เสรีภาพ สร้างคน สร้างผลิตภาพ: สายธารความคิดและข้อถกเถียงเรื่องเสรีภาพและความยุติธรรม ในงานของ อมาตยา เซน
ภาพประกอบ: HENNY RAY ABRAMS / AFP
‘เสรีภาพ’ สร้าง ‘คน’ สร้าง ‘ผลิตภาพ‘
คำกล่าวข้างต้นแสดงเหตุและผล (causality) อย่างชัดเจนว่า ‘เสรีภาพ’ เป็นจุดกำเนิดที่สร้าง ‘คน’ และ ‘ประสิทธิภาพการผลิต’ การอ้างเชิงเหตุผลเช่นนี้เองที่นักเศรษฐศาสตร์มักจะใช้ในการสร้างคำอธิบายเชิงนโยบาย เป็นการอ้างอิงที่เราชอบใช้โดยเรียกว่าเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (scientific method)
ในขณะนี้ที่การออกแบบนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและทักษะแรงงาน ด้วยหวังว่าปัจจัยเหล่านี้จะเพิ่มผลิตภาพแรงงานและการเติบโต แม้จะมีส่วนในการยกระดับผลิตภาพได้จริง แต่ก็คงทำได้ระดับหนึ่งและไม่ยั่งยืน เพราะการแก้ปัญหาที่ ‘อุปทาน’ ปลายเหตุเช่นนี้ ไม่ได้คำนึงไปถึง ‘เสรีภาพ’ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานผลิตภาพของมนุษย์ดั่งคำกล่าวข้างต้น
แนวคิดที่เชื่อว่า เสรีภาพเป็นปัจจัยแรกที่พัฒนาคนก่อกำเนิดการผลิต มีมาช้านานตั้งแต่ยุครู้แจ้งยุโรป (17th Century Enlightenment) และอยู่ในสายธารความคิดของนักเศรษฐศาสตร์มาตลอด บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจถึงสายธารความคิดเสรีภาพในเศรษฐศาสตร์ของ อดัม สมิธ (Adam Smith), คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx) และ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ซึ่งมี อมาตยา เซน เป็นผู้สืบทอด แต่ถึงแม้สายธารปัญญานี้จะยึดที่เสรีภาพเป็นเหตุปัจจัยแรก แต่นักคิดแต่ละท่านก็มองมาจากแง่มุมที่หลากหลาย และการถกเถียงในด้านต่างๆ ของเสรีภาพก็ยังไม่เสร็จสิ้น โดยเฉพาะในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ทำไมบางคนจนบางรวย แล้วเราทำอะไรได้บ้าง แล้วความเท่าเทียมล่ะ?
อดัม สมิธ นั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้กล่าวคนแรกๆ ที่โยงเอาเสรีภาพกับการผลิตเข้าด้วยกัน เพราะฐานคิดของสมิธนั้นเชื่อว่า เมื่อปัจเจกแต่ละคนทำหน้าที่แตกต่างกันไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว พวกเขาก็จะขับเคลื่อนผลประโยชน์ของสังคมไปพร้อมๆ กัน การที่ปัจเจกเลือกทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวได้ ก็เพราะพวกเขามีเสรีภาพที่จะใช้ศักยภาพของตัวเองได้โดยไม่ถูกกดทับความสร้างสรรค์ สมิธยกตัวอย่างเรื่อง ‘ลูกคนจน’ (poor man’s son) ว่า ปัจเจกบุคคลตามธรรมชาติ ไม่ว่าปัจเจกคนนั้นจะจนหรือจะรวย เมื่อมีโอกาส จะพยายามดิ้นรนพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างการผลิต
นอกจากนี้ สมิธยังให้ความสำคัญกับเสรีภาพทั้งในตลาดและการเมือง โดยเชื่อว่าระบบที่มีเสรีภาพตามธรรมชาตินั้น จะสร้างการผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรม มีการโยกย้ายทุน (capital) ไปยังอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจากมือที่มองไม่เห็น รัฐมีหน้าที่เพียงสามสิ่ง คือ 1) ดูแลความรุนแรงและปกป้องสังคมจากการรุกราน 2) อำนวยความยุติธรรมดูแลไม่ให้ประชาชนถูกกดขี่ 3) สร้างความสะดวกโครงสร้างพื้นฐาน สถาบันและการศึกษา ทั้งหมดคือการสร้างระบบที่มีเสรีภาพตามธรรมชาติ (natural liberty)[1]
ส่วน คาร์ล มาร์กซ นั้นก็พูดถึงเรื่องเสรีภาพในลักษณะที่คล้ายกับสมิธ แต่เน้นหนักที่ความเป็นมนุษย์ เขากล่าวถึงความแปลกแยก (alienation)[2] และสัจสำนึก (realization)[3] ในธรรมชาติของมนุษย์ โดยกล่าวในลักษณะที่ว่า สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเราสามารถทำให้เราเกิดความแปลกแยก มนุษย์มีพฤติกรรมตามธรรมชาติที่จะรัก ที่จะสร้าง ที่จะพัฒนาตัวเอง พฤติกรรมเหล่านี้เป็นวิธีที่เราใช้รับรู้และสร้างความเข้าใจในสาระวัตถุรอบๆ ตัวเรา นี่เป็นการรับรู้ทั้งทางอัตวิสัยและปรวิสัย (subjective and objective) หากสิ่งแวดล้อมนั้นบีบคั้นไม่คล้อยตามเสรีภาพตามธรรมชาติ มนุษย์เราก็จะถูกกดทับ ทำให้แปลกแยกออกไป ไม่สามารถพัฒนาความเข้าใจเป็นมนุษย์ที่ครบถ้วนได้ บางคนทนไม่ได้ต้องออกจากสังคมนั้นหรือเกิดสภาวะกดดันซึมเศร้า มีหลายคนทนอยู่ปรับตัวได้ แต่ก็เกิดทุจริต มีสำนึกที่ผิดเพี้ยนออกไปจากความเป็นมนุษย์ทำให้มีพฤติกรรมคอร์รัปชัน ทั้งหมดนั้นกดทับสัจสำนึกที่อยู่ภายในทำให้ไม่สามารถแสดงออกมาสร้างผลิตภาพและพัฒนาทักษะการผลิต
ขณะที่จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) แม้จะไม่ได้พูดเรื่องธรรมชาติของมนุษย์มากนัก แต่เขาก็อธิบายปัญหาในเศรษฐศาสตร์ที่ชัดเจน ว่าอุปสงค์ (demand) เป็นบ่อเกิดของอุปทาน (supply) (ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกประเภทเหตุและผล คล้ายกับคำถามที่ว่า “ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน?”) เคนส์บอกเราว่าอุปสงค์ก่อให้เกิดอุปทาน เพราะฉะนั้นการผลิตและการสร้างคนต้องเริ่มที่การสร้างอุปสงค์ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมก่อน หากการปรับนั้นถูกจุดก่อเกิดเป็นอุปสงค์ในระบบ ผลิตภาพและประสิทธิภาพก็จะเกิดขึ้นตามมาเอง เป็นธรรมชาติของอุปทานที่จะตามอุปสงค์ ความคิดของเคนส์นั้นมีประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะทางนโยบาย เพราะสามารถทำให้เป็นจริงได้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม
สมิธ มาร์กซ และเคนส์ ให้ธรรมเนียมทางปัญญาของเสรีภาพเป็นแนวทางในการมองปัญหาการสร้างคนและผลิตภาพ ผู้เขียนเกริ่นเรื่องเสรีภาพมาก็เพื่อจะชี้ให้เห็นถึงธรรมเนียมที่สืบต่อมานี้ในวิชาเศรษฐศาสตร์ เพราะอมาตยา เซน (Amartya Sen) เป็นผลผลิตของสายธารปัญญานี้ ตัวเขาเองนั้นพูดและเขียนอยู่เสมอในทางสาธารณะถึง สมิธ มาร์กซ และ เคนส์ โดยยกย่องพวกเขาในฐานะต้นกำเนิดทางความคิดของตน[4] เซนนำแนวทางนี้มาต่อยอดและปรับใช้กับการอธิบายการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเน้นไปที่เสรีภาพ (freedom) และ ศักยภาพ (capability) ให้เป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจ
ในยุคที่การถกเถียงเรื่องการพัฒนา (economic development) เน้นแต่เพียงการเติบโตโดยวัดที่ GDP ของประเทศ เซนกลับมองปัญหาการพัฒนาในมุมที่ต่างออกไป โดยเขาสนใจศึกษาปัญหาความขาดแคลนของประชาชนในเศรษฐกิจกำลังพัฒนา แล้วสรุปว่า การขาดแคลนที่ทำให้คนล้มตาย เกิดจากการที่เราไม่มีเสรีภาพพื้นฐานพอที่จะทำการแก้ปัญหาได้ทันท่วงที โดยเซนยกตัวอย่างความอดอยากในรัฐเบงกอล ของอินเดีย ยุค 1940s ซึ่งเขาเคยมีประสบการณ์โดยตรงตอนเป็นเด็ก และอีกตัวอย่างที่เซนยกมาคือความอดอยากในจีนยุคปฏิรูปประเทศช่วงเปลี่ยนผ่านปี 1960 ที่การปฏิรูปจากคำสั่งเบื้องบนทำให้การผลิตอาหารลดลงอย่างมาก
ทั้งสองเหตุการณ์มีคนเสียชีวิตเป็นสิบๆ ล้านจากการขาดแคลนอาหาร ทั้งที่จริงๆ แล้วอาหารมีเพียงพอ แต่ไม่มีกลไกที่จะแบ่งปันช่วยเหลือกันได้
การที่ไม่มีเสรีภาพทางการเมือง ไม่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ไม่มีเสรีภาพทางการสื่อสาร ทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เกิดความอลหม่าน ทำให้มีการกักตุน ราคาพุ่งขึ้นสูง ภาครัฐที่มีการควบคุมแบบบนลงล่างไม่สามารถสั่งการหรือช่วยเหลือได้ มากไปกว่านั้น รัฐที่สั่งการจากด้านบนอาจจะเป็นสาเหตุในความขาดแคลนเสียอีก ด้วยเหตุนี้ เซนจึงสรุปว่าเสรีภาพเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สังคมนั้นดำเนินไปได้ เหตุการณ์อดอยากที่มีผู้เสียชีวิตเป็นล้านๆในจีนและอินเดียนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากสังคมมีความเป็นเสรีประชาธิปไตยที่ประชาคมสามารถสื่อสารแก้ปัญหากันได้
เซนได้รางวัลโนเบลจากการต่อยอดแนวทางนี้ และนำเสนอแนวคิด ‘การพัฒนาคือเสรีภาพ’ (Development as Freedom) และ ‘แนวคิดทางศักยภาพ’ (capabilities approach) ซึ่งต่อมาแนวคิดทั้งสองนี้ได้กลายมาเป็นฐานในการออกแบบตัวชี้วัดเชิงนโยบายอย่าง ‘ดัชนีการพัฒนามนุษย์’ (Human Development Index) ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้[5]
อย่างไรก็ตาม ‘เสรีภาพ’ ในความหมายของเซน ไม่ใช่เสรีภาพในตลาดแบบสุดโต่ง แนวคิดของเซนยังสร้างข้อถกเถียงอันแหลมคม ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะแนวคิดตลาดเสรีสุดโต่งในยุคหลัง 1980s นั้น มีบางส่วนที่ย้อนแย้งกับทฤษฎีการกระจายรายได้และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐศาสตร์
แม้จะให้ ‘เสรีภาพ’ เป็นเหตุปัจจัยแรกในการสร้างผลิตภาพ แต่นักเศรษฐศาสตร์แต่ละคนก็มีจุดเน้นที่ต่างกัน สมิธ มาร์กซ และเคนส์ ก็ยึดโยงถึงเสรีภาพกันคนละด้าน กล่าวคือสมิธให้ความสำคัญกับระบบเสรีภาพตามธรรมชาติ มาร์กซเน้นเสรีภาพความเป็นมนุษย์ในสัจสำนึกและความแปลกแยก และเคนส์พูดถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม ส่วนเซนนั้นนำแนวทางที่ยึดและเชื่อในเหตุปัจจัยแรกของเสรีภาพนี้ไปใช้ แต่ใช่ว่าการนิยามแปลความหมายและความเข้าใจของเสรีภาพของทุกคนจะเหมือนกันหรือลึกซึ้งในแบบเดียวกัน เราจะเห็นเสรีภาพในแบบของเซนได้ชัดในข้อถกเถียงเรื่องความยุติธรรมในการกระจายรายได้
เซนโยงเราเข้าไปกับทฤษฏีความยุติธรรมของจอห์น รอลส์ (John Rawls, Justice as Fairness) นี่เป็นการเล่นใหญ่เพราะคนฝั่งสหรัฐอเมริกานั้นยึดโยงเสรีภาพมาอย่างยาวนาน จนเรียกได้ว่าหลักการเสรีภาพสร้างประเทศเลยทีเดียว โดยคนอเมริกันนั้นชื่นชมรอลส์ เนื่องจากรอลส์ปูพื้นฐานศีลธรรมให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กล่าวว่า คนมั่งมีสามารถรับผลประโยชน์มากกว่าจากการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ หากแต่คนยากไร้ต้องได้รับประโยชน์เช่นกัน
พื้นฐานความยุติธรรมในการกระจายรายได้ของรอลส์นั้นยึดหลักการไม่เอาเปรียบ หรือแฟร์ (Fairness) เมื่อมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ กฎเกณฑ์ประสิทธิภาพในตลาดจะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่ ผู้เล่นที่ทั้งรวยและจน เล่นเกมส์ชีวิตอยู่ในกฎเกณฑ์ตลาดนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมาจะถือว่าแฟร์ เพราะผู้คนทั้งรวยและจนได้ประโยชน์จากการเติบโตแบบได้ชนะกับชนะทั้งคู่ (win-win) ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะได้มากกว่า รอลส์สรุปว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะยุติธรรมก็ต่อเมื่อคนจนนั้นได้รับผลประโยชน์ไปด้วย แม้คนอีกชนชั้นจะได้รับผลประโยชน์มากกว่าก็ตามที
ข้อเสนอของรอลส์ ซึ่งก็เป็นนักปรัชญาการเมืองในสายธารปัญญาของเสรีภาพและความยุติธรรมนี้ สอดคล้องกับหลักการ ‘จุดที่เหมาะสมที่สุดของพาเรโต’ หรือ Pareto optimality[6] ซึ่งอธิบายการแบ่งรายได้หรือทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในตลาด จนไม่มีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งสามารถได้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นโดยไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น หลักการนี้ยึดกติกาประสิทธิภาพในตลาด โดยจะยอมให้มีการแบ่งทรัพยากรเพิ่มก็ต่อเมื่อเป็นตามกติกา Pareto improvement เท่านั้น ดังภาพด้านล่าง
ท่านผู้อ่านจะเห็นว่าภาพประกอบแสดงการกระจายรายได้ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพที่จุดฟ้า โดย นาย ก ได้รับทรัพยากรที่ 90 ส่วนนาง ข ได้รับทรัพยากรที่ 50 จุดฟ้านั้นเป็นจุดการกระจายรายได้เริ่มต้นที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ เพราะระบบยังสามารถขยายได้อีกซึ่งแสดงด้วยเส้นขอบเขตโค้งสีดำ แต่ตามกติกา Pareto นั้นระบบจะขยายได้แค่ในกรอบสามเหลี่ยมสีแดงเท่านั้นเพราะว่าการขยายนี้จะไม่มีใครเสียประโยชน์ การขยายในกรอบสีแดงจะเริ่มที่ นาย ก ต้องมากกว่า 90 ส่วนนาง ข ต้องมากกว่า 50 โดยจะขยับให้มีค่าน้อยกว่าไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะมีการเสียประโยชน์ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะรวยมากกว่ากี่เท่าก็ตาม ความยุติธรรมในการกระจายรายได้ในแนวทางประสิทธิภาพตลาดยึดกติกานี้
ภายใต้หลักการ Pareto improvement ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ นาย ก สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไรก็ได้ ขอแค่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่เสียประโยชน์ ภายใต้ตรรกะนี้ นาง ข ต้องยอมรับตามกติกาให้ นาย ก มีทรัพยากรที่มากกว่า ไม่ว่านาย ก จะมีมากกว่า นาง ข กี่เท่าจากจุดเริ่ม (initial condition) ในทางตรงกันข้าม การเปลี่ยนระบบให้นาง ข กลับมาเสมอภาคกับนาย ก มากขึ้นนั้นจะทำไม่ได้ หากนาย ก ต้องเสียประโยชน์ เนื่องจากจะเป็นการแทรกแซงการกระจายรายได้ซ้ำซ้อน (redistribution) ยกตัวอย่างดั่งในเส้นลูกศรสีน้ำเงินซึ่งหลุดออกจากกรอบ Pareto improvement ในสามเหลี่ยมแดง
ดังนั้นในทฤษฎีความยุติธรรมของรอลส์ ซึ่งทรงอิทธิพลอย่างมาก ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ถือว่าชอบธรรม หากเกิดขึ้นในกติกาประสิทธิภาพตลาดแบบ Pareto[7]
เซนไม่ยอมรับและเขียนโต้แย้งความยุติธรรมในการกระจายรายได้แบบ Pareto โดยเซนเรียกหลักการและการให้เหตุผลของรอลส์นี้ว่า ความยุติธรรมแบบกฎเกณฑ์สัมฤทธิ์นิยม (transcendental contractarianism) หรือสถาบันสัมฤทธิ์นิยม (transcendental institutionalism)[8] วิธีการคิดนี้ใช้กฎเกณฑ์และกลไกภายนอก (external) อย่างมีประสิทธิภาพของตลาด มาตัดสินความยุติธรรมทางเศรษฐกิจว่าใครจะรวยใครจะจน หากปัจเจกแต่ละคนเล่นเกมส์ในตลาดและได้ผลลัพธ์ในการกระจายรายได้ซึ่งเข้ากับเงื่อนไข Pareto หลักความคิดสัมฤทธิ์นิยมจะบอกว่าความเหลื่อมล้ำนี้ชอบธรรม จะจนจะรวย จะเหลื่อมล้ำแค่ไหน 10 เท่า 1,000 เท่า หรือ 100,000 เท่าแบบบ้านเรา ก็ถือว่าชอบธรรมหากไม่ได้มีผู้เสียประโยชน์
แม้ความยุติธรรมของรอลส์นั้นจะมีจากรากฐานในเสรีภาพเช่นเดียวกัน แต่เซนเห็นว่าความยุติธรรมทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนา ซึ่งความชอบธรรมของตลาดแบบรอลส์นั้นยังไม่เพียงพอ เซนจึงเขียนแย้งการให้เหตุผลความยุติธรรมแบบของรอลส์ที่บกพร่องทางเศรษฐศาสตร์ใช้แต่กติกา Pareto ด้านเดียว
เสรีภาพในแบบของเซนจึงยึดโยงกับการกระจายรายได้และมีการพิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองมากกว่ารอลส์[9] นี่คงเป็นเพราะว่าเซนนั้นถูกฝึกมาในแบบคลาสสิกที่เคมบริดจ์ (Cambridge) อังกฤษยุคก่อน ภายใต้พวกนักเศรษฐศาสตร์ post-Keynesian อย่างในบทความที่แล้วซึ่งผู้เขียนเล่าเรื่องของโจน โรบินสัน (Joan Robinson) ในบริบทเช่นนี้ เซนต้องศึกษา สมิธ มาร์กซ และเคนส์ แบบลงลึกอย่างที่เรากล่าวกันมาข้างต้น ในขณะที่เสรีภาพของรอลส์ยึดโยงกับประสิทธิภาพตลาดเสรี แสวงหาความมั่งคั่งอย่างไรก็ได้โดยไม่เบียดเบียนคนอื่นในตลาด เสรีภาพแบบเซนจึงขัดกับเสรีภาพของรอลส์ โดยมองว่า ‘ความเหลื่อมล้ำ’ มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ‘การเบียดเบียน’ ไม่ว่าจะเหลื่อมล้ำแบบปกติในธุรกิจประจำวัน ที่ลูกน้องได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าหัวหน้าไม่กี่เท่า หรือแบบเหลื่อมล้ำสุดโต่งอย่างบ้านเรา รวมทั้งอาจอยู่ในรูปแบบความเหลื่อมล้ำทางเพศ
หรือเอาให้จริงแล้ว แม้กระทั่ง ‘ความเท่าเทียม’ ก็ยังต้องมาถกกันว่ายุติธรรมหรือไม่ เงื่อนไข Pareto นั้นเป็นแค่กติกาที่ตั้งขึ้นมาตามประสิทธิภาพทฤษฎีตลาดโดยที่ไม่ได้มีอย่างอื่นมารองรับ โดยสายธารเสรีภาพของเซนที่โยงมาจาก สมิธ มาร์ซ และ เคนส์ นั้นให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดีนี่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างลึกและยังไม่มีข้อสรุปจนถึงตอนนี้
เสรีภาพนั้นเป็นบ่อเกิดที่สร้างคนและผลิตภาพก็จริงตามสายธารธรรมเนียมทางปัญญานี้ แต่เสรีภาพก็มีหลากหลายแง่มุมที่เรายังต้องถกเถียงกัน บทความนี้อ้างอิง อมาตยา เซน ผู้เป็นผลผลิตของธรรมเนียมทางปัญญาของเสรีภาพสืบมาจาก สมิธ มาร์กซ และเคนส์ ในขณะที่สังคมไทยเรากำลังพูดถึงทักษะแรงงานและประสิทธิภาพการผลิตเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้เขียนอยากจะชี้ให้เห็นถึงเหตุและผลหรือต้นเหตุของการพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางของเสรีภาพ ซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มผลิตภาพและการสร้างคนจะเป็นไปไม่ได้เลย หากไม่เริ่มที่เสรีภาพตามธรรมชาติของมนุษย์
ถึงแม้ว่าการถกเถียงถึงหลากหลายแง่มุมของเสรีภาพจะยังไม่สิ้นสุด แต่ผลลัพธ์ของการเติบโตนั้นยังต้องคำนึงถึงความยุติธรรมทางเศรษฐกิจเพื่อเสถียรภาพและการเติบโตในระยะยาว อย่างที่ อมาตยา เซน ได้สอนเราถึงการพัฒนาคนและเศรษฐกิจไว้กับหลากแง่มุมของสายธารความคิดเสรีภาพในเศรษฐศาสตร์
[1] ดูบท Adam Smith ใน Hunt, E.K. and Mark Lautzenheiser. History of Economic Thought: A Critical Perspective, 3rd ed.
[2] ดู Marx’s Alienation https://en.m.wikipedia.org/wiki/Marx’s_theory_of_alienation
[3] ดู human nature ของ Marx ใน https://www.marxists.org/archive/fromm/works/1961/man/ch04.htm
[4] เซนยังกล่าวถึงนักคิดนักปรัชญาหัวก้าวหน้าคนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น นักสตรีนิยม แมรี โวลสโตนคราฟต์ (Mary Wollstonecraft) หรือ ครูคนอื่นๆ ของเขาที่เคมบริดจ์ ฯลฯ
[5] เป็นตัวชี้วัดที่สังคมไทยเรามีดัชนีที่น่าสนใจเพราะผู้หญิงไทยนั้นมี HDI ที่มากกว่าผู้ชายไทย สังคมไทยเป็น matriarchal ล่าง patriarchal บน หรือเปล่า?
[6] Pareto เป็นนักเศรษฐศาสตร์อิตาลี ที่ถูกโยงบ่อยครั้งไปกับแนวคิด Fascism และ Elitism งานของเขามีลักษณะที่อธิบายความชอบธรรมกับแนวคิดทางนี้
[7] รอลส์โด่งดังมากในฐานะนักคิด (ฝั่งซ้ายกลาง?) ที่เป็นคนเริ่มถกเถียงเรื่องความยุติธรรม โดยมีนักคิดที่คัดค้านมากมายเช่น โรเบิร์ต โนซิก (Robert Norsick) โดยเฉพาะเรื่องความยุติธรรมในการกระจายรายได้ รอลส์ได้เขียนอธิบายเพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนหลายๆ หลักการของเขา จนมาลงเอยที่หลักการแบบประสิทธิภาพตลาด Pareto บทความนี้ขออภัยที่ไม่ได้สาธยายเรื่องนี้ เนื่องจากต้องการเน้นไปยังข้อถกเถียงในงานของอมาตยา เซน
[8] Sen, A. (2011). The idea of justice. Belknap Press.
อ่านสรุปถึง กฎเกณฑ์สัมฤทธิ์นิยม (transcendental contractarianism) หรือ สถาบันสัมฤทธิ์นิยม (transcendental institutionalism) ใน Conill-Sancho, J. (2014). A Senian Critique of Transcendental Institutionalism: Beyond Contractarianism?. ARSP: Archiv für Rechts-und Sozialphilosophie/Archives for Philosophy of Law and Social Philosophy, 100(1), 131-138.
[9] ดูเพิ่มเติม Judge, B. (2021). The impossibility of a Rawlsian liberal. Cambridge Journal of Economics, 45(1), 195-208.