โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้าเป็นนางร้ายไม่ใช่นางเอก(ภาคต่อ ย้อนอดีตมาพลิกชะตามารดาตัวประกอบ)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.00 น. • หวางลี่อิง
เมื่อชะตามารดาถูกแก้ไข เหลือเพียงชะตาตัวเองที่ต้องฝ่าฟัน เมื่อย้อนอดีตมามีเพียงหนึ่งสมองสองมือ และพบสหายร่วมเป็นร่วมตาย นางจึงต้องวางแผนสู้ ‘ข้าจะจับคู่ให้ทุกคนใหม่’

ข้อมูลเบื้องต้น

หากข้าเป็นนางเอก แล้วผู้ใดเป็นนางร้ายกันเล่า?

‘ไม่ได้การข้าจะเปลี่ยนบท!’

ถ้อยคำนี้หวนคืนมาในหัวนางอีกครั้ง ในวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด ที่มีหมอกเมฆสีขาวพาดผ่านบนท้องฟ้า นางในยุคที่นางจากมา เรียกมันว่าทางช้างเผือก ซึ่งตรงกับตำนานสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัว

ฟู่อินเหยามองไปเบื้องล่างที่มีสตรีวัยปักปิ่น หรือคุณหนูในห้องหอ เดินถือห่อขนมเพื่อนำไปให้คนรัก ท่ามกลางค่ำคืนอันแสนคึกคัก นางนั่งจิบชาอยู่บนชั้นสองมองดูคนรักกันด้วยดวงตาอันแสนเมินเฉย

หากแต่สายตาคู่งามสะดุดกับบุรุษที่นางไม่ได้พบพานมานานแล้ว ห้าปีที่เขาจากเมืองหลวง เป็นห้าปีที่นางช่างมีความสุขและแสนอิสระเหลือเกิน แต่นางเหลือเวลาอีกเท่าไหร่นะ…กว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมใหญ่

อีกแปดปีใช่หรือไม่ เมื่อนั้นน้องสาวของนางอายุ 15 หนาว ส่วนนางอายุ 18 หนาวสินะ แต่ชีวิตในนิยายของนางมีจุดจบที่ไม่ดีนัก

นางท้องกับพระเอกของเรื่อง ที่น่าจะมอบบทตัวร้ายอย่าง ‘เหลียงจื่อเพ่ย’ แต่กลับถูกขังจนแท้งลูกและตายไปไร้คนเหลียวแลจนเนื้อหนังแห้งติดกระดูก

แต่พระเอกกลับสมรักกับ ‘ฟู่หลิงหยวน’ น้องสาวต่างมารดาของนางที่กำเนิดจากอนุในจวน และรับบทเป็นนางเอก

ในเมื่อเวลามีมากเช่นนี้ ข้าจะเปลี่ยนบทพระเอกของเรื่องนี้ให้ดู แต่สายตาของนางไม่ได้เห็นเพียงเหลียงจื่อเพ่ย เพียงคนเดียว สตรีผู้หนึ่งที่ดวงตากลมโตดุจไข่ห่าน คิ้วโก่งโค้งดั่งคันธนู ริมฝีปากอวบอิ่มชมพูดอกท้อน่าสัมผัส

หากเดาไม่ผิดนางก็คือ ท่านหญิงชิงหนิง บุตรสาวของรั่วอ๋อง พระญาติห่าง ๆ ของฝ่าบาท…

‘สวรรค์ยื่นโอกาสให้นางเช่นนี้ จะปล่อยให้หลุดมือได้อย่างไร’

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าของอินเหยา ทำให้ปี้ถังที่เดินมาถึงเห็นเข้าชักหนาว ๆ ร้อน ๆ

“คุณหนู…ท่านคิดจะทำอันใดเจ้าคะ” ความเจ้าแผนการของสหายคนสนิททำให้นางหวั่นวิตก

“เปลี่ยนบทนางร้ายให้ไม่ตาย”

นอกจากพระเอกที่นางจะไม่อยากลงเอยแล้ว นางร้ายเช่นนางก็จะไม่สนใจพระเอกห่วย ๆ เช่นเหลียงจื่อเพ่ย อีกด้วย

“คืนนี้เราจะไปบุกจวนตระกูลเหลียง!”

สวัสดีค่ะ

เรื่องนี้เป็นภาคต่อ จากเรื่องพลิกชะตามารดาตัวประกอบ

เป็นน้องอินเหยาตอนโต นะคะ

หวังว่าคงถูกใจน้องในตอนเด็ก อย่าลืมมาติดตามภาคน้องตอนโตค่ะ

บทที่ 1 สืบความจวนศัตรู

@กำแพงข้างจวนตระกูลเหลียง

ภายใต้คนชุดดำตัวเล็กที่สูงแค่เลยเอวของผู้ใหญ่วิ่งหลุน ๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ มุมอับที่เหล่าทหารและคนรับใช้ต่างไม่มาตรวจสอบที่ตรงนี้

ใช่แล้วภายใต้ผ้าปิดหน้าสีดำนั้น จะเป็นใครอื่นไปได้อีกนอกเสียจากเจ้าของร้านปี้เหยาสุดแสบ ทั้งสองอย่างปี้ถังและอินเหยา ขณะที่กำลังตรวจดูลู่ทางในการลอบเข้าไปยังเรือนหลัก ทั้งสองคนไม่คาดคิดว่าจะมีใครบางคนที่ติดตามพวกนางมาด้วย จนเมื่อได้ยินเสียงร้องให้ช่วย

“พี่ใหญ่…ข้า…ข้าเข้าไม่ได้ติดพุง”

ฟู่อินเหยาหันขวับพร้อมกับปี้ถัง แล้วทั้งคู่ต้องเอามือกุมศีรษะเพราะว่าตัวป่วนทั้งสองกำลังสร้างเรื่องให้นางแล้ว

“อินจ้าน…อินจื้อเจ้ามาได้อย่างไร” อินเหยาเข้าไปหาน้องชายพร้อมกับโวยวาย จนอยากจะหาไม้หวายมาหวดก้นสักทีสองทีให้สมกับความสอดรู้สอดเห็นนัก

“โธ่…พี่ใหญ่ ใช่เวลามาถามหรือไม่ ยังไม่ช่วยข้าอีก” อินจื้อผู้กินอาหารที่พี่ใหญ่ทำให้มากจนพุงอวบ ๆ ของเขาเป็นอุปสรรคในการมุดช่องแคบ ๆ แต่กับทุกคนนั้นไม่มีปัญหาอะไร แม้จะรู้สึกอายนิด ๆ แต่ทว่าของอร่อยตรงหน้าไม่กินได้อย่างไร

ฟู่อินเหยากลัวจะมีคนเห็นเสียก่อน จึงช่วยกันกับปี้ถังดึงแขนของเขาคนละข้าง แล้วให้อินจ้านช่วยลากตรงคอ ให้ออกจากช่องแคบนั้น

“เจ้าอ้วนแขม่วพุง” อินจ้านยืนกำกับน้องชายฝาแฝดตัวเอง ทั้งรู้สึกว่าเจ้านี่เป็นภาระตลอด

วันนี้พวกเขาเห็นพี่ใหญ่ กับพี่ปี้ถังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เขาจึงแต่งตัวชุดดำเช่นเดียวกับพี่สาวทั้งสองตามออกมาด้วย เนื่องจากเป็นลูกชายท่านแม่ทัพ ต้องได้รับการฝึกฝนทำให้ทั้งสองเริ่มเป็นวรยุทธแบบเด็ก ๆ ส่วนพี่สาวของพวกเขานั้นก้าวหน้าแล้ว เพราะท่านพ่อฝึกให้เองกับมือ กลัวผู้อื่นจะมารังแกลูกสาว

แต่พวกเขาเหมือนลูกชัง ทั้งที่เป็นบุตรชายที่น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ นอกจากจะโดนท่านพ่อขโมยท่านแม่ไปกอดคนเดียวแล้ว ยังไม่คิดสอนพวกเขาจริงจัง ให้พี่เฉินไหลสอนคล้ายไม่ใส่ใจ จนพวกเขาต้องพยายาม…ใช่พยายามกินให้อ้วนท้วนบิดาถึงจะเข้มงวดขึ้น

แต่อินจื้อคิดผิด ยิ่งกินเขาก็ยิ่งพุงป่อง ท่านแม่กลับหลงรักบอกว่าเห็นใบหน้าเขาแล้วทำให้ท่านแม่มีความสุข ส่วนอินจ้านไม่คิดประชดประชันวิธีโง่ ๆ เช่นนั้นต่อให้ชื่อของเขาแปลว่าร่ำรวยด้วยวรยุทธ แต่เขาก็มีปัญญาเช่นกัน

ไม่โง่เขลาเหมือนอินจื้อ ที่ชื่อแปลว่าร่ำรวยปัญญาแต่สมองมีแต่น้ำจนเป็นภาระพวกพี่ ๆ

“ข้าแขม่วเต็มที่แล้ว…อื้อ”

ฮึบ!

อินจื้อไม่ใช่ไม่แขม่วพุง แต่ทว่าเขาพยายามทำตัวให้ผอมแล้ว แต่มันได้แค่นี้จริง ๆ

ปี้ถังกับอินเหยาสองคนร่วมแรงกันกว่าหนึ่งเค่อ จนดึงเจ้าน้องชายอ้วนออกมาได้

“เห้อ…ออกสักที” ทั้งสองคนนั่งปาดเหงื่อ แต่คนต้นเหตุกลับปัดเสื้อผ้าทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนน่าหมั่นไส้นัก

“ไปกันเถอะพี่เหยา” อินจื้อสีหน้ามึนไม่นึกถึงเรื่องที่ก่อเอาไว้ ทั้งชักชวนพี่สาวเข้าไปทำธุระด้านในตระกูลเหลียงให้เสร็จ จะได้กลับไปนอน

“เจ้าสองคนพี่น้องนี่นะ ข้าอยากจะจับตีก้น ตามมาทำไมกัน รู้หรือไม่โดนจับได้ท่านพ่อจะเอาหน้าไว้ที่ใด” ก่อนไปอินเหยาเริ่มสั่งสอนน้องชายตัวป่วนของนาง ดีที่หลิงหยวนไม่อยู่ ไปนอกเมืองกับท่านแม่ นางจึงรอดตัวไป หากมาอีกคนแผนการเข้าไปสืบความในจวนตระกูลเหลียงเป็นอันต้องพับเป็นแน่

“พี่อินเหยา ท่านลืมคำพูดตัวเองได้ยังไง ไม่ใช่ว่าท่านเคยสั่งสอนพวกเราหรือ”

อินเหยาพยายามนึก…แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่า นางเคยสั่งสอนเจ้าพวกเด็กแสบนี้ว่าอย่างไร

“อย่าคิดนานให้อินจื้อผู้ชาญฉลาดบอกท่านเถอะ ท่านเคยกล่าวว่า คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนวุ่นวาย สี่คนแสนสบาย!” อินจื้อเด็กชายวัยสามหนาวที่ช่างจดช่างจำกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ แต่ว่ามันทำให้คนเป็นพี่สาวอย่างอินเหยาปวดกบาล

“เรื่องดี ๆ ไม่เคยจำ!” อินเหยาพูดแค่นั้น แล้วก็พากันลอบเข้าไปในเรือนหลัก โดยผ่านใต้เรือนต่าง ๆ เป็นช่องทางไป โดยที่สองจิ๋วน้องชายวิ่งสบาย ๆ ส่วนนางกับปี้ถังโตขึ้นแล้วต้องก้มลงแล้วค่อย ๆ วิ่งไป และในที่สุดก็ถึงเรือนที่เป็นจุดหมาย

เรือนกลางสกุลเหลียง…

ฟู่อินเหยากับน้อง ๆ หมอบอยู่สายตาเพ่งไปยังแผ่นกระดานที่เป็นรอยแยกเพียงแค่หรี่ตามองเห็นด้านบนว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แล้วก็เป็นชายผู้ที่นางกาหัวเอาไว้ว่าเป็นศัตรูของนาง

“จื่อเพ่ย เจ้าก็วัย 15 หนาวแล้ว มีสตรีใดที่ชอบพอหรือไม่ บิดาเจ้าจะได้ทาบทามเอาไว้แต่เนิ่น ๆ เมื่อเจ้าอายุครบยี่สิบปีจะได้จัดงานแต่งงาน” เสนาบดีเหลียงบิดาของเหลียงจื่อเพ่ยถามบุตรชายที่ยามนี้สอบเคอจวี่รอบที่สองผ่านแล้ว เหลือรอบสุดท้ายคือจิ้นซื่อโดยจะจัดสอบคืออีกสามปี และคิดว่าบุตรชายที่ฉลาดและเก่งกาจรอบด้านอย่างเหลียงจื่อเพ่ยย่อมไม่พลาดแน่นอน

“ข้ายังไม่มีผู้ใดพึงใจขอรับท่านพ่อ” เหลียงจื่อเพ่ยที่เปลี่ยนไปจากห้าปีก่อน คำตอบของเขาทำให้ฟู่อินเหยาสัมผัสได้ว่าเหมือนไม่ใช่เหลียงจื่อเพ่ยคนเดิม เขาดูเลือดเย็นและอำมหิตขึ้น จนนางไม่แปลกใจว่าทรมานนางร้ายผู้มีใบหน้างดงามอย่างนางจนสิ้นชีพได้อย่างไร

“บุตรสาวท่านแม่ทัพฟู่เล่าเจ้าคิดเห็นประการใด บอกแม่มาเถิด” หงอิงเพ่ยผู้เป็นมารดาค่อนข้างพึงใจในสตรีตระกูลฟู่ แม้ว่าจะไม่ลงรอยกับผู้เป็นท่านย่า มีศักดิ์เป็นญาติห่าง ๆ ของนาง แต่ยศศักดิ์ของท่านแม่ทัพฟู่ยังเป็นที่เกรงใจถึงสามส่วน แม้ว่าตำแหน่งเสนาบดีเหลียงจะอยู่ใต้เพียงคนเดียว อยู่เหนือคนทั้งใต้หล้าก็ตาม

“หึ!”

เขาไม่พูดสิ่งใดเพียงแค่หัวเราะในลำคอมาหนึ่งคำ ทำให้ฟู่อินเหยาเดาใจเจ้าพระเอกของเรื่องได้ยากยิ่งนัก แต่นางก็ใจเย็นพอที่จะรอคำพูดของเขาออกจากปาก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ยินสักคำ

‘เก็บความลับเก่งไปหรือไม่’

หงอิงเพ่ยเห็นสีหน้าบุตรชายแล้วก็คงต้องพับแผนการเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลฟู่ออกไปเสีย จากนั้นจึงถามถึงอีกคนที่ยามนี้นางมองออกว่ากำลังพึงพอใจในตัวบุตรชาย และให้บ่าวรับใช้สืบทราบมาว่า บุตรชายของตนไม่มีท่าทีปฏิเสธ ทำให้นางเอ่ยถามเพื่อหยั่งเชิงบุตรชายคนเดียวของตน

“ท่านหญิงชิงหนิงเล่า เจ้าคิดเช่นไร”

ฟู่อินเหยาที่ฟังอยู่ด้านล่างก็รู้สึกยิ้มดีใจ นางอยากให้เหลียงจื่อเพ่ยพบรักกับสตรีอื่นไปเลย อย่าได้ยุ่งกับตระกูลฟู่ของนางอีก เช่นนั้นจะเป็นการดีไม่น้อย

“นางก็น่ารักดี”

“แค่น่ารักหรือ” หงอิงเพ่ยเค้นถาม ทั้งสังเกตสีหน้าบุตรชายไปด้วย แต่ดูเหมือนว่าจะไร้คำตอบอื่น เพียงแค่น่ารักอย่างเดียว

สองสามีภรรยาจึงเลิกซักไซ้แล้วให้บุตรชายกลับห้องไปพักผ่อน

สี่ผู้บุกรุกที่รอฟังอยู่ในเรือน ได้ยินชัดเจนหมดแล้ว นั่นทำให้ฟู่อินเหยาต้องทำบางประการ ในเมื่อวาสนาบุพเพเทพแห่งจันทราเป็นคนกำหนด แต่เรื่องนี้นางจะเป็นผู้กำหนดเสียเอง ดูสิว่าใครจะแม่นยำกว่ากัน

เมื่อเข้าไปสืบความในจวนตระกูลเหลียงแล้ว เหล่าสี่พี่น้องก็กลับมาถึงหน้าประตูจวนตระกูลฟู่ ที่เป็นเรือนพระราชทาน แต่ทว่ากลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นสายตาอีกคู่ที่ยืนกอดอกมองมายังสี่คนที่แอบไปทำเรื่องบางอย่างไม่บอกตน

“พี่ใหญ่…พวกท่านไปที่ใดกันมาเจ้าคะ” ฟู่หลิงหยวนที่ติดตามท่านแม่ออกไปนอกเมือง กว่าจะกลับถึงจวนก็ค่ำมืดดึกดื่น แต่เมื่อกลับมาถึง พี่ใหญ่ พี่ปี้ถัง และน้องชายฝาแฝดหายกันไปหมด จนนางรู้สึกหงุดหงิดที่ตัวเองพลาดเรื่องสำคัญบางอย่างไป

อินจ้านรีบหลบไปด้านหลังพี่ใหญ่ ทำทีมองดาวมองพระจันทร์ไปเรื่อยเปื่อย ไม่สนใจพี่สามเลยสักนิด เพราะพวกเขาบุกรุกเรือนผู้อื่นจะให้พูดได้อย่างไร

“น้องห้า…เจ้าตอบ”

“ข้าก็แค่ออกไปหาของอร่อยกินอย่างไรเล่าพี่สาม ท่านคิดมาก” อินจื้อผู้ไหลยิ่งกว่าน้ำตอบโดยไม่อายปากว่าตัวเองจะโกหกพี่สาวหรือไม่ แต่แล้วอย่างไร พี่ใหญ่ให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ พวกเขาจะหักหลังพี่ใหญ่ได้อย่างไร

ในเมื่อเค้นน้องทั้งสองไม่ได้ หลิงหยวนก็หันมาหาพี่สาว ที่นับวันจะห่างเหินกับนางเกินไปแล้ว มักชอบให้นางเกาะติดท่านแม่ ออกงานก็ให้นางไปลำพัง แต่พี่ใหญ่ไม่เคยออกงานที่ใดเลยสักงาน ยกเว้นงานชมดอกไม้ที่ฝ่าบาทจัดขึ้น และระบุว่าพี่ใหญ่ต้องไปด้วยตนเอง

“เจ้าอย่าคิดมาก ก็แค่…ไปดูว่าที่น้องเขยของข้าเท่านั้น ไปเถอะปี้ถัง” ตอบน้องสาวเสร็จก็ชักชวนปี้ถังเข้าบ้าน ส่วนสองแฝดเมื่อได้ยินพี่สาวพูดดังนั้นก็รีบเข้าไปในบ้านทันที แต่อินจื้อกลับโดนพี่สามหิ้วคอเสื้อเอาไว้

“ผู้ใดคือน้องเขย” หลิงหยวนยังไม่กระจ่าง นางไม่ยอมนอนแน่

“ก็สามีท่านในอนาคตกระมัง เพราะพวกเราเป็นบุรุษ มีแค่ท่านเป็นสตรี”

ขาสั้น ๆ ป้อม ๆ ของอินจื้อแกว่งไปมาเพื่อต้องการให้พี่สาวเลิกหิ้วคอเสื้อเขา แต่พี่สามไม่ยอม แต่มีหรือคนอย่างอินจื้อจะจับได้ไล่ทัน เห็นเขาพุงหมู ๆ แบบนี้ก็ว่องไวเช่นกัน เด็กชายตัวน้อยใช้เท้าข้างหนึ่งถีบประตูยันตัวออก จากนั้นก็หลุดจากการหิ้วของพี่สาม แล้วเขาก็วิ่งหลุน ๆ เข้าไป ทั้งหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาให้พี่สามอีกคน

แบร่!!!

บอกเลยว่ากระจอกมาก จับเขาได้ที่ไหนกันเล่า

หลิงหยวนเสียรู้เจ้าน้องชายก็นึกเจ็บใจ แต่นางต้องรู้ให้ได้ว่าพี่ใหญ่กำลังทำอะไร นางอายุแปดหนาวแล้วย่อมรู้ความ เรื่องน้องเขยอะไรนั่นนางต้องรู้ให้ได้

@ อารามหยุคโหลว

อินเหยาและเหล่าน้องชายฝาแฝดผู้ร่วมชะตาของนางหยุดยืนอยู่หน้าอาราม อารามนี้เป็นอารามที่ได้ชื่อว่าเป็นอารามแห่งการขอความรัก เพราะมีเทพเจ้าหยุคโหลวหรือผู้เฒ่าจันทราโดยคนที่มาขอความรัก จะนำวันเดือนปีเกิดของตนเองและคนที่ตนรักมาผูกกับด้ายแดง แล้วนำไปผูกบนเชือกที่เป็นตัวแทนด้ายแดง เสริมดวงความรัก และนางเตรียมมาแล้ว

วันเดือนปีเกิดเวลาตกฟากของทั้งเหลียงจื่อเพ่ย และท่านหญิงชิงหนิง…

“พี่ใหญ่ท่านว่าจะสำเร็จหรือ” อินจ้านไม่แน่ใจนัก แต่ก็คิดจะมาทำให้พี่ใหญ่สมความปรารถนา เขาทั้งคู่ถูกพี่ใหญ่อุ้มชูมา เนื่องจากบิดามีใจรักภรรยาลึกซึ้งชอบแย่งมารดาของเขาไปกักขังไว้ผู้เดียว ทิ้งให้บุตรชายฝาแฝดแสนน่าสงสารขาดความอบอุ่น

ใบหน้าอินจื้อมุ่งมั่น และนี่จะเป็นการร่วมเป็นร่วมตายครั้งสำคัญ

“แน่ใจสิ ข้าสืบมาแล้ววันนี้ ฮูหยินเหลียงมาแน่” นางติดสินบนบ่าวในเรือนตระกูลเหลียง พบว่าวันนี้เป็นวันที่ฮูหยินเหลียงมาฝากดวงบุตรชาย นางจึงเอาดวงของท่านหญิงชิงหนิงมา แล้วจากนั้นก็ใช้เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ คือการจ่ายเงินปิดปากซินแสตัวปลอมจัดการโน้มน้าวฮูหยินเหลียงเสียเลย

‘ข้านี่ฉลาดเป็นกรด!’

“โน่นรถม้าตระกูลเหลียง เร่งเข้าเถอะ” ฟู่อินเหยาไม่คิดชักช้า นางต้องจัดการตระกูลเหลียงให้กระเด็นออกจากวงโคจรของตระกูลฟู่ให้ได้ โดยยืมมือผู้เฒ่าจันทรา

อีบุ๊คจิ้มลิงค์เลยค่ะ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTExNTI5MiI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI5NDk3OCI7fQ

บทที่ 2 ดวงที่มันสมพงษ์

อินจ้านกับอินจื้อ สอดส่ายสายตาแล้วเอามือไพล่หลัง ทั้งไปยืนใกล้ ๆ ซินแสตัวจริงที่นั่งคอยให้คนมาฝากดวงดูดวงที่อารามหยุคโหลว แล้วก็เริ่มแผนการอันแสนชาญฉลาดของอินจื้อ

“พี่สี่ท่านว่าประหลาดหรือไม่ ด้านหลังมีคนยืนเลียศอกตัวเองได้ มีหมาห้าขาเป็นเพื่อน” อินจื้อเด็กชายตัวน้อยเริ่มแผนการ ด้วยการพูดคำหลอกเด็ก ทั้งมองไปทางด้านซินแสว่าสนใจหรือไม่

“นั่นสิ ข้ายังเลียศอกไม่ได้ คนนี้มีความสามารถจริง ๆ หากให้มายืนอยู่หน้าโต๊ะซินแสตรงนี้ มีหวังคนเข้ามาหาเต็มไปหมด ซินแสของเราร่ำรวยแน่นอน” เมื่อน้องชายร้อง พี่ชายอย่างอินจ้านก็รับทันที

“นั่นสิ เสียดายไม่มีใครสนใจท่านผู้นั้น ข้าว่าเรียกลูกค้าได้ดีนักเชียว”

เมื่ออินจ้านพูดจบ ก็ได้ยินเสียงซินแสผู้นี้ร้องถามขึ้น

“แค่เลียศอกได้ มีอันใดวิเศษ ไม่ใช่ผู้ที่เหาะเหินเดินอากาศได้เสียหน่อย”

“เช่นนั้นท่านก็ลองเลียศอกตัวเองสิ” เมื่อซินแสหลงกลเข้าแล้วก็เป็นเวลาที่อินจ้านและอินจื้อฮุกหมัดหนัก

แล้วมันก็ได้ผล เพราะว่าซินแสผู้เปิดดวงเนื้อคู่แห่งอารามหยุคโหลวยกแขนขึ้นพยายามเอาลิ้นเลียแตะศอกให้ได้ ช่างเป็นภาพที่น่าขันนักทำเอาสองแฝดตัวแสบกลั้นขำไว้แทบแย่

ซินแสผู้นั้นเมื่อพยายามแล้วก็ไม่สามารถเลียศอกได้ ก็คิดว่าที่เจ้าเด็กสองคนพูดน่าจะเป็นเรื่องจริง แค่การกระทำง่าย ๆ แค่นี้ทำไมเขาคิดไม่ถึงกันนะ

“เช่นนั้นผู้ใดทำได้พาข้าไปดูหน่อย” อินจื้อรีบวิ่งนำซินแสไปทันที แล้วส่งสัญญาณให้พี่สาวจัดการที่เหลือ

ซินแสของอารามเก่าแก่เดินตามเจ้าเด็กห้าหนาวเข้าไปลึกด้านหลังวัดที่ผู้คนไม่ได้พลุกพล่าน นั่นยังไม่พอ เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าผา กลับไม่เห็นคนที่เลียศอกอะไรนั่นเลยสักนิด คล้ายกลับเขาโดนเจ้าเด็กคนนี้หลอกเสียแล้ว

แต่เมื่อหันกลับมาเขากลับโดนกระสอบป่านคลุมมาที่หัว ทำให้ไม่เห็นรอบนอก จากนั้นก็ถูกเตะเข้าที่ข้อพับแล้วก็โดนเอาเชือกมัดมือมัดเท้าเอาไว้ จากนั้นยังโดนเจ้าเด็กแสบเอาผ้าอุดปาก แล้วก็ปิดตาในขั้นตอนสุดท้าย

สองจิ๋วช่วยกันจนปาดเหงื่อกว่าจะเสร็จ จากนั้นก็ปัดมือไปมาราวกับปัดฝุ่นพร้อมกับเดินเอามือไพล่หลังออกไป

“ท่านรอตรงนี้ เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วยามก็มีคนมาช่วย” อินจื้อก่อนไปก็บอกซินแสหน้าโง่นี้สักหน่อย ที่โดนเด็กหลอกเอาได้ แล้วก็เข้าไปดูผลงานของพี่อินเหยาต่อ

อินเหยาจ่ายเงินยัดใส่มือซินแสปลอมไปถึงห้าตำลึง จากนั้นนำดวงวันเดือนปีเกิดเวลาตกฟากของท่านหญิงชิงหนิง กับวันเดือนปีเกิดของเหลียงจื่อเพ่ยให้กับซินแส เมื่อฮูหยิน
เหลียงเดินมาถึง นางก็วิ่งไปหลบทันที

“โอ้…ฮูหยินเหลียง ท่านกำลังทุกข์ใจเรื่องบุตรชายคนเดียวของท่านใช่หรือไม่”

หงอิงเพ่ยมองแล้วก็ยกมือทาบอก เมื่อโดนคำถามจี้จุดถึงการมาครั้งนี้ของนาง ราวกับฟ้าดินรับรู้ถึงความกังวลใจเรื่องคู่ครองในอนาคตของบุตรชาย

“ซินแส…ท่านรู้ท่านเห็นรึ” เสียงที่ถามคล้ายกับซินแสผู้นี้คือผู้วิเศษหยั่งรู้ฟ้าดิน

“ย่อมรู้ก่อนท่านจะมา ไม่ทราบว่าท่านเอาดวงบุตรชายของท่านมาหรือไม่” ซินแสที่ถูกจ้างมาแสดงได้ดี ทำเอาคนจ้างถึงกับยิ้มใบหน้าระรื่น

คิก คิก…เสียงหัวเราะของอินเหยาดังขึ้น แต่กลับเรียกสีหน้าฉงนใจให้กับคนที่ยืนเบื้องหลังของนางโดยที่นางก็ไม่รู้ตัว

“บุตรชายของข้าดวงสมพงษ์กับสตรีบ้านใดเจ้าคะท่านซินแส” หงอิงเพ่ยพูดจบก็กางวันเดือนปีเกิดของสตรีในเมืองหลวงทั้งชนชั้นสูง และเหล่าคุณหนูต่าง ๆ ที่วัยออกเรือนได้ หรือเมื่อบุตรชายอายุยี่สิบหนาวพวกนางถึงวัยปักปิ่นพอดี

นางจ่ายไปไม่น้อยให้กับเหล่าแม่สื่อถึงได้สิ่งนี้มา และนางใช้หมึกชาดแดงวาดเป็นวงกลม ตรงดวงสตรีที่เป็นดังสะใภ้ที่ตนหมายปองเอาไว้ คุณหนูตระกูลฟู่ทั้งสอง ท่านหญิงชิงหนิง และองค์หญิงสามสหายสนิทตั้งแต่วัยเยาว์ของบุตรชาย

ซินแสเห็นดังนั้นก็รีบชี้ไปยังรายชื่อสตรีที่ได้รับการว่าจ้างให้มาผูกดวงทันที

“ดวงบุตรชายท่าน หากเป็นตระกูลฟู่ล้วนขัดกัน แต่งได้ไม่นานครอบครัวมีอันต้องจบลง หากเป็นอีกสองท่าน ท่านหญิงชิงหนิงหรือองค์หญิงสามดวงย่อมสมพงษ์กันยิ่งนักไม่ว่าผู้ใดก็แต่งได้”

หงอิงเพ่ยรู้สึกเสียดาย เดิมนางหมายปองอยากเกี่ยวดองกับสกุลฟู่ แต่ในเมื่อดวงไม่สมพงษ์กันนางย่อมตัดใจได้ จึงจัดการผูกดวงให้กับบุตรชายและท่านหญิงชิงหนิง เพื่อให้ทั้งคู่ได้ลงเอยกัน เมื่อซินแสผูกดวงเสร็จ หงอิงเพ่ยจึงรับด้ายแดงที่มีชื่อของทั้งคู่ห้อยอยู่จากนั้นก็นำไปผูกที่ตรงหน้าเทพเจ้าแห่งความรักหยุคโหลว

รุ่ยอ๋องเห็นดังนั้นก็รับรู้ทันทีว่าเจ้าเด็กแสบพวกนี้ทำอะไรกัน ชักจะเหิมเกริมถึงขั้นหลอกลวงคนเชียวรึ!

“พี่ใหญ่…พี่สามไม่ต้องแต่งงานกับบุรุษแซ่เหลียงแล้วใช่หรือไม่” อินจ้านถามขึ้น เขาเองก็เป็นห่วงพี่สาวเช่นกัน หากต้องแต่งงานกับบุรุษที่เคยทำร้ายพี่ใหญ่จนเกือบตาย แล้วจะอยู่กันอย่างปรองดองได้อย่างไร

“ไม่ต้องแล้ว” อินเหยาตอบพร้อมอมยิ้ม ในเมื่อสตรีผู้นั้นมีใจสมัครรักใคร่เหลียงจื่อเพ่ย นางก็จะจัดการจับคู่ให้เสียเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลา

ต่อไปอีกแปดปีที่เหลือนางก็ใช้ชีวิตอย่างสงบแล้ว

“อื้ม…พวกเจ้าคิดว่าตบตาแค่นี้เจ้าจะรอดหรืออย่างไร” หลี่เค่อที่ยืนมองพวกนางเล่นสนุกอยู่นานแล้วเผยตัวออกมา และนั่นเรียกสีหน้ายิ้มยากให้กับเจ้าตัวแสบแซ่ฟู่ทั้งหลาย

“รุ่ยอ๋อง!!” อินเหยาเรียกเสียงแผ่ว ไม่คิดว่าแผนการรัดกุมของตัวเองจะโดนเปิดเผยเข้าแล้ว

“ข้าน่ะสิ” รุ่ยอ๋องยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับเจ้าหนูน้อยที่นับวันเขาก็ยิ่งอยากมาเจอพวกนาง นอกจากได้กินอาหารอร่อยแล้วยังเหมือนตัวเองได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ช่างดีเสียจริง

“ท่านมาทำอันใดที่นี่ อย่าบอกนะว่าท่านก็มาขอเนื้อคู่น่ะเพคะ” อินเหยายกมือป้องปากคล้ายกับคาดไม่ถึงว่า รุ่ยอ๋องจะงมงายยิ่งกว่าสตรีเสียอีก

รุ่ยอ๋องทำหน้าเหมือนเหม็นเบื่อเจ้าหนูน้อยพวกนี้ นับวันยิ่งหาเรื่องให้เขา ไม่ใช่เพราะเขาเห็นพวกนางหรอกหรือ ถึงเดินตามมาจนได้เห็นการกระทำอย่างแสบสันต่อสกุลเหลียง

“เจ้าอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง โกรธแค้นอันใดกับตระกูลเหลียงถึงได้คิดล่อลวงฮูหยินเหลียงเช่นนั้น”

“ไม่มีอันใดสักหน่อย ข้าเพียงแต่อยากให้เหลียงจื่อเพ่ยลงเอยกับคนดี ๆ”อินเหยาโกหกเขาไป แต่ทว่ากลับได้รับสายตาที่ไม่เชื่อใจนางกลับมาจากรุ่ยอ๋อง

“เอาความจริง เจ้ารู้ใช่หรือไม่ หากข้าเปิดปากคำเดียว เจ้าก็อาจจะโดนบิดาสั่งสอนเอาได้”

คนเดียวที่รู้ทันนางไปเสียหมดก็เห็นมีเพียงรุ่ยอ๋อง และคนเช่นรุ่ยอ๋อง สาบานว่าข้าจะไม่จับทำสามีเด็ดขาด

“ก็….” นางอ้ำอึ้งไม่อยากตอบ หากเพียงท่านพ่อไม่คณามือนางหรอก แต่เป็นท่านแม่ไม่แน่ เพราะบิดานางกลัวลูกสาวอย่างนางไม่ต่างจากกลัวท่านแม่ เพียงนางพูดคำเดียวบิดาก็จัดการทันทีโดยไม่ต้องให้พูดซ้ำ

“ถ้ายังไม่พูด ข้าจะไปบอกฮูหยินเหลียง…”

“หมูกรอบ!” นางยื่นข้อเสนอให้ กับรายการอาหารที่นางค่อนข้างหวงเพราะว่ามันใช้เวลาทำนานอย่างเช่นหมูกรอบ ราดด้วยน้ำราดสูตรพิเศษจากนาง เวลานี้รายชื่อและสูตรอาหารในร้านอาหารของนางนับว่าเลื่องชื่อมากนัก ไม่ใช่แค่กระเพาะปลาอย่างเดียวที่อร่อยไร้เทียมทานแล้ว

“อย่างเดียวจะไปพอได้อย่างไร”

“ท่านแม่เป็นคนดูแลท่านด้วยตัวเอง” นี่เอามารดามาปิดปากแล้ว เพราะเห็นว่าเขาชื่นชอบมารดาของนางหรอกนะ แต่ไม่ได้บอกว่าบิดาเป็นคนเฝ้า

“ข้าไม่อยากได้มารดาเจ้า แต่อยากได้เจ้าของร้านปี้เหยาอย่างเจ้ามาดูแลข้าด้วยตัวเอง” เมื่อข้อเสนอนี้ของรุ่ยอ๋องดูจะทำให้สองแฝดเดือดร้อนต้องเอาอกเอาใจรุ่ยอ๋อง พวกเขาก็ถอยหลังไปสามก้าว เหลือพี่ใหญ่อยู่ด้านหน้าเพียงผู้เดียว

“ถ้าเช่นนั้น….” อินเหยาหันรีหันขวางไปหาน้องชายผู้ร่วมอุดมการณ์ของนาง แต่ทว่ากลับเป็นนางที่ยืนอยู่ผู้เดียวก็นึกเจ็บใจนัก จึงจำใจรับปาก

“ก็ได้เพคะรุ่ยอ๋อง เรื่องระหว่างเราในวันนี้ถือว่าเป็นความลับ” นางยกกำปั้นขึ้นชนกับกำปั้นรุ่ยอ๋องเป็นสัญญาลูกผู้ชาย

“ได้คำไหนคำนั้น” รุ่ยอ๋องไม่ได้อยากจะกลั่นแกล้งนาง แค่ไม่เข้าใจว่านางจะอยากจับคู่ให้เหลียงจื่อเพ่ยด้วยเหตุใดกัน แค่ไม่ชอบพอกันก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องวางแผนมากมายทั้งยังทำให้ตระกูลเหลียงสับสน

แต่เมื่อมาถึงร้านปี้เหยา ทั้งสี่คนกลับเห็นเหลียงจื่อเพ่ยยืนอยู่ด้านหน้าร้าน กำลังคุยกับหลิงหยวนท่าทางออกรส หรือว่าบุพเพของน้องสาวและเหลียงจื่อเพ่ยไม่อาจแยกกันนะ

“เป็นอะไรไป” รุ่ยอ๋องสงสัยเพราะไม่เคยเห็นนางคร่ำเครียดเช่นนี้เลย ยิ่งมองไปยังสองคนเบื้องหน้าคล้ายกับกำลังเจอเรื่องทุกข์ใจ

“ไม่มีอันใด เชิญท่านที่ห้องด้านบนข้าจะให้คนยกอาหารไปให้” อินเหยาเดินหลีกหลิงหยวนกับเหลียงจื่อเพ่ยเข้าไปในร้าน แม้น้องสาวจะทักทายนางก็ไม่หัน ด้วยไม่อยากมองหน้าอีกคน

‘ข้าไม่อยากเสวนากับบุรุษผู้นั้น’

ปี้ถังเข้าใจดีว่าคุณหนูอินเหยาคิดเช่นไร วันนี้ไปจัดการบางเรื่องคิดว่าน่าจะสำเร็จ แต่ก็กลับมาเจอเหลียงจื่อเพ่ยยืนพูดคุยกับคุณหนูสามที่หน้าร้าน ภายในใจของฟู่อินเหยาคงหงุดหงิดไม่น้อย

“พี่ใหญ่เป็นอะไรไป ข้าเรียกทำเป็นไม่ได้ยิน” หลิงหยวนที่ออกมาคุยเป็นเพื่อนพี่ชายเหลียงจื่อเพ่ย เพราะวันนี้เขาแวะมาด้วยตัวเอง แต่รู้ว่าพี่ใหญ่คงยังไม่อภัยให้พี่ชาย
เหลียงง่าย ๆ นางจึงอยากให้พี่ใหญ่ปรองดองแต่คิดว่าน่าจะยากนักเมื่อสังเกตจากสีหน้า

“ช่างเถอะ…ปล่อยนางไป” เหลียงจื่อเพ่ยหรือจะอยากสนทนากับสตรีเช่นนาง เขาไม่เคยไยดีนางเลยสักนิดเดียว เว้นเสียแต่วันนั้น…วันที่เขาพบนางที่นอกอาราม เห็นนางให้ซาลาเปาขอทานนึกชื่นชมในความดี แต่ก็ไม่เคยปริปากให้นางได้ล่วงรู้ มาคราวนี้อยากพบนางแต่นางกลับเมินเฉย เขาก็ไม่อยากสนทนาด้วยอีกไม่นานเขาต้องไปแล้ว

แม้นางจะถือดี แต่เขาก็ถือดีเช่นกัน

‘หึ!’

อีบุ๊คจิ้มลิงค์เลยค่ะ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTExNTI5MiI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI5NDk3OCI7fQ

บทที่ 3 รุ่ยอ๋องตัววุ่นวาย

รุ่ยอ๋องนั่งในห้องรับรองแบบส่วนตัว ขณะที่กำลังรออาหารชั้นเลิศของอินเหยาเขาก็มองไปนอกหน้าต่าง เห็นบุรุษตระกูลเหลียงที่เดินจากไปแล้ว แต่รั้งอยู่ร้านสุราฝั่งตรงข้ามมองมายังอีกฝั่งที่เป็นร้านปี้เหยา ร้านอาหารชื่อดังที่ไม่อยากพัฒนาเป็นเหลาอาหาร แม้เขาจะสอบถามหลายครั้ง คำตอบที่ได้ก็คือ

‘แค่นี้ข้าก็นับเงินไม่ทันแล้ว ข้าอยากทำอย่างอื่นบ้าง’

กิจการของนางไม่ได้มีแค่ร้านอาหาร ยังมีร้านเครื่องประดับ โรงหล่อเหล็กที่ไม่รู้ว่าสตรีตัวเล็ก ๆ มีความรู้อะไรอย่างนี้ได้อย่างไร แต่ก็เป็นท่านแม่ทัพออกหน้าโดยที่เขารู้ว่าเบื้องหลังนั้นเป็นเจ้าเด็กตัวจิ๋วในวันนั้นที่ยืนขายกระเพาะปลาเป็นคนต้นคิดทั้งหมด

รอเพียงไม่นานหมูกรอบที่เป็นของขึ้นชื่อที่ต้องจองมาอย่างยาวนานก็ยกมา จากนั้นมีน้ำราดสีน้ำตาลคล้ายน้ำจิ้มสูตรพิเศษของนางมาด้วยกัน แต่ที่เขาคาดไม่ถึงคือมีบะหมี่สีเหลืองทองกับซี่โครงย่างสีแดงราดมาด้านบน คล้ายกับว่านี่เป็นอาหารใหม่ที่ยังไม่มีวางจำหน่ายในร้านของนาง นับว่าค่าปิดปากสมน้ำสมเนื้อนัก แล้วเจ้าหนูน้อยของเขาก็เดินมานั่งฝั่งตรงข้ามพร้อมกับเลื่อนจานบะหมี่จานนั้นให้เขาได้ลองชิม

“นี่เป็นอาหารสูตรใหม่ของข้า ท่านได้ชิมเป็นคนแรก” ฟู่อินเหยาจำใจเอาออกมาให้รุ่ยอ๋องได้ชิม เพราะว่าวันนี้นางไปทำเรื่องไม่ดีเอาไว้ และเขาดันรู้ความลับนี้

“หมูกรอบร้านเจ้านับว่าจองยากแล้ว นี่ข้าได้กินบะหมี่สีทองนี่อีก เช่นนั้นข้าจะจับตาดูเจ้าให้ดี เมื่อไหร่ที่เจ้ามีความลับ ข้าจะได้ทวงของอร่อยจากเจ้า”

ชิ!

ที่แท้รุ่ยอ๋องนอกจากว่างงานแล้วก็เห็นแก่กินนี่เอง นางจึงคีบหมูกรอบกับซี่โครงวางในจานของเขา เพื่อเป็นการดูแลลูกค้าอย่างดี นี่ยังมีผัดมะเขือม่วงกับหมูสับที่นางคิดว่าจะทำอีกด้วยนะ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีอารมณ์

“นั่นเจ้าคิดอะไรใจลอยไปไกลแล้ว หรือว่าคิดถึงเจ้าหนุ่มสกุลเหลียงผู้นั้น” รุ่ยอ๋องหยอกเย้านาง ทั้งมองไปยังด้านนอกเห็นเจ้านั่นมองมายังด้านบน ด้วยสายตาพิเศษทำให้รู้ว่าความรู้สึกของเจ้าหนุ่มน้อยนั่นไม่ธรรมดา

“เปล่าสักหน่อยเพคะรุ่ยอ๋อง ข้าเพียงแต่กำลังคิดเรื่องกิจการของข้าต่างหาก” ฟู่อินเหยาพูดไป แต่ในใจคิดถึงแต่ชะตาชีวิตของนางที่เหลืออยู่ นางจะเปลี่ยนมันได้หรือไม่

การเป็นคุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพฟู่นับว่าสุขสบายไม่ใช่น้อย ต่อให้นางไม่ต้องทำกิจการอันใด แต่ทว่าชะตาที่เหลืออยู่มันน่าปวดใจเหลือเกิน เมื่อสายตาเสมองไปยังด้านนอกก็พบกับบุรุษผู้ที่ฆ่านางให้ตายอย่างเลือดเย็นผู้นั้นอยู่ฝั่งตรงข้าม ภายในใจก็รู้สึกหวาดหวั่น

“ชอบเจ้านั่น?” รุ่ยอ๋องเอียงคอไปทางด้านนั้น ขณะที่นางมองชายผู้นั้นพอดิบพอดี ทำให้ดวงตาสองคู่สบประสานกัน

“ข้าน่ะหรือจะชอบคนที่คิดจะฆ่าข้า”

!!!???

รุ่ยอ๋องไม่เข้าใจ เจ้าหนุ่มน้อยนั่นเป็นว่าที่จ้วงหยวนด้วยซ้ำ เขาจะคิดฆ่านางด้วยเหตุอันใด

“เจ้าคิดฆ่าบิดาเขาหรืออย่างไร เจ้านั่นถึงจะฆ่าเจ้า” รุ่ยอ๋องรู้สึกว่าเจ้าหนูน้อยอินเหยาฟุ้งซ่านไปเอง ถึงได้กล่าววาจาเลื่อนเปื้อนเช่นนี้

“ท่านไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าท่านรีบกินแล้วก็รีบกลับเถิด ข้ายังมีงานอีกมาก” ฟู่อินเหยารีบไล่รั่วอ๋องจอมวุ่นวายนี้กลับไปเสีย นางต้องไปคุยกับน้องสามอีกหลายเรื่อง

ตอนนี้น้องรองหรือเซี่ยเป่าของนางตามบิดาเขาไปอยู่สนามรบที่ชายแดน บิดาของเซี่ยเป่าจากเป็นคนเลี้ยงม้าในกองทัพ ตอนนี้ฝึกปรือฝีมือจนสอบเป็นทหารม้าได้แล้ว ภายใต้การสนับสนุนของบิดานาง แม้ว่าเซี่ยเป่าจะเป็นลูกบุญธรรม แต่เขาก็ไม่อยากใช้เส้นสายของบิดาของอินเหยาในการเข้าไปเป็นทหาร เขาเริ่มจากฝึกหัดจนตอนนี้เข้าร่วมกองทัพแม้อายุยังน้อย แต่ฝีมือเขาไม่ด้อยกว่าผู้ใด

ส่วนท่านยายเซี่ยอีก็ยังคงอยู่ในเรือนตระกูลฟู่โดยมีท่านแม่ช่วยดูแลให้ เซี่ยเป่ากับท่านลุงกงซุนจะได้ไม่ต้องกังวล

หลังจากขับไล่รุ่ยอ๋องไปได้แล้ว ฟู่หลิงหยวนก็เข้ามาหาฟู่อินเหยาในห้องบัญชี ที่มีน้องชายฝาแฝดทั้งสองนั่งกินขนมอยู่ใกล้ ๆ พี่สาว

“พี่ใหญ่ท่านปิดบังอันใดกับข้าอยู่กันแน่” ฟู่หลิงหยวนคล้ายกับรู้สึกว่าพี่ใหญ่กำลังอำพรางซ่อนเร้นบางเรื่องกับนาง ทั้งที่พวกเราเป็นพี่น้องที่รักกัน

“เจ้าชอบพอบุรุษตระกูลเหลียงหรือไม่” ฟู่อินเหยายังไม่เงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชี ก็เอ่ยปากขึ้นและรอคำตอบว่านางควรจะดำเนินแผนการอย่างไรดี

“พี่ชายผู้นั้นก็เป็นคนดี สุภาพ ข้าก็เคารพเขา” ฟู่หลิงหยวนคล้ายกับไม่มีใจลึกซึ้ง อาจจะเพราะนางยังเด็ก หรือไม่ก็วาสนาบุพเพของนางยังไม่ทำงาน

“ฮูหยินเหลียงอาจจะอยากได้เจ้าเป็นสะใภ้ก็ได้นะ”

นางพูดหยั่งเชิงแต่เจ้าน้องสาวตัวแสบกลับยกมือให้นางหยุดความคิดเพ้อเจ้อนั้นเสีย

“พี่ใหญ่ข้าเพิ่งแปดหนาวเองเจ้าค่ะ ท่านพูดอะไรข้าไม่รู้เรื่อง อีกอย่างตอนนี้ข้ามีพี่ใหญ่พี่รองกับน้องสี่น้องห้าข้าก็มีความสุขแล้ว”

เมื่อคำพูดของน้องสาวของนางเตือนสตินางก็เพิ่งคิดได้ว่าอาจจะเร็วไป แต่ทว่าหากนางเริ่มสร้างให้ตระกูลเหลียงเป็นศัตรูเสียแต่ตอนนี้ย่อมไม่สาย

สายตาของนางมองไปยังเทียบเชิญงานเลี้ยงน้ำชาตระกูลเหลียงที่ตนเองเกือบจะปฏิเสธไปแล้ว กลับมาคิดบางเรื่องขึ้นได้

‘หากข้าก่อเรื่องในงาน ฮูหยินเหลียงต้องหมายหัวข้าไว้แน่ ๆ’ คิดได้ดังนั้นนางก็รีบพูดขึ้นให้น้องสาวเตรียมตัวทันที

“น้องสามเจ้าเตรียมตัวเถอะ อีกสามวันเราจะไปเยือนตระกูลเหลียงกัน”

“พี่ใหญ่ข้าไปด้วย” อินจ้านรีบยกมือขึ้น

“ข้าก็ต้องไปด้วย” อินจื้อกลืนขนมเซาปิงแล้วรีบพูดทันที เพราะเขานั้นต้องไปปกป้องพี่ใหญ่กับพี่สาม

เมื่ออินเหยามีความลับที่ทำร่วมกับน้องชายฝาแฝด ดังนั้นก็ต้องพาเขาไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้สินะ

“ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะได้มีคนช่วยข้าจัดการบุรุษตระกูลเหลียง”

นางจำได้ว่าน้องสาวของนางตกหลุมรักกับพระเอกตอนที่ไปงานเลี้ยงตระกูลเหลียงแต่จำไม่ได้ว่าช่วงใด ตอนนั้นมารดาของนางตายไปแล้วและอนุฮันขึ้นเป็นฮูหยินแทนมารดาของนาง นางไม่ได้รับอนุญาตให้ออกงานทั้งที่เป็นคุณหนูใหญ่ แต่ทว่าน้องสาวของนางได้ออกงานคู่กับอนุร้ายกาจ เสมอมาดังนั้นความทรงจำเก่าก็ไม่มี ความทรงจำที่อ่านจากนิยายก็ไม่กระจ่างชัด เช่นนั้นก็เดาเหตุการณ์เอาก็แล้วกัน

ดังนั้นงานเลี้ยงน้ำชาของตระกูลเหลียงต้องกระเจิงด้วยฝีมือนาง และคิดว่าท่านหญิงชิงหนิงก็จะต้องไปด้วยเป็นแน่ เหมือนในนิยายช่วงหนึ่งเขียนไว้ว่า ท่านหญิงชิงหนิงก็หมายตาบุตรชายสกุลเหลียงไว้เช่นกัน แต่เพราะไร้วาสนาไม่อาจลงเอย

ดีล่ะ…งานนี้สนุกแน่

อีบุ๊คจิ้มลิงค์เลยค่ะ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTExNTI5MiI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI5NDk3OCI7fQ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...