โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กิตติรัตน์ แนะลงทุนขุด “บ่อเปิด” ทางรอดพื้นที่เกษตรกรรมขาดน้ำ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 มิ.ย. 2567 เวลา 19.42 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2567 เวลา 09.49 น.

ผ่ายุทธวิธีจัดการพื้นที่เกษตรกรรม “น้ำแล้ง” ลงขันขุดบ่อกลาง 2,500 บาทไม่ได้ผลเหตุขุดตื้นน้ำระเหย ธนาคารน้ำใต้ดินยังไม่ซัคเซสเกษตรกรไม่ศรัทธาหลัง “บ่อปิด” น้ำไม่ซึม “กิตติรัตน์” แนะขุด “บ่อเปิด” ซ่อนน้ำใต้ผิวดิน ชี้ประโยชน์ฝากน้ำได้ เบิกออกไปใช้ได้

ปฎิเสธไม่ได้ว่า เกษตรกรรม เป็น อุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำมากที่สุดซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในการจัดหาแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก ส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งเชิงปริมาณผลผลิตและคุณภาพของสินค้าเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่รวมกว่า 330 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 150 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ “ชลประทาน” 35 ล้านไร่และมีพื้นที่นอกเขตชลประทานกว่า 115 ล้านไร่ “นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกฯและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีปัญหา“น้ำมากในฤดูฝน” และ “น้ำน้อยในฤดูแล้ง”

แม้แต่เขตชลประทานก็ยังมีปัญหาส่งน้ำเยอะในหน้าฝนทำให้พื้นที่เกษตรบางแห่งกลายเป็นพื้นที่รับน้ำ ขณะเดียวกันก็ส่งน้ำได้ไม่ดีในหน้าร้อน ประมาณการว่าอย่างน้อย 1ใน 3 ของพื้นที่ชลประทาน 35 ล้านไร่ประสบปัญหานี้

หนึ่งในกลวิธีที่ใช้แก้ปัญหาคือ “เจาะบาดาล” ความลึก 30-40 เมตร ในระยะหลังต้องมีการเจาะบาดาลลึกขึ้นเรื่อยๆ เพราะน้ำบาดาลหลายๆจุดใช้เวลาในการซึมของน้ำหลายสิบปีไปถึงพันปีจนกลายเป็นแอ่งน้ำใต้ดิน แต่การสูบน้ำขึ้นมาใช้อย่างจริงจังทำให้บ่อบาดาลหลายบ่อ อย่างน้อยๆ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 “แห้ง” ปัจจุบันไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ได้ ทางแก้คือต้องเจาะให้ลึกขึ้นหรือเจาะบ่อใหม่เพิ่ม อย่างไรก็ตามไม่สามารถรับประกันว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 130 กว่าล้านไร่ได้ดีแค่ไหน อีกหนึ่งความท้าทายคือโดยปกติแล้ว “กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” จะไม่อนุญาตให้เจาะบ่อบาดาลในพื้นที่ชลประทาน

ทั้งนี้ ภายใต้การทำงานด้านการเกษตรมีการกำหนดแกนหลัก 8 ข้อซึ่งดำเนินการไปพร้อม ๆ กัน ประกอบไปด้วย ดินนำ น้ำดี มีสายพันธุ์ ยืนยันราคา จัดหาแหล่งทุน หนุนนำนวัตกรรม ทำที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายในการทำให้เกษตรกรมีผลผลิตที่ดีและร่ำรวย

“ในส่วนของการแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่เกษตรไม่เพียงพอ เรายอมรับว่า “ตันถ้าจะพึ่งพาเขตชลประทาน” แต่ขณะเดียวกันเราทราบว่ามีแนวคิดการทำ “บ่อน้ำขนาดเล็ก” ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินชวนเกษตรกรลงขันออกทุน 2,500 บาทขุดบ่อกลาง เพื่อแสดงเจตจำนงค์ว่าต้องการใช้น้ำจริง ๆ แต่เราเชื่อว่าเมื่อขุดไปแล้ว“แห้งทุกบ่อ” เพราะเราขุดตื้น กลัวว่าถ้าขุดลึกบ่อจะรั่ว แน่นอนว่าพอขุดตื้นแดดเผาน้ำก็ลด เพราะฉะนั้นแนวคิดนี้จึงไม่เป็นคำตอบ”

นอกจากนี้ยังมีการทำ“บ่อวง” หรือชาวบ้านเรียกว่าบาดาลแต่เป็นบาดาลแบบตื้น ลักษณะคือใส่คอนกรีตแบบวงลงไปในบ่อที่เจาะระดับความลึก 10-12 เมตร และใช้เครื่องสูบน้ำธรรมดาสูบขึ้นมา แต่โจทย์ของการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรคือต้องทำให้มีน้ำมากพอที่จะข้ามฤดูปลูกไปได้ เช่นเมื่อหมดฤดูฝนแล้วยังเหลือน้ำใช้ได้อีก 2 เดือนเป็นอย่างน้อย ไม่ใช่ยังไม่ทันครบฤดูฝนน้ำก็หมดไปแล้ว

“แนวทางที่ทีมทำงานของเราค้นพบก็คือ “ซ่อนน้ำไว้ใต้ผิวดิน” เราจะไม่เจาะลึก ๆ แบบบาดาล เราต้องการความลึกแค่ระดับ 7 -10 เมตร เพื่อส่งน้ำในบ่อนั้นให้กระจายไปรอบ ๆ ตัวบ่อ แม้มองไม่เห็นด้วยตาแต่น้ำจะซ่อนอยู่ข้างล่าง ซึ่งมวลน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรมีน้ำหนักเทียบเท่า 1 ตัน เพราะฉะนั้นการที่บ่อลึก 7-8 เมตรก็จะมีน้ำหนักกดทับ 7-8 ตัน หมายความว่าจะมีแรงบีบคั้นให้น้ำกระจายออกไปข้าง ๆ เมื่อสูบน้ำมาใช้แรงกดทับก็จะน้อยลงและดึงน้ำที่กระจายรอบ ๆ กลับเข้ามาที่บ่อ”

“กิตติรัตน์” กล่าวต่อไปว่า พื้นที่กว่า 80% ของประเทศไทยสามารถทำบ่อแบบนี้ได้ไม่ว่าจะอยู่บนที่สูงหรือที่ราบ ยกเว้นพื้นที่ที่มีดินเหนียวหนาแน่น เช่น “บางเลน” หรือ พื้นที่ที่เป็นหินและพื้นที่ที่ไม่ใช่ทางน้ำไหลผ่าน เพราะเป้าหมายคือบ่อลักษณะนี้ “การรับฝากน้ำได้และเบิกออกไปใช้ได้”

ดังนั้นการเลือกพื้นที่ในการทำบ่อเปิด มี 3 หลักการคือ ต้องเป็นพื้นที่ใช้น้ำ เป็นพื้นที่ทำเกษตรโดยเฉพาะที่ลุ่มจะมีอัตราการเติมน้ำดีกว่า และสุดท้ายบ่อบาดาลเดิมในพื้นที่ที่ความลึกไม่เกิน30 ม. ซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

“เชื่อว่าบางคนฟังเรื่อง “ธนาคารน้ำใต้ดิน” แล้วไม่ค่อยศรัทธาเพราะเห็นรายงานเรื่อง“บ่อปิด” ซึ่งมีปัญหาเรื่องน้ำไม่ซึมแต่สิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือ “ระบบเปิด” หรือ“บ่อเปิด” เมื่อน้ำไหลลงไปแล้วก็สูบกลับขึ้นมาได้ เพราะโดยหลักการบ่อใหญ่ ๆ แต่ตื้น ยิ่งทำให้น้ำระเหยง่ายข้อเสียต้องใช้พื้นที่ที่กว้าง แต่บ่อเปิดจะใช้พื้นที่แคบทำให้น้ำไม่ค่อยระเหยเพราะน้ำส่วนใหญ่อยู่ใต้ผิวดิน

ตามข้อมูลที่เราสำรวจพบว่า บ่อเปิด 1 บ่อ ถ้าวางระบบให้เกิดการเชื่อมโยงกันได้ดีๆ สามารถดูแลพื้นที่เกษตรกรรมได้ 1,000 ไร่ ตอนนี้เรามีพื้นที่ขาดน้ำอยู่ประมาณ 100 กว่าล้านไร่ สิ่งที่เราต้องการคือ การขุดบ่อเปิดราวๆ “แสน” กว่าบ่อ หรือเฉลี่ย 2 บ่อต่อ 1 หมู่บ้าน

ซึ่ง“กรมบัญชีกลาง” ได้กำหนดราคากลางสำหรับการขุดบ่อเปิด 1 บ่อไว้ราว ๆ 500,000 บาท สำหรับขนาดบ่อมาตรฐาน 40 คูณ 40 เมตรปากบ่อ และลึก 7 เมตร เพราะบ่อที่ใหญ่ข้อเสียคือน้ำระเหยเยอะ แต่ข้อดีคือเก็บน้ำได้มากเวลาต้องการสูบน้ำขึ้นมาใช้น้ำจะยุบยาก แต่บ่อขนาดเล็กขนาด 1 ไร่ เมื่อเทียบกับบ่อขนาด 5 ไร่เมื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้ในปริมาณที่เท่ากันน้ำจะยุบเยอะต้องรออีก 1 คืนเพื่อจะสูบน้ำขึ้นมาใช้ใหม่

นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ทางน้ำไหลทำให้มีตะกอนเข้าไปปิดจุดระบาย เพราะฉะนั้นบางพื้นที่จะมีบ่อดักโคลนความลึกไม่เกิน 2 เมตรเพื่อไม่ให้ดินลงไปอุดประสิทธิภาพในการจ่ายน้ำได้ เรื่องถัดไปคือปศุสัตว์ ถ้าบ่อนั้นไม่มีขั้นบันได ก็อาจเกิดปัญหาในการขึ้นลงบ่อของปศุสัตว์รวมทั้งความปลอดภัยของเด็กเล็กที่อาจพลัดตก ดังนั้น จะต้องทำรั้วป้องกันความปลอดภัย

นอกจากนี้แม้ว่าจะเป็นบ่อระบบเปิดแต่ท้ายที่สุดก็ต้องมีการสูบน้ำขึ้นมาใช้ เพราะฉะนั้นในกลไกการสูบน้ำขึ้นมากระจายออกไปใช้รอบ ๆ บ่อ อาจจะต้องมีโซล่าเซลล์เข้ามาลดการใช้พลังงาน

รูปแบบการบริหารจัดการน้ำทั้งหมดนี้มีความเกี่ยวพันกัน เราไม่ได้โจมตีชลประทาน ไม่ได้โจมตีบาดาลที่ลึกกว่า 15 เมตร และเราก็ไม่ได้เชียร์ธนาคารน้ำใต้ดินว่าเป็นพระเอกแต่เพียงผู้เดียว แต่ทั้งหมดสามารถอยู่ด้วยกันได้รวมทั้งบ่อวงด้วย**

เช่น พื้นที่ชลประทานที่ส่งน้ำได้เยอะในช่วงหน้าฝน ถ้าปลายคลองส่งน้ำมีธนาคารน้ำใต้ดินวางอยู่ ช่วงที่ส่งน้ำได้เยอะก็ส่งน้ำเข้าธนาคารน้ำใต้ดินแทนที่จะส่งเข้าพื้นที่นาทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ส่วนบาดาลที่บางบ่อแห้ง ธนาคารน้ำใต้ดินจะช่วยลดภาระการซึมของน้ำจากผิวดินซึ่งเป็นการเติมน้ำให้กับบ่อบาดาลใต้ดินด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นตอนนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลกำลังศึกษาเรื่องธนาคารน้ำใต้ดินอย่างจริงจัง โดยหวังว่าจะเข้าไปช่วยงานหลักก็คือการไปเติมน้ำให้บ่อบาดาล แต่สำหรับพื้นที่ลำห้วยการจะทำธนาคารน้ำใต้ดินกลางลำห้วยจะต้องระวังเรื่องของตะกอนที่น้ำพัดพามา แต่เราสามารถนำ“แก้มลิง” มาวางข้าง ๆ ลำห้วย เพื่อรับน้ำล้นลำห้วยในช่วงหน้าฝน แต่แก้มลิงในอดีตเป็นแก้มลิงขนาดใหญ่จุดอ่อนก็ไม่พ้นโคลน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...