ความท้าทายและอุปสรรคของ NT เมื่อแพลตฟอร์มการค้าข้ามชาติยังไม่ทำเงิน
ระบบ National Single Window (NSW) เป็นระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจ (G2G, G2B และ B2B) สำหรับนำเข้า ส่งออก และโลจิสติกส์รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ สมาชิกอาเซียน และประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ เป็นระบบบริการแบบอัตโนมัติ และกึ่งอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกระบวนการ และขั้นตอนการให้บริการ และการลดรูปเอกสาร โดยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์แบบปลอดภัย และไร้เอกสาร รวมถึงการใช้ข้อมูลร่วมกันกับทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง และการเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาต และใบรับรองระหว่างหน่วยงาน
ปัจจุบันระบบ NSW อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือ NT
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “สมพงษ์ อัศวบุญมี” ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจแลกเปลี่ยนข้อมูล บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และทีมงานผู้เชี่ยวชาญและรักษาระบบ NSW
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าส่งออกสินค้า เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต กำกับสินค้าประเภทต่าง ๆ กว่า 30 หน่วยงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวกับการนำเข้าส่งออก เช่น การท่าเรือ, การท่าอากาศยาน เป็นต้น ในอดีตจำเป็นต้องใช้เอกสาร เดินเรื่องกว่าจะสำเร็จก็ใช้เวลานาน แต่ปัจจุบันสามารถยื่นเรื่องผ่าน NSW ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ไม่ต้องสต๊อกของไว้ที่โกดังนาน
สแกนระบบ NSW
ผู้เชี่ยวชาญ เอ็นที กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ได้มีการเก็บข้อมูลว่า ผู้ประกอบการสามารถประหยัดต้นทุนค่าดำเนินเอกสารได้เท่าไหร่ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเรื่องเวลาจะรวดเร็วมากขึ้น หากในอนาคตการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเอกชนกับเอกชน โดยใช้มาตรฐานเดียวกันได้จะยิ่งรวดเร็วขึ้น เชื่อมต่อกับหน่วยงานภาครัฐได้เร็วกว่าเดิม
โครงสร้างของ NSW แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ผู้ให้บริการด้านการนำเข้าส่งออก NSW Service Provider หรือ NSP ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องแล้ว 8 ราย คือ บริษัท ทิฟฟ่า อีดีไอ เซอร์วิสเซส จํากัด, บริษัท อี-คัสตอม เซอร์วิส จํากัด, บริษัท เคซอฟท์แวร์ จํากัด, บริษัท คอมพิวเตอร์ ดาต้า ซิสเต็ม จํากัด, บริษัท ไทยเทรดเน็ท จํากัด, บริษัท อีดีไอ สยาม จํากัด, บริษัท ขวัญชัย เทคโนโลยี แอนด์ คอนซัลแตนท์ จํากัด และบริษัท เทรด สยาม อินเตอร์เนชันแนล จํากัด
ทั้งหมดจะเป็นผู้ที่เชื่อมต่อกับผู้ประกอบการหรือ User อีกหลายร้อยราย เพื่อนำสินค้ามาจดแจ้งสำแดงก่อนนำเข้าส่งออก จะใช้การเข้ารหัสส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ไปที่ระบบกลาง NSW
ส่วนที่ 2.คือ ผู้ให้บริการระบบ ปัจจุบันคือ NT เป็นผู้รักษาระบบไม่ให้ล่มและปลอดภัยจากการโจมตี เพราะจะสร้างความเสียหายให้ระบบการค้า ส่งผลเสียต่อประเทศ ข้อดีของการให้ NT ดูแล คือมีเทคโนโลยีคลาวด์ และพร้อมขยายขนาดรองรับธุรกรรมได้ในอนาคต ดีต่อเอกชน เพราะการเติบโตเศรษฐกิจการค้าทำให้ทรานแซกชั่นมากขึ้น แม้ตอนนี้ระบบเสถียร 99.25% หากล่มก็ขออย่างเดียวว่าอย่าโดนเจาะระบบ
ส่วนสุดท้าย คือ หน่วยงานรัฐอีก 30 กว่าหน่วยงาน จะเป็นปลายทางในการถอดรหัสให้ใบอนุญาต มีส่วนที่เป็นธนาคารในเรื่องช่องทางการชำระค่าใบอนุญาต ผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ สมาชิกอาเซียน องค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ เช่น APEC ISO UNECE เป็นต้น
“สมพงษ์” กล่าวว่า ปัจจุบันระบบ NSW มีทรานแซกชั่นเอกสารเกี่ยวกับสินค้ากว่า 10 ล้านครั้งต่อเดือน นอกจากรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลในประเทศแล้วยังเชื่อมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอีก 10 ประเทศ และคู่ค้าของไทยทั้งสหรัฐ-อียู และอื่น ๆ ทั่วโลก ระบบล่มไม่ได้ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่ต้องเดินหน้าเจรจา เช่น กับแบงก์ หรือ TMEX เพื่อให้มีการชำระค่าใบอนุญาตออนไลน์ได้ง่ายขึ้น
ความท้าทายในการพัฒนาระบบ
“สิ่งที่ท้าทาย และกำลังทำอยู่ คือ NSW ต้องมีการพัฒนาต่อยอดในเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเอกชนกับเอกชน B2B แม้จะไม่ใช่หน้าที่โดยตรง แต่ก็จะส่งผลดีในภาพรวม อย่างตอนนี้ NT มีการทำข้อตกลงกับ Tradewalzt สตาร์ตอัพที่ทำระบบคล้าย ๆ NSW ในญี่ปุ่น เพื่อให้เอกชนไทย และญี่ปุ่นแลกเปลี่ยนส่งเอกสารการค้าระหว่างกันได้โดยตรง ตอนแรกจะเสร็จในปีนี้ แต่ต้องเลื่อนไปเริ่มปีหน้า เพราะทางการญี่ปุ่นต้องการเร่งรัดโครงการระบบการค้าของประเทศตัวเองก่อนจึงขอเลื่อนไป”
ปัจจุบันมีการทำระบบ ePhyto กับ InterCommece ของฟิลิปปินส์แล้ว เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านพืชพันธุ์ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าส่งออกสำคัญ ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลวิทยาศาสตร์และให้การรับรองพืชพันธุ์ได้เร็วขึ้น
อีกหนึ่งความท้าทาย คือ เรื่องภายในประเทศเอง นั่นคือยังเกิดความสับสน และต่างคนต่างทำ NSW เช่น กรมปศุสัตว์ก็มี NSW ของกรมปศุสัตว์ กรมศุลกากรก็ยังมีหน้าต่างของ NSW ของตัวเอง จะเกิดความซ้ำซ้อนในการดูแลรักษา และเกิดความสับสน
ซึ่ง NT ได้ขอขึ้นทะเบียน NSW เป็นแพลตฟอร์มแห่งชาติแล้ว และจะมีการสื่อสารกัน เพื่อทำหน้าต่างให้เป็น Single Submission ที่แท้จริง
อุปสรรคบริการเชิงพาณิชย์
“การทำระบบ NSW ต้องทุ่มเทกำลังคนในการเจรจา และเชื่อมโยงข้อมูลอย่างมาก ในเรื่องระบบแทบไม่มีปัญหาอะไร เพราะในช่วงที่เราผ่องถ่ายระบบจากกรมศุลกากร มาที่ NT นับว่าเป็น Soft Landing ผู้ใช้บริการแทบไม่ทราบเลยว่ามีการย้ายข้อมูลทั้งระบบมาอยู่ใต้การดูแลของ NT ทำให้ผู้ให้บริการนำเข้าส่งออกที่เคยใช้ NSW อยู่กับกรมศุลกากร ไม่ทราบว่าเราย้ายแล้ว ต้องมีการไปเจรจาเพื่อให้มาขึ้นทะเบียนเป็น NSP กับ NT พวกเขาจะเป็นคนจ่ายค่าบริการให้กับแพลตฟอร์ม เพื่อให้แพลตฟอร์มมีรายได้”
ผู้บริหาร NT กล่าวว่า ตั้งแต่เปิดแพลตฟอร์ม NSW เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ ก.พ. 66 รายละเอียดค่าบริการได้เสนอคณะอนุกรรมาธิการและอธิบดีศุลกากร แล้ว คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ NT ราว 100-160 ล้านบาท แต่ยังไม่เป็นอย่างที่คิด ขณะที่บริษัทมีต้นทุนการทำระบบและการใช้คลาวด์พอสมควร
“ตอนที่ระบบนี้อยู่กับกรมศุลกากร เขาไม่คิดเงินเพราะอยากให้คนใช้ ทำให้ไม่มีงบประมาณที่จะไปรักษาระบบ ให้ NT ทำเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์ แต่ผู้ประกอบการบางรายไม่ยอม เพราะไม่เคยต้องจ่าย ส่งผลให้ตอนนี้ NSP มีแค่ 8 รายที่ยอมรับเงื่อนไข เหลืออีกรายที่ยังต้องเจรจา โดยเรามีกำหนดไว้ว่าต้องมาขึ้นทะเบียนใช้ระบบ NSP ให้ถูกต้อง ภายใน 4 ธ.ค. 2567”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความท้าทายและอุปสรรคของ NT เมื่อแพลตฟอร์มการค้าข้ามชาติยังไม่ทำเงิน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net