องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ อาจพิจารณายกเลิกการใช้ ‘MDMA’ หรือ ‘ยาอี’ ในการรักษาโรค PTSD
PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจ เป็นโรคที่คนอเมริกันกว่า 13 ล้านคนต้องเผชิญ และเป็นหนึ่งในสาเหตุของการฆ่าตัวตายเป็นอันดับต้นๆ ในสหรัฐฯ เลยก็ว่าได้ และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการแพทย์ก็เริ่มมีความหวังในการรักษาโรคนี้อีกครั้งในรอบ 25 ปี เมื่อสหรัฐฯ อาจมีการพิจารณาให้ใช้ยาบางตัวที่เคลมว่ามีประสิทธิภาพสูงที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานจากโรค PTSD ควบคู่ไปกับการบำบัดอื่นๆ ได้
แต่แล้ว เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กลุ่มที่ปรึกษาอิสระแห่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ เพิ่งมีมติให้พิจารณา ‘ยกเลิก’ การใช้ยาตัวนี้
ยาที่ว่าคือ MDMA หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ยาอี’ (Ecstasy) ซึ่งเป็นยาเสพติดกลุ่ม 3, 4 และนับเป็นหนึ่งในสารผิดกฎหมายในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 1985 โดยการจัดประเภทของสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA) ที่จัดให้เป็นของมึนเมาอันตรายที่ไม่เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์การอาหารและยาของอเมริกาได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับองค์กรไม่แสวงผลกำไรอย่าง Multidisciplinary Association for Psychedelic Studies (MAPS) เปิดทางให้นำยา MDMA เข้าสู่กระบวนการทดสอบทางการแพทย์ เพื่อเป็น ‘MDMA-assisted therapy’ หรือตัวช่วยควบคู่ไปกับการบำบัดรักษาด้วยวิธีอื่นๆ สำหรับผู้ป่วย PTSD ต่อไปได้
ท่ามกลางเสียงแตกของคณะกรรมการบางส่วนที่ยังคงมองว่าสารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในยา MDMA จะมีผลทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงมากกว่าจะต้องเป็นกังวลเรื่องผลข้างเคียงของมัน กับบางส่วนที่กังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของมัน รวมถึงการที่ยาตัวนี้ยังถูกตั้งคำถามถึงผลงานวิจัยที่เต็มไปด้วยคลุมเครือว่ามีความ Bias ไม่โปร่งใสเท่าที่ควร และชี้นำให้เห็นแต่ข้อดีมากเกินไปนั้น ในแวดวงการแพทย์และนักจิตวิทยากลับมีความกังวลไม่น้อยกว่าการที่ยา MDMA อาจถูกปัดตก ยกเลิกเพื่อใช้ในการรักษาโรค PTSD นั้นอาจยิ่งทำให้หนทางการรักษาโรคนี้เป็นไปได้ยากกว่าเดิม
บทความบนเว็บไซต์ New Yok Times อธิบายถึงโรค PTSD ว่ามันเป็นหนึ่งในโรคที่ทำให้คนๆ หนึ่งต้องทนทุกข์กับบาดแผลจากประสบการณ์เลวร้าย ความคิดไม่พึงประสงค์ ความคิดแทรกซ้อน (Intrusive Thoughts) การคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต (Flashbacks) ฝันร้าย ทำให้รู้สึกไม่ไว้ใจใครเลยแม้แต่ตัวเอง จนอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเองและการฆ่าตัวตาย
วิธีจิตบำบัดและการใช้ยาอาจเป็นหนทางในการรักษาเยียวยาโรค PTSD ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงได้ง่าย ด้วยหลากหลายปัจจัยอย่างเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาแต่ละครั้ง ไปจนถึงปัญหาการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนที่ทำให้หลายคนล้มเลิกการรักษาในที่สุด
New York Times รายงานว่า มากกว่า 6% ของชาวอเมริกันจะเกิดภาวะ PTSD ได้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต และมีเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่รักษาหาย สาเหตุเพราะคนที่ป่วยเป็น PTSD มักจะถูกมองข้าม
ตามปกติแล้ว โรค PTSD จะใช้หลักการวินิจฉัยโดย Clinician Administered PTSD Scale หรือที่เรียกกันว่า CAPS-5 โดยที่ผู้เชี่ยวชาญจะถามผู้ป่วยว่าบ่อยครั้งแค่ไหนที่พวกเขาต้องเผชิญกับความทรงจำเลวร้าย หรือรับมืออย่างไรในการหลีกเลี่ยงที่จะหวนนึกถึงความรุนแรงเหล่านั้น แต่ด้วยวิธีการนี้ ผู้ป่วยจำนวนมากกลับไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค PTSD เพราะส่วนใหญ่ไม่สามารถบอกได้ว่าสาเหตุของโรค PTSD ของตัวเองนั้นเกิดจากอะไรกันแน่
เอ็ดนา โฟ (Edna Foa) อาจารย์ด้านจิตเวช มหาวิทยาลัยแพทย์ Pennsylvania Perelman บอกว่า คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจและติดภาพจำว่าการที่ใครสักคนจะเป็นโรค PTSD ได้นั้น ต้องเป็นคนที่เคยเจอภัยพิบัติทางธรรมชาติ เคยผ่านสมรภูมิสงคราม หรือเคยผ่านความรุนแรงทางเพศมาก่อน โดยไม่ได้ตระหนักว่าคนธรรมดาๆ ทั่วไปอย่างเราๆ ก็สามารถเป็นโรคนี้จากเรื่องสะเทือนใจอะไรสักอย่างในชีวิตได้เหมือนกัน และโดยส่วนมากอีกเหมือนกันที่เวลาคนเหล่านี้ไปเข้ารับการปรึกษาเรื่องการนอนไม่หลับ หรือภาวะอารมณ์แปรปรวน ผู้เชี่ยวชาญก็มักจะมองไม่เห็นสัญญาณของโรค PTSD ที่อาจซ่อนอยู่
นอกจากนั้นสิ่งที่ทำให้การรักษาโรค PTSD เป็นเรื่องไม่ง่าย คือการที่ธรรมชาติของคนที่เป็นโรคนี้จะพยายามหลีกเลี่ยงการนึกถึงเรื่องราว หรือความทรงจำอะไรก็ตามที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดทรมาน และมักจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมันด้วย นั่นทำให้การมองหาการช่วยเหลือหรือการรักษาแทบเท่ากับศูนย์
“ปัญหาข้อหนึ่งเลยของคนที่เป็น PTSD คือการที่พวกเขามักจะยิ่ง ‘ดึง’ มันเข้ามาสู่ตัวเอง” ดร.จอห์น มาร์โควิทซ์ (Dr. John Markowitz) อาจารย์ด้านจิทยาคลินิก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ให้ความเห็น “พวกเขาจะหลีกเลี่ยงคนอื่น เพราะรู้สึกไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อใจ และนั่นแหละที่ทำให้ไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือได้ในเวลาที่ต้องการ”
การรักษาด้วยวิธีจิตบำบัดเป็นทางเลือกอันดับแรกๆ ของการเยียวยาโรค PTSD ที่มีประสิทธิภาพ อย่างเช่น Prolonged Exposure ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งของการบำบัดด้วยพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy) โดยการให้ผู้ป่วยเผชิญหน้ากับความทรงจำ เหตุการณ์ หรือความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ความรุนแรงที่เคยได้รับและพยายามที่จะหลีกเลี่ยงมัน เป็นการทำงานกับสิ่งที่เป็น Trigger หรือตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความรุนแรงนั้น และให้ผู้ป่วยเผชิญหน้ากับความกลัวของพวกเขาโดยตรง หรืออีกวิธีหนึ่งคือการบำบัดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Psychotherapy) เพื่อดูว่าบาดแผลจากความรุนแรงนั้นกระทบกับความสัมพันธ์รอบข้างของผู้ป่วยอย่างไร
ถึงแม้ว่าการบำบัดด้วยวิธีเหล่านี้ได้ผลก็จริง แต่มีงานวิจัยบางชิ้นเหมือนกันที่พบว่า 1 ใน 4 ของคนที่เป็นโรค PTSD ไม่ตอบสนองต่อการบำบัด และอีกกว่า 20% ของผู้ป่วยตัดสินใจหยุดการรักษาระหว่างทาง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเหตุผลที่ทำให้ผู้ป่วยเลิกล้มความพยายามที่จะรักษาโรค PTSD นั้นก็เพราะว่าพวกเขาทนความทรมานที่จะกลับไป ‘รื้อค้น’ ความทรงจำ หรือเหตุการณ์ซึ่งเป็นที่มาของบาดแผลเหล่านั้นไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม นอกจากการใช้ยาและรักษาด้วยจิตบำบัด ปัจจุบันยังมีทางเลือกอื่นๆ อย่างการใช้ Virtual Reality เพื่อช่วยปรับการทำงานของสมอง เป็นอีกความหวังในการนำเทคโนโลยีมาช่วยในทางการแพทย์ ให้คนที่ทุกข์ทรมานจาก PTSD กล้ากลับไปเผชิญหน้ากับต้นตอของบาดแผลของพวกเขาได้อีกครั้ง
การพิจารณายกเลิกยา MDMA สำหรับการรักษา PTSD จึงอาจไม่ได้เป็นการดับฝันในวงการแพทย์รวมทั้งคนที่กำลังทนทุกข์จากโรคนี้เสียทีเดียว แต่อาจมองได้ว่านี่เป็นหมุดหมายที่ดีที่จะช่วยให้เราค้นหาหนทางในการรักษาเยียวยาด้วยวิธีใหม่ๆ อื่นๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
อ้างอิง
https://www.nytimes.com/2024/06/04/well/ptsd-treatment-mdma.html
https://www.nytimes.com/2024/06/04/health/fda-mdma-therapy-ptsd.html
https://www.healthline.com/health/mental-health/prolonged-exposure-therapy-for-ptsd#success-rate
https://www.pobpad.com/sertraline
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ อาจพิจารณายกเลิกการใช้ ‘MDMA’ หรือ ‘ยาอี’ ในการรักษาโรค PTSD
- ‘Girl Dad’ พ่อที่ใกล้ชิด และสนิทสนมกับลูกสาว โอบอุ้ม เปิดกว้าง และเข้าใจสิทธิเสรีภาพในตัวลูก ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ชายก็เข้าใจความเป็นหญิงในตัวลูกสาวได้ไม่ต่างจากคนเป็นแม่
- ‘Digital Body Language’ อย่าง อีโมจิ สติกเกอร์ เครื่องหมาย ฯลฯ ที่ทำให้หลายคนหมกมุ่นกับการตีความ และอาจยิ่งสร้างกำแพงให้การสื่อสารของคนยุคใหม่ยิ่งซับซ้อนขึ้น
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com