โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

มิติร้านค้าของภรรยาจะช่วยให้สามีกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ยุค 1970

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 22 ก.พ. 2567 เวลา 04.02 น. • รัตติกาลพร่างพราว
ชาติก่อนเธอร้ายกาจและโง่เขลาถึงได้หย่ากับเขาจนชีวิตเธอถึงจุดจบที่แสนอนาถ การย้อนกลับมาครั้งนี้เธอจะไปยอมหย่ากับสามีเด็ดขาดอีกทั้งจะผลักดันเขาให้ยิ่งใหญ่จนใครๆก็ต่างอิจฉาด้วยมิติร้านค้าแสนวิเศษของเธอ!

ข้อมูลเบื้องต้น

ชาติก่อนเธอร้ายกาจและโง่เขลาถึงได้หย่ากับเขาจนชีวิตเธอถึงจุดจบที่แสนอนาถ การย้อนกลับมาครั้งนี้เธอจะไปยอมหย่ากับสามีเด็ดขาดอีกทั้งจะผลักดันเขาให้ยิ่งใหญ่จนใครๆก็ต่างอิจฉาด้วยมิติร้านค้าแสนวิเศษของเธอ!

มิติร้านค้าของภรรยาจะช่วยให้สามีกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

เจ้าของผลงาน : รัตติกาลพร่างพราว

ลิงค์สำหรับซื้อ E-Book :

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6ODoiMTA4MTg5OTYiO3M6NzoiYm9va19pZCI7czo2OiIyOTI1NTUiO30

…ชาติก่อนเธอร้ายกาจและโง่เขลาถึงได้หย่ากับเขาจนชีวิตเธอถึงจุดจบที่แสนอนาถ การย้อนกลับมาครั้งนี้เธอจะไปยอมหย่ากับสามีเด็ดขาดอีกทั้งจะผลักดันเขาให้ยิ่งใหญ่จนใครๆก็ต่างอิจฉาด้วยมิติร้านค้าแสนวิเศษของเธอ!…

บทที่ 1 หวนกลับมาสู่ยุค 1970

หนิงซูเหยากระพริบตาถี่ติดต่อกันมากถึงแปดครั้ง กลิ่นเหม็นอับที่ลอยเข้าจมูกเมื่อสูดดมไปสักพักก็ทำให้อยากจะอาเจียนออกมาอยู่รอมร่อ อีกทั้งยังรู้สึกว่าลำคอเหนียวหนืดจนทำให้กระหายน้ำเป็นอย่างมาก ดังนั้นตอนนี้เธอจึงพยายามพยุงกายของตนเองให้ลุกขึ้น

ไม่น่าเชื่อเลยว่าเธอจะฝันถึงเรื่องเดิม ๆ เหตุการณ์เดิม ๆ ติดต่อกันมานานหลายสัปดาห์แล้ว

และครั้งนี้ก็เป็นเช่นนั้น แต่ทว่าแตกต่างไปจากครั้งก่อนตรงที่ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้หลั่งไหลเข้ามาอยู่ในโสตประสาทของเธออย่างบ้าคลั่ง อีกทั้งยังดูเหมือนว่าเธอเพิ่งจะได้รับความทรงจำของผู้หญิงคนนั้นอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์เสียจนมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น

ผู้หญิงคนนั้นชื่อว่าหนิงซูเหยาเหมือนกันกับเธอ นอกจากชื่อจะเหมือนกันแล้วนั้น รูปร่างหน้าตายังถอดแบบกันมาราวกับเป็นฝาแฝดที่เกิดคนละช่วงเวลาอย่างไรอย่างนั้น แต่ติดตรงที่หนิงซูเหยาที่ฝันถึงนั้นนิสัยช่างแตกต่างกับเธอคนละขั้ว

คนเราจะสามารถเหมือนกันได้ทุกอย่างจนแทบแยกไม่ออกได้จริงๆนะหรือ…?

จู่ ๆ ลางสังหรณ์ใจบางอย่างก่อตัวอย่างรวดเร็วราวกับพายุหมุน เมื่อหญิงสาวพยายามจะคลำหาสวิตช์ไฟ แต่ทว่าสิ่งที่เธอสัมผัสนั้นกลับกลายเป็นส่วนนุ่มนิ่มที่ทำให้เธอนึกประหลาดใจขึ้นมา ในขณะที่มือของเธอยังคงคลำไปเรื่อย ๆ เสียงทุ้มลึกที่ดังขึ้นท่ามกลางความมืดทำให้เธอรีบหดมือกลับด้วยความตกใจในทันที

“คุณจะทำอะไร”

“นั่นใคร” หนิงซูเหยาเอ่ยถามออกมาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเขยิบตัวถอยร่นออกห่างจากเจ้าของเสียงราวกับกำลังถูกของร้อน แสงจันทร์ในคืนนี้สว่างมาก อีกทั้งหน้าต่างที่ห้องนอนก็ถูกเปิดเอาไว้ ดังนั้นคนทั้งสองจึงใช้เวลาไม่นานในการปรับสายตาให้มองเห็นกันและกันในความมืดได้

“ฉันเอง อวี้หานไง” ชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนค่อยๆพยุงกายลุกขึ้นนั่งอย่างอยากลำบาก เสียงหายใจฟืดฟาดดังลอดออกมาไม่ดังนัก แต่ทว่าก็ทำให้คนที่นั่งอยู่ในห้องได้ยินอย่างชัดเจน

หนิงซูเหยาหนังตากระตุกดังกึก “อวี้หาน?”

แปลกจริง! เมื่อเธอได้ยินชื่อนี้ ความตกใจกลัวก็พลันหายไป แต่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกคุ้นเคยเข้ามาแทนที่

หนิงซูเหยาพยามเพ่งสายตามองไปที่ใบหน้าของเขา ผู้ชายคนนี้ทำให้หญิงสาวตกตะลึงจนแทบพูดไม่ออก กล้าพูดได้เต็มปากว่าเขาหล่อเหลาเสียยิ่งกว่าดาราบางคนที่เธอเคยเห็นด้วยซ้ำ หรือว่าเขาคือ โจวอวี้หาน ที่เธอมักจะฝันเห็นบ่อยๆ?

เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในความฝัน ไม่นานสมองของหนิงซูเหยาก็คล้ายกับมีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่กำลังฉายเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้รวมถึงตัวของเธอเองด้วย คราวนี้หนิงซูเหยาเบิกตาโพลง ลอบกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ อีกทั้งยังมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาทั่วกรอบหน้า

ไม่ผิดไปตามคาด เขาก็คือโจวอวี้หานคนเดียวกัน!

โจวอวี้หานเห็นภรรยานิ่งเงียบไป ซึ่งนี้ผิดวิสัยของหล่อนเป็นอย่างมาก เขารีบถามขึ้น

“คุณฝันร้ายหรอ นอนต่ออีกสักหน่อยเถอะนะครับ”

หนิงซูเหยายังคงนั่งเงียบไปครู่ใหญ่ บรรยากาศภายในห้องวังเวงชวนให้ขนหัวลุก หญิงสาวปรายตามองเขาก่อนจะเอ่ยขึ้นกะทันหันจนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยง

“ไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่ได้ฝันร้าย” คำตอบที่เรียบง่าย อีกทั้งน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปรวมถึงสายตาที่อ่อนโยนของเธอทำให้คนฟังหัวใจเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ

หนิงซูเหยาเอ่ยถามขึ้นต่อ “ขาของคุณเป็นอย่างไรบ้างคะ อาการดีขึ้นบ้างหรือเปล่า”

เมื่อกี้ว่าอย่างไรนะ? เธอถามเขา หรือว่าเธอถามใคร?

โจวอวี้หานหันมามองหน้าภรรยาด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นสายตาของเธอจับจ้องมาที่เขา ชายหนุ่มจึงก้มหน้าหลุบตามองพื้นสักพักจึงพยักหน้าแล้วตอบเสียงเรียบ

“ผมไม่เป็นอะไร อีกเดี๋ยวก็คงจะดีขึ้น” เขาตอบเพียงเท่านั้นก่อนจะใช้ไม้เท้าที่ทำจากไม้ไผ่พยุงตนเองแล้วเดินขากะเผลกออกไปจากห้องนอน โดยที่ไม่ได้สนใจสายตาของหนิงซูเหยาที่มองตามหลังเขาไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

โจวอวี้หานคนนี้ยังคงพูดน้อยและขี้อายเหมือนเดิมสินะ…

และหลังจากที่โจวอวี้หานออกไปแล้ว หนิงซูเหยาก็รีบกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างใคร่รู้ บนผนังอิฐสีแดงอีกทั้งยังมีปฏิทินตามแบบสมัยเก่าบ่งบอกชัดเจนว่าปีนี้คือปี 1971 ฉับพลันหัวใจก็รู้สึกปวดร้าวและสับสนไปในคราวเดียว

สวรรค์ได้โปรดเมตตาข้าน้อยด้วย! มันเกิดขึ้นจริงแล้ว!

ใช้เวลาเพียงไม่นานเมื่อสำรวจทุกอย่างภายในห้องนี้จนแน่ใจแล้วว่าเธอไม่ได้ฝันไป หญิงสาวก็ทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ในตอนนี้อย่างรวดเร็ว…ตอนนี้เธอไม่ใช้เจ้าของร้านขายของชำในยุคที่ทุกอย่างเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย แต่ทว่าเธอกลายเป็นหนิงซูเหยาในวัย 18 ปีที่เพิ่งแต่งงานมีสามีและย้ายมาอยู่ที่บ้านนี้ได้เพียงแค่หกเดือนเท่านั้น

เรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจสำหรับนักอ่านนิยายตัวยงอย่างเธอมากนัก การทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายหรือการมาอาศัยอยู่ร่างคนอื่นมีให้เห็นทั่วไปในนิยายชื่อดังที่เผยแพร่อย่างมากมายในโลกออนไลน์ ทว่าเรื่องของเธอกลับไม่ใช่การทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคนอื่น แต่เธอดันย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างของตัวเองในยุคที่แร้นแค้นและยากจนอย่างยุคที่เกิดการปฏิวัติ อีกทั้งเธอยังเห็นภาพเหตุการณ์ล่วงหน้าที่เคยเกิดขึ้นกับเธอในชาตินี้อีกต่างหาก

จำได้ดีว่าเธอเป็นหนิงซูเหยาที่มีนิสัยร้ายกาจและไม่น่าคบอีกทั้งยังเต็มไปด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา นอกจากจะมีนิสัยที่เกียจคร้านและทะเยอทะยานแล้วนั้น เธอยังนอกใจสามีทหารไปกับผู้ชายที่ดูมีอนาคตจากเมืองหลวง จนในท้ายที่สุดจุดจบของเธอในชาตินี้ก็คือการถูกผู้ชายคนนั้นหลอกเธอไปขาย

เมื่อหวนคิดถึงความหลัง หนิงซูเหยาก็นึกโกรธตัวเองในอดีตเป็นอย่างมาก นึกไม่ถึงเลยว่าครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นผู้หญิงที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังนึกรังเกียจ โจวอี้หานเป็นสามีที่ดีมากคนหนึ่งแต่ผิดตรงที่เขาดันมีฐานะที่ยากจนและไม่สามารถนำความสบายมาให้เธอได้ หลังจากที่เธอถูกนำไปขายและเสียชีวิตในหนึ่งเดือนต่อมา ในตอนที่เธอกลายเป็นวิญญาณเฝ้าหลุมศพของตัวเองอยู่นั้น กลับเห็นอดีตสามีที่เธอเคยรังเกียจและพยายามหาเรื่องหย่ากับเขาตลอดเวลา พยายามตามหาเธอจนพบ อีกทั้งยังนำดอกไม้มาวางให้เธอทุกวันเป็นเวลาติดต่อกันถึงสามเดือน

จนกระทั่งในเดือนที่สี่ อดีตสามีของเธอกลับหายไปนานเกือบสองสัปดาห์ เขาไม่ได้นำดอกไม้มาวางให้เธอเหมือนแต่ก่อน รอแล้วรอเล่าจนในที่สุดเธอก็เจออดีตสามีอีกครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้เขากลับเดินผ่านหน้าหลุมศพของเธอไปอย่างไม่แยแส ด้วยความที่คิดถึงเขามากและรู้ซึ้งถึงความดีที่เขามีต่อเธอ หญิงสาวจึงพยายามร้องเรียกเขาและดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะได้ยินเสียงที่เธอเปล่งออกมา

โจวอวี้หานหยุดยืนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง สายตาที่เคยอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา เขาคล้ายจะเอ่ยบางสิ่งบางอย่างออกมาแต่ทว่าเขาก็เลือกที่จะหันหน้าหนีเธอแล้วเดินจากไปโดยที่ไม่ได้หันหลังกลับมามองเธออีกเลย…

หนิงซูเหยาที่ได้สติกลับมาครบถ้วนรีบลุกขึ้นจากเตียงเตาที่ปูด้วยเสื่อสานผืนเก่าอย่างรวดเร็ว การย้อนกลับมาในครั้งนี้เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจและโง่เขลาอีกเด็ดขาด อีกทั้งตอนนี้เธอก็ยังไม่ได้หย่ากับโจวอวี้หาน เรื่องนี้ถือว่ายังเป็นความโชคดีของเธอเสียเหลือเกิน

หนิงซูเหยาควานหากุญแจที่มักจะซ่อนเอาไว้ที่ใต้หมอนตามความทรงจำ เมื่อเจอแล้วก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกแล้วจึงเดินไปที่ตู้เก็บของแล้วไขกุญแจให้เปิดออก นิ้วมือเรียวสวยหยิบกล่องใบหนึ่งที่ถูกห่อด้วยผ้าเก่าๆออกมา ก่อนจะเปิดกล่องใบนั้นแล้วทำการตรวจดูอย่างละเอียด ในกล่องนี้มีเงินจำนวนแปดสิบหยวนสิบห้าเหมาซึ่งเป็นเงินก้อนสุดท้ายของโจวอวี้หานที่ส่งมาให้ในระหว่างที่เขายังเข้าร่วมกองทัพ และยังมีคูปองเนื้อ คูปองข้าว คูปองน้ำตาลทรายแดง และคูปองอุตสาหกรรม ซึ่งของเหล่านี้ถือเป็นของที่ล้ำค่ามากสำหรับยุคที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นยุคที่ยากจนข้นแค้นและใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอย่างถึงที่สุดของประเทศจีน

ทุกอย่างยังอยู่ครบ เธอยังไม่ได้เอาไปให้ผู้ชายชั่วคนนั้น!

บทที่ 2 ทำแผล

หนิงซูเหยาเผยยิ้มออกมาคล้ายกับถูกยกภูเขาออกจากอก รีบเก็บคูปองและเงินใส่กล่องไว้ตามเดิม ในขณะที่โจวอี้หานถือกะละมังน้ำร้อนเข้ามาพอดิบพอดี

โจวอวี้หานเข้ามาทันเห็นหนิงซูเหยาทำเหมือนว่าซ่อนอะไรบางอย่าง เขาเดาว่าในกล่องนั้นอาจเป็นของสำคัญที่เธอไม่ต้องการให้เขาเห็น ในเมื่อเธอมีความลับเขาก็ไม่อยากจะสอดมือเข้าไปยุ่ง

“ผมมาแล้ว”

“ฉันช่วยค่ะ” หนิงซูเหยารีบวิ่งเข้าไปแย่งกะละมังน้ำร้อนจากมือของโจวอี้หานแล้วนำไปวางไว้ที่โต๊ะ ก่อนที่หญิงสาวจะกลับมาประคองชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว

“คุณเดินลำบาก ให้ฉันช่วยคุณนะคะ”

โจวอวี้หานชะงักค้างไปชั่วครู่ แต่ก็ยอมให้ภรรยาประคองแต่โดยดี “ขอบคุณครับ”

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเอ่ยสิ่งใดต่อไปอีก ราวกับว่าเขากำลังตกอยู่ในห้วงของความฝัน และช่างเป็นความฝันที่แปลกประหลาดเสียจนไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง

เหตุใดภรรยาของเขาถึงได้มองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป? อีกทั้งยังรู้สึกว่าเธออ่อนโยนขึ้นและไม่ก่นด่าเขาเหมือนแต่ก่อน

หรือว่าหล่อนกำลังมีแผนใหม่?

เขาไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้ายแต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่หนิงซูเหยาจะมองเขาในแง่ดี คิดถึงเรื่องนี้ชายหนุ่มก็ปรับสีหน้าให้เรียบสงบคล้ายกับคนหันหลังให้โลกตามเดิม

“ขอฉันดูแผลที่หลังของคุณได้ไหมคะ คุณคงจะเจ็บมาก” หนิงซูเหยาเอ่ยขึ้นก่อนจะมองไปยังโจวอวี้หานด้วยความสะเทือนใจ ความรู้สึกผิดเข้ามากอบกุมหัวใจหญิงสาว จู่ ๆ อารมณ์ก็เกิดอ่อนไหวจนทำให้มีน้ำตารื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

โจวอวี้หานเห็นภรรยาดวงตาแดงก่ำ ตัวเขาเองก็รีบเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ “นั่นคุณกำลังร้องไห้ใช่ไหมครับ” น้ำเสียงของเขาอ่อนนุ่มและอ่อนโยนเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเอ่ยต่ออีกว่า

“ไม่ต้องร้องนะครับ ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก เดี๋ยวแผลก็คงจะหาย” เขาไม่เพียงแค่เอ่ยปลอบภรรยา แต่กลับมองหาผ้าสะอาดเพื่อจะส่งให้ให้เธอ แต่เนื่องจากร่างกายของเขาเพิ่งถูกนักเลงลอบทำร้ายมา อีกทั้งขาของเขายังได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างมาก จึงทำให้การเคลื่อนไหวของเขาทุลักทุเลจนเขาเองก็นึกอึดอัดใจ

ชายหนุ่มจำได้ว่าในกระเป๋ากางเกงมีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งที่เขามักจะพกติดตัวไว้เสมอ เขารีบเอามันออกมาให้หญิงสาวอย่างรวดเร็ว

“เช็ดน้ำตานะครับ คุณอย่าร้องไห้ ผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ”

หนิงซูเหยายื่นมือไปรับผ้าจากเขาจากนั้นก็กำเอาไว้แน่น ราวกับว่าไม่ต้องการให้มันหลุดลอยไปที่ไหนอีก เธอเอ่ยขึ้นในขณะที่เสียงยังสั่นเครือ

“ถอดเสื้อให้ฉันดูแผลเถอะนะคะ”

หนิงซูเหยาร้อนใจขึ้นมา ตามความทรงจำเดิมนั้นแผลที่หลังของเขาหากไม่ได้รับการทายาและฆ่าเชื้อจะทำให้นับจากนี้อีกสองวันเขาจะปวดแผลจนเป็นไข้และนอนซมไปหลายอาทิตย์ และเธอจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นโดยเด็ดขาด

โจวอวี้หานรู้สึกลังเล แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยอมถอดเสื้อออกอย่างช้าๆ แผลช้ำที่ถูกของแข็งตีอย่างแรงปรากฏสู่สายตาของหนิงซูเหยา

“ที่บ้านของเราพอจะมียาดองเหลืออยู่หรือเปล่าคะ” หนิงซูเหยาเอ่ยถามออกมาอย่างปวดใจ แค่เธอเห็นร่องรอยของบาดแผลก็รู้สึกหวาดกลัวและหดหู่อย่างไม่อาจห้ามได้ แผลใหญ่ขนาดนี้ทำไมเขาถึงยังได้มีสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลยล่ะ?

“ผมจะไปถามคุณแม่ให้” โจวอวี้หานขมวดคิ้ว แต่ก็พยายามลุกขึ้นเพื่อไปถามหายาดองจากคุณแม่โจวมาให้ แต่ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ลุกขึ้น หนิงซูเหยารีบห้ามเขาในทันที

“คุณไม่ต้องไปค่ะ เดี๋ยวฉันไปถามคุณแม่เอง แผลที่ขาของคุณสาหัสมาก และยังมีแผลบอบช้ำที่หลังอีก ฉันคิดว่าต่อไปนี้คุณควรจะพักอยู่แต่ในบ้านนะคะ”

เธอถามหายาดองแต่ไม่ได้หมายความว่าให้เขาลุกไปเอาให้เธอเสียหน่อย ยิ่งเห็นเขาทำดีกับเธอเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งละอายใจมากเท่านั้น

“ผมแค่บาดเจ็บ แต่ไม่ได้พิการ” โจวอวี้หานตอบ เขาเป็นทหารที่เข้าร่วมกองทัพมาหลายปี อีกทั้งร่างกายก็แข็งแรงและยังได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เพียงแต่แค่โชคร้ายถูกพวกคนชั่วลอบกัดเพียงเท่านั้น ตอนนี้เขาเพียงรอให้สภาพร่างกายของเขากลับมาเป็นปกติ

โจวอวี้หานยังคงพยามลุกขึ้นยืน แต่แล้วก็ยอมนั่งลงตามเดิมเมื่อได้ยินในสิ่งที่หนิงซูเหยาเอ่ยขึ้น

“ฉันก็ไม่ได้ว่าคุณพิการค่ะ แต่แค่เป็นห่วงคุณ ฉันเป็นภรรยาจะห่วงสามีไม่ได้เลยหรือไงคะ”

หนิงซูเหยาแสร้งทำเป็นไม่เห็นว่าในยามนี้ใบหูของโจวอวี้หานเปลี่ยนเป็นสีแดงเถือก เธอเดินออกไปจากห้องปล่อยให้ชายหนุ่มนั่งอยู่ข้างในรอเธอไปก่อน

ที่บ้านโจวในยามนี้ทุกคนยังคงหลับสนิท เนื่องจากยังเป็นเวลาเพียงแค่ตีสาม แต่อย่างไรแล้วคุณแม่โจวกลับกำลังยืนอยู่ในห้องครัว เมื่อเห็นหนิงซูเหยาเปิดประตูออกมาก็ทำสีหน้าที่ประหลาดใจขึ้น

“คุณแม่คะ พอจะมียาดองเหลือบ้างไหมคะ” หนิงซูเหยาเอ่ยถามด้วยความรู้สึกประหม่า ในอดีตเธอกับแม่สามีมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากเธอนึกรังเกียจที่ครอบครัวของสามียากจน ดังนั้นจึงไม่เคยสนทนากับคนในครอบครัวสามีเท่าใดนักหากไม่ใช่เรื่องจำเป็น

คุณแม่โจวตื่นตะลึงแต่ทว่ากลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “มีสิ รอเดี๋ยวนะ แม่จะไปเอามาให้”

คุณแม่โจวเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตนเองก่อนจะกลับมาพร้อมกับโหลยาดอง เธอมองหน้าลูกสะใภ้ ก่อนจะยื่นส่งไปให้

“จะเอายาดองไปทำไมกัน”

“หนูจะเอาไปเช็ดแผลให้อวี้หานค่ะ หากไม่รีบทำความสะอาดจะทำให้แผลของเขาติดเชื้อได้” หนิงซูเหยารับเอาโหลยาดองมากอดเอาไว้ สีหน้าของเธอแสดงความเป็นห่วงโจวอวี้หานอย่างปิดไม่มิดจนคุณแม่โจวก็ยังสังเกตได้ ไหนจะดวงตาที่แดงก่ำคล้ายคนกำลังพยามหักห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมา

ท่าทางของหนิงซูเหยาในยามนี้คล้ายกับคุณแม่โจวสมัยยังสาวๆ ตอนเห็นสามีบาดเจ็บกลับมาจากการเข้าร่วมกองทัพ คุณแม่โจวเองก็มีความกระตือรือร้นในการทำแผลให้สามีแบบนี้เช่นกัน

“ดีๆ ค่อยเช็ดให้เขาเป็นอย่างดีนะ”

คุณแม่โจวมองลูกสะใภ้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เดิมทีคุณแม่โจวก็ไม่รังเกียจลูกสะใภ้คนนี้ คิดเพียงแต่ว่าเมื่อแต่งงานเข้ามาในตระกูลโจวแล้ว หล่อนก็เปรียบเสมือนลูกสาวคนหนึ่ง แม้ว่าหนิงซูเหยามักจะก่นด่าสามีและมีทีท่าว่ารังเกียจครอบครัวของสามีอยู่เป็นประจำ แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่สำคัญ ลูกสะใภ้คนนี้กลับแสดงความเป็นห่วงเป็นใยสามีของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด เรื่องนี้คุณแม่โจวพอใจเป็นอย่างยิ่ง

หนิงซูเหยามองแม่สามีด้วยสายตาที่ซาบซึ้งใจเช่นกัน

“หนูขอตัวก่อนนะคะคุณแม่”

เมื่อเอ่ยจบหญิงสาวหันหลังเดินกลับเข้าห้องไปเงียบๆ ส่วนคุณแม่โจวกลับมองตามหลังลูกสะใภ้จนลับตาก่อนจะกลับมาสนใจการทำอาหารของตนเองต่อไป

หนิงซูเหยาเดินกลับเข้ามาในห้อง วางโหลยาดองลงที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะเอ่ยบอกให้โจวอวี้หานลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วย้ายมานั่งบนเตียงกว้างแทน การล้างแผลจำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก เพราะแผ่นหลังของเขาทั้งใหญ่และดูแข็งแกร่ง อีกอย่างเก้าอี้ตัวอี้ตัวเล็กมากจึงไม่สะดวกในการวางขาที่บาดเจ็บของเขา

“คุณช่วยลุกไปนั่งบนเตียงได้ไหมคะ ฉันไม่ถนัดค่ะ”

หนิงซูเหยายื่นไม้เท้าให้เขา แต่นอกจากโจวอวี้หานจะไม่รับมันแล้วนั้น เขายังมองหน้าเธอแล้วพูดขึ้นว่า

“ถ้าคุณอยากหย่ากับผมจริงๆ ผมก็จะเขียนจดหมายรายงานให้”

หนิงซูเหยาชะงักค้าง “ใครบอกคุณว่าฉันอยากหย่า?”

หญิงสาวแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องกับสิ่งที่เขากำลังเอ่ยถึง แม้จะจำได้ดีว่าแต่เดิมแล้วเป็นเธอเองที่เป็นฝ่ายทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้หย่ากับเขาก็ตาม

“แต่ผมไม่สามารถทำให้ชีวิตของคุณสุขสบายได้ ผมเป็นสามีที่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ”

โจวอวี้หานยังเป็นคนที่ถ่อมตัวอยู่เหมือนเดิม แต่ทว่าคำพูดของเขาคล้ายกับหอกแหลมที่ทิ่มแทงลงมาที่อกของหนิงซูเหยาเข้าอย่างจัง สามีคนนี้เขาดูจริงใจและซื่อตรงขนาดนี้ ทำไมตอนนั้นเธอถึงได้ตามืดบอดมองไม่เห็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างเขากันนะ

“เอาเป็นว่าฉันไม่มีความคิดที่จะหย่ากับคุณแล้วค่ะ”

หนิงซูเหยารู้สึกไม่ค่อยดีนักที่เขาพูดเรื่องหย่าขึ้นมา แต่ทว่าท้ายที่สุดก็ตั้งใจใช้ยาดองเช็ดแผลที่หลังของโจวอวี้หานสุดความสามารถ และในขณะที่โจวอวี้หานเผลอ หญิงสาวก็ได้ทำในสิ่งที่คนปกติธรรมดาไม่สามารถทำได้เพราะเธอกำลังจะใช้สูตรโกงชีวิต!

หรือจะพูดอย่างง่ายก็คือ ในตอนนี้เธอไม่ใช่หนิงซูเหยาคนธรรมดา แต่ทว่าเธอกลายเป็นหนิงซูเหยาที่มีมิติร้านค้าติดตัวมาด้วย ซึ่งร้านค้าที่ว่านั้นก็คือกิจการของเธอในยุคปัจจุบัน ช่างเป็นเรื่องที่วิเศษและยอดเยี่ยมมากเพราะข้าวของทุกอย่างที่อยู่ในร้านค้าแห่งนี้สามารถนำออกมาใช้ไม่จำกัด อีกทั้งยังสามารถหยุดเวลาภายนอกในยามที่เธอเข้ามาในมิติได้อีกด้วย แต่อย่างไรแล้วเนื่องจากร้านค้าของเธอเป็นเพียงแค่ร้านเล็กๆจึงทำให้มีตัวเลือกไม่มากนัก

หนิงซูเหยาเดินตรงไปยังชั้นสำหรับวางยาสามัญที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ มองหายาชนิดต่างๆด้วยความรอบคอบแล้วจึงหยิบเอายารักษาแผลและยาฆ่าเชื้อออกมาจากเชลฟ์สินค้า จากนั้นก็ทำการเทยาชนิดน้ำใส่สำลีแผ่นบางตามปริมาณคำแนะนำที่อยู่ข้างฉลากยา ถึงแม้ว่านี่จะเป็นยาสามัญสำหรับใช้ภายนอกแต่ถึงอย่างไรก็ต้องทำอย่างระมัดระวังอย่างถึงที่สุด และเมื่อเธอเตรียมยาครบแล้วหญิงสาวก็รีบออกมาจากในมิติทันที

อาศัยช่วงจังหวะพริบตาเดียว หนิงซูเหยาก็รีบใช้ทักษะความคล่องแคล่วว่องไวของเธอ นำเอาแผ่นสำลีที่ใส่ยาแล้วป้ายลงที่แผลของโจวอวี้หานอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะรีบทำลายหลักฐานโดยการยัดแผ่นสำลีใส่ลงที่ฝ่ามือของเธอตามเดิม

“ฉันทำแผลให้คุณเสร็จแล้วค่ะ” หนิงซูเหยาลอบหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เมื่อครู่นี้เธอรู้สึกตื่นเต้นกับการใช้มิติวิเศษต่อหน้าโจวอวี้หานเป็นอย่างมาก แม้ว่าเพียงแค่กดที่บริเวณฝ่ามือเวลาที่ข้างนอกจะหยุดและอย่างไรก็ไม่มีใครเห็นว่าเธอใช้พื้นที่มิติก็ตาม

โจวอวี้หานที่นอนคว่ำหน้าราบลงกับฟูกนอนผงกหัวขึ้นลงช้า ๆ แม้ว่าสีหน้าของเขาจะเรียบเฉย แต่ทว่ากลับมีเหงื่อผุดขึ้นมาที่หน้าผากอยู่ประปราย ในที่สุดหนิงซูเหยาก็แอบได้ยินเสียงชายหนุ่มร้องซีดด้วยความแสบออกมาเบาๆ

ผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหละ พยามที่จะทำตัวเข้มแข็งไปเสียทุกเรื่อง!

ยาทาแผลที่หนิงซูหยาใส่ให้โจวอวี้หานเป็นยาชั้นดีที่ช่วยสมานแผลได้ไว และเป็นนวัตกรรมใหม่ที่บริษัทยาซึ่งเป็นบริษัทเพื่อนสาวของเธอเป็นคนส่งมาให้ทดลองใช้ แต่แม้จะเป็นยาที่มีสรรพคุณอย่างดีเยี่ยมแต่เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองและพัฒนาสูตร ดังนั้นยาชนิดจึงยังไม่ได้ป้องกันอาการแสบที่ผิวหนังหรือลดการระคายเคืองมากนัก การที่หนิงซูเหยาจะแอบลอบเห็นว่าเขาโจวอวี้หานพยายามแสร้งทำเหมือนว่าไม่ได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่อย่างไรแล้วก็ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเขาจะไม่แสบ!

“ขอบคุณครับ” และนี่คือสิ่งที่คนตัวโตเอ่ยขึ้น ชายหนุ่มหันมามองหน้าเธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้งกินใจ หนิงซูเหยาไม่ได้คิดว่าจะมีเหตุการณ์โรแมนติกเกิดขึ้น เธอส่งยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน ส่ายหัวไปมาเบาๆ

“ไม่ต้องขอบคุณฉันค่ะ คุณพักอีกสักหน่อยเถอะ ฉันจะออกไปช่วยคุณแม่ทำอาหาร”

โจวอวี้หานเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เชื่อหู ได้แต่มองความแผ่นหลังบอบบางของหนิงซูเหยาด้วยความประหลาด

เกิดอะไรขึ้น หรือว่าแท้จริงแล้วเธอกำลังวางแผนอะไรอยู่ในใจ?

บทที่ 3 คุ้มค่ากับการฟาดเคราะห์ครั้งนี้!

หนิงซูเหยาเดินเข้าไปที่ห้องครัว เห็นคุณแม่โจวกำลังก้ม ๆ เงย ๆ มองหาอะไรบางอย่างที่พื้น หญิงสาวกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่ทว่าในทันใดนั้นคุณแม่โจวกลับยืดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่ไม่ได้ระวังจึงทำให้แผ่นหลังของคุณแม่โจวกระแทกกับหางหม้อที่มีน้ำซุปกำลังส่งเสียงเดือดปุดๆเข้าอย่างแรง ฝาหม้อที่ถูกปิดเอาไว้ในตอนแรกกระเด็นร่วงหล่นลงพื้น ส่วนน้ำซุปร้อนๆก็กระฉอกออกมาโดนที่มือขาวทันที

“คุณแม่ระวังค่ะ โอ๊ย!” เสียงร้องดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก หนิงซูเหยารีบหดมือกลับเพราะความร้อน ตอนนี้มือของเธอถูกน้ำซุปลวกเข้าให้อย่างจัง เป็นเพราะว่าเธอรีบเอามือมาบังคุณแม่โจวเอาไว้ดังนั้นคนที่ฟาดเคราะห์ในครั้งนี้ก็คือเธอเอง

"ทำไมเธอถึงได้เอามือไปขวางน้ำร้อนอย่างนั้นล่ะ ดูมือของเธอสิ แดงหมดแล้ว” คุณแม่โจวเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ และคาดไม่ถึงว่าลูกสะใภ้ที่แสนเย็นชาของเธอจะกล้าเอาตัวเองมาบาดเจ็บแทน

“คุณแม่บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” หนิงซูเหยาไม่ได้สนใจตนเองแต่กลับเป็นห่วงแม่สามีมากกว่า เห็นได้ชัดว่าคุณแม่โจวตกใจจนเนื้อตัวสั่นเทา เดิมทีคุณแม่โจวก็ไม่ได้สุขภาพแข็งแรงมากนัก เนื่องจากสามีเสียชีวิตจากการเข้าร่วมกองทัพไปได้เกือบสิบปีแล้ว ดังนั้นตอนนี้ทุกอย่างในบ้านจึงตกเป็นหน้าที่ของคุณแม่โจวในการปกครองทุกคนในบ้านแทน

“ดูเด็กคนนี้สิ ฉันจะเป็นอะไรไปได้ล่ะ ก็เห็นอยู่ว่าคนที่บาดเจ็บเป็นเธอ รีบไปทำแผลเร็วเข้า”

คุณแม่โจวไม่มีกระจิตกระใจจะทำอาหารเช้าอีกต่อไป น้ำซุปหม้อนั้นแม้จะต้องต้มใหม่ อีกทั้งในตอนนี้สภาพความเป็นอยู่ในบ้านก็ไม่ค่อยดีนัก แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับลูกสะใภ้ที่กล้าหาญปกป้องเธอ วันนี้ไม่มีอาหารก็ไม่เป็นไร แต่ลูกสะใภ้สามจะต้องปลอดภัย

อีกอย่างแผลจากน้ำร้อนลวกหากไม่รีบรักษาทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ผิวพรรณของลูกสะใภ้สามทั้งขาวเนียนและบอบบางถึงเพียงนี้ หากปล่อยเอาไว้เกรงว่าจะเป็นแผลเป็นเอาได้ และหากเป็นเช่นนั้นเธอเองก็คงจะรู้สึกผิดต่อสะใภ้สามไปตลอดชีวิต

ทางด้านโจวอวี้หานที่ยังคงนอนคว่ำอยู่ที่เตียงตามคำสั่งของภรรยา กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องของหนิงซูเหยาอีกทั้งยังเกิดความสงสัยอยู่ภายในใจเกี่ยวกับกับเรื่องยาดองที่เธอเพิ่งใช้ล้างแผลให้เขา เนื่องจากตอนนี้เขารู้สึกปวดตึงที่แผลคล้ายกับว่าผิวหนังกำลังทำปฏิกิริยาบางอย่าง

เดิมทีเขาคิดว่าจะถามหนิงซูเหยาว่าสิ่งที่เธอใช้ทาให้เขาใช่ยาดองจริงๆหรือไม่ เหตุใดมันถึงได้ทำให้แผ่นหลังของเขาคล้ายกับว่าดีขึ้นมากกว่าเดิมภายในระยะเวลาอันรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ขนาดนี้ และในขณะที่เขากำลังรวบรวมความกล้าคิดหาวิธีที่จะถามภรรยา ทว่าเสียงของเธอและคุณแม่โจวก็ดังขึ้นที่ห้องครัวเสียงก่อน ทำให้โจวอวี้หานรีบดีดตัวลุกขึ้นอย่างเร็ว

แม้การทำเช่นนี้จะทำให้อาการบาดเจ็บที่ขากำเริบที่ทั้งยังรู้สึกระคายเคืองที่แผ่นหลังอีกครั้ง แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจความเจ็บปวดของเขาเลยแม้แต่น้อย เขาเคยได้รับฉายาว่าแข็งแกร่งติดอันดับหนึ่งในห้าของรุ่นในกองทัพ ดังนั้นชายหนุ่มรีบคว้าไม้เท้าแล้วเดินกะเผลกออกจากห้องในทันที

“เกิดอะไรขึ้นครับ ผมได้ยินเสียงร้องดังไปถึงข้างในห้อง”

เมื่อหนิงซูเหยาเห็นโจวอวี้หานออกมาจากห้อง หญิงสาวรีบซ่อนมือข้างที่บาดเจ็บไว้ด้านหลัง แต่กระนั้นสายตาของชายหนุ่มกลับไวเสียยิ่งกว่านกเหยี่ยว แม้เขาจะมองไม่ชัดเนื่องจากคุณแม่โจวยืนบังหญิงสาวเอาไว้ แต่กระนั้นโจวอวี้หานก็รู้ว่าต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ดีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“ไม่มีอะไรค่ะ แค่ทำของหล่นเท่านั้นค่ะ” หนิงซูเหยาส่ายหน้าไปมาอีกทั้งยังฉีกยิ้มให้สามีเพื่อให้เขาคลายกังวล เห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขาเข้มขึ้นอีกทั้งคิ้วหนาได้รูปก็ยังขมวดเข้าหากันแน่นเสียอย่างนี้ เธอก็ยิ่งไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ อีกทั้งอาการบาดเจ็บที่ขาของโจวอวี้หานก็ทำให้คุณแม่โจวทุกข์ใจมากพอแล้ว ดังนั้นเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เธอก็ไม่อยากทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่

ในขณะที่หนิงซูเหยาไม่ต้องการให้โจวอวี้หานรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่ทว่าคุณแม่โจวกลับปวดใจยิ่งนัก เธอหันมามองหน้าลูกสะใภ้สลับกับมองหน้าลูกชายไปมา

“ทำไมถึงไม่บอกอวี้หานไปล่ะว่าเธอช่วยแม่ให้พ้นจากการถูกน้ำร้อนลวก อวี้หาน…ซูเหยาเสียสละเพื่อแม่!”

โจวอวี้หานรู้สึกแปลกใจ เผลอเหลือบมองใบหน้าของมารดาและภรรยาสองสามครั้ง แต่เมื่อเห็นดวงตาที่จริงจังของมารดาอีกทั้งยังเห็นสังเกตุเห็นว่าที่พื้นเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยมันฝรั่งและมะเขือเทศที่ถูกหั่นเต๋า ไหนจะหม้อหางยาวที่วางอยู่ที่พื้น และในเตาก็ยังคงเต็มไปด้วยฟืน เขารู้ดีว่ามารดาของเขาไม่ใช่คนที่วางของระเกะระกะอีกทั้งยังรักความสะอาดและต้องทำทุกอย่างออกมาให้ดี เป็นไปไม่ได้ที่สภาพครัวจะเละเทะเช่นในตอนนี้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงสะบัดความคิดที่ว่าหนิงซูเหยาและมารดากำลังทะเลาะกันออกจากหัวในทันที

“ขอผมดูแผลของคุณหน่อยครับ”

โจวอวี้หานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง แต่ทว่าแววตาและท่าทางของเขากลับอ่อนโยนมากกว่าเดิมเป็นพิเศษ ตัวเขาเองก็ลืมว่าขาของเขาบาดเจ็บ ขยับไม้เท้าไม่กี่ก้าวก็ประชิดตัวของหนิงซูเหยาเข้าให้แล้ว

หนิงซูเหยาไม่ทันได้ตั้งตัว รีบร่นตัวถอยห่างเนื่องจากมือข้างที่เธอโดนน้ำร้อนลวกนั้นคือมือข้างเดียวกันกับมือที่มีมิติร้านค้า เมื่อครู่นี้มัวแต่ตกใจและเป็นห่วงคุณแม่โจวมากจนเกินไป อีกทั้งโจวอวี้หานก็ยังเข้ามาในห้องรวดเร็วเสียจนคาดไม่ถึง ดังนั้นเธอจึงยังไม่ได้สำรวจแผลที่มือของตัวเองก่อน กลัวเหลือเกินว่าจะเกิดสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่มิติร้านค้า หากเกิดรอยตำหนิขึ้นมาจนโจวอวี้หานสังเกตุได้แล้วเธอจะหาคำตอบให้เขาได้อย่างไร

“ขอบคุณค่ะ แต่เดี๋ยวฉันจะไปล้างมือกับน้ำสะอาดเองดีกว่าค่ะ” หนิงซูเหยาเอ่ยปัด แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มมีอาการแสบร้อนที่แผลบ้างแล้ว แต่ทว่ามันไม่น่ากลัวเท่ากับการถูกจับได้ว่าตอนนี้เธอไม่ใช่หนิงซูเหยาคนเดิม

“อย่าดื้อกับผมนะครับ” โจวอวี้หานแอบกระซิบตอนที่คุณแม่โจวกำลังก้มลงเก็บหม้อที่พื้น เสียงของเขาเบามากแต่ทว่าหนิงซูเหยากลับได้ยินน้ำที่แหบพร่าแสนเซ็กซี่ของเขาได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ ริมฝีปากแสนเย้ายวนของเขาอยู่ห่างจากใบหูเล็กของเธอไม่ถึงคืบ ลมหายใจที่พ่นออกมารดเข้าที่ข้างแก้ม บัดดลนั้นขนแขนของหนิงซูเหยาลุกซู่ อีกทั้งใบหน้ารูปไข่ขาวผ่องยังเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับลูกตำลึงสุก

เขากำลังจู่โจมเธอหรืออย่างไร ปกติแล้วผู้ชายคนนี้ขี้อาย ไม่ถนัดเรื่องยั่วยวนคนอื่น แต่ตอนนี้เขากำลังยั่วยวนเธอเข้าให้แล้ว…!

“ให้ผมดูแผลให้ภรรยานะครับ” คราวนี้เขาเอ่ยเสียงดังปกติ เป็นจังหวะที่คุณแม่โจวลุกขึ้นพอดี

คุณแม่โจวมองลูกชายและลูกสะใภ้ด้วยความพึงพอใจที่เห็นทั้งสองแสดงความรักใคร่กลมเกลียวกันออกมา มีใครไม่รู้บ้างว่าลูกสะใภ้สามมักจะก่นด่าอวี้หานและแสดงท่าทางรังเกียจเขาขนาดไหน แม้จะอดนึกประหลาดใจไม่ได้ แต่เรื่องไหนที่ผ่านมาแล้วก็อย่าไปสนใจมันอีกเลย หวังว่าต่อไปนี้อวี้หานจะได้เริ่มต้นมีครอบครัวที่สมบูรณ์สักทีนะ…

ช่างเป็นภาพที่หาชมได้ยากสำหรับการพลอดรักกันระหว่างชายหนุ่มขาเป๋กับหญิงสาวที่เพิ่งโดนน้ำร้อนลวกเสียเหลือเกิน!

“อวี้หานเลือกภรรยาได้ดีจริงๆ พวกเธอสองคนเข้าไปนอนต่อที่ห้องเถอะ เดี๋ยวแม่จะทำความสะอาดห้องครัวและเริ่มทำอาหารเช้าอีกครั้งเอง” คุณแม่โจวเอ่ยไล่สองหนุ่มสาวด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม อีกทั้งยังเอ่ยเร่งอวี้หานอีกว่า

“รีบพาซูเหยาไปทำแผลเถอะ ดูแลเธอให้ดีๆนะ อนาคตจะได้มีกระต่ายตัวอวบอ้วนให้แม่เลี้ยง”

คุณแม่โจวกล่าวจบก็หัวเราะคิกคัก นานเท่าไหร่แล้วที่โจวอวี้หานไม่ได้เห็นมารดาของตัวเองยิ้มแย้มเช่นนี้ เขารู้สึกพึงพอใจและดีใจอย่างถึงที่สุด รีบทำตัวเป็นลูกชายที่ดีและเชื่อฟังมารดา ชายหนุ่มรีบคว้าข้อมือข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บมากุมไว้ อีกทั้งยังออกแรงดึงเธอให้เดินตาม

แต่ทว่าปณิธานของคุณแม่โจวต้องถูกทำลายลง เมื่อลูกสะใภ้สามจอมโอหังของเธอกลับดื้อดึงไม่ยอมไปกับสามี อีกทั้งยังยืนกรานว่าจะช่วยแม่สามีทำอาหารเช้าให้ได้ แม้ว่าหนิงซูเหยาจะทำอาหารเก่งมาก แต่ทว่าชาติที่แล้วเธอดันมีสกิลทำอาหารที่ยอดแย่อีกทั้งยังเกียจคร้านในการทำงานทั้งในบ้านและนอกทุกชนิด ดังนั้นเมื่อเธอเอ่ยปากขึ้น ก็ทำให้คุณแม่โจวและโจวอวี้หานหันมามองหน้าสบตากันอย่างอัตโนมัติ แต่เพราะวันนี้ลูกสะใภ้สามทำในสิ่งที่ดีและน่ายกย่อง อย่างนั้นคุณแม่โจวก็คงต้องยอมให้เธออยู่ช่วยในครัวอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ส่วนโจวอวี้หานก็ไม่กล้าปล่อยให้ภรรยาอยู่ในครัวกับมารดาสองต่อครั้ง ไม่ใช่กลัวว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น แต่ทว่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เขาตระหนักดีว่า แม้ในยุคนี้เกลือจะแพง แต่ทว่าภรรยาของเขาสามารถทำให้อาหารเค็มปี๋จนแสบคอโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเกลือเลยด้วยซ้ำ!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...