อมือเขาออกด้วยมือใหญ่ อย่างไม่สนใจว่าเขาจะเจ็บ

“ฮือ ๆๆ พี่เฉิน ๆ”

แม่ร้องไห้ อาชิงจึงใช้วงแขนน้อยกอดกระชับรอบคอของมารดาขณะที่ยังถูกอุ้มอยู่ มือเล็กป้อมลูบหลังขึ้นลง

ราวกับอยากให้อาไช้รับรู้คำพูดที่สื่อออกไปว่า

‘แม่จ๋า เราออกจากตรงนี้กันเถอะ’

ผู้คนในร้านมองด้วยสายตารังเกียจ ด้วยเสื้อผ้าและรูปร่างที่ปรายตามองก็รู้ว่าเป็นชนชั้นต่ำต้อย ไม่มีฐานะและความรู้ใด ๆ หนำซ้ำยังมีลูกติด

ยิ่งอาไช้ร้องไห้ คนเหล่านั้นล้วนคว่ำปากด้วยความสะใจ

เพราะเขามาอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ หน้าร้านอาหารหรูหรา การร้องไห้ของคนไร้ค่าจึงไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องน่าสงสาร

ตรงกันข้าม พวกเขาต่างมองว่ามัน สมควร

บัดซบ นี่มันโลกที่มีตรรกะผิดเพี้ยน

ดรล์ขบฟันที่ยังขึ้นไม่กี่ซี่ของอาชิง นัยน์ตาเด็กน้อยวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธแค้นแทนคนเป็นแม่ของร่างนี้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...