บช.ก.ปฏิบัติการทลายแก๊งส่งข้อความหลอกลวงกู้เงิน เจอเงินสะพัดในระบบกว่า 400 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พล.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง รอง ผบ.ตร. / ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) สั่งการให้ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.ภาดล จันทร์ดอน ผกก.5 บก.ปอศ. นำกำลังทลายเครือข่าย ส่งข้อความหลอกลวงกู้เงินซึ่งถือเป็นเครือข่ายแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติที่คอยหลอกลวงประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติการครั้งนี้เข้าตรวจค้น 6 จุด ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย จ.ปทุมธานี จ.สมุทรสาคร จ.มุกดาหาร และ จ.ระยอง จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 4 ราย แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาที่อยู่ในเรือนจำ 6 ราย และประสานความร่วมมือกับสำนักอัยการสูงสุดเพื่อส่งผู้ร้ายข้ามแดน 4 ราย รวมผู้ต้องหา 14 ราย ยังคงหลบหนีอยู่ในประเทศไทย 2 ราย
พ.ต.อ.ภาดลกล่าวว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อประมาณกลางปี 2564 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และประชาชน 4 รายมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ.ว่าถูกกลุ่มผู้กระทำผิดแอบอ้างตนเองในลักษณะมีการเปิดแอพพลิเคชั่น บีบาท (BeeBaht) และแอพพลิเคชั่น DD Cash และการโฆษณาผ่านเพจเฟซบุ๊กว่าประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล โดยแสดงตัวว่าประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้ชื่อว่า บริษัท บีบาท จำกัด แอบอ้างใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นเอกสารปลอม เป็นเหตุให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง และประชาชน ได้รับความเสียหาย พล.ต.อ.สุทินจึงสั่งการให้ บช.ก.สืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
พ.ต.อ.ภาดลกล่าวอีกว่า จากการสืบสวนพบแผนประทุษกรรมคนร้ายกลุ่มนี้จะจ้างบริษัทรับ-ส่งข้อความเพื่อส่งลิงก์ในการเข้าแอพพลิเคชั่นบีบาทและแอพพลิเคชั่น DD Cash และโฆษณาเพื่อประกาศข้อความอันเป็นเท็จเพื่อใช้ในการหลอกลวงโดยค้นหาได้จากเว็บไซต์เพื่อใเข้าไปยังแอพพลิเคชั่นให้กู้ยืมเงิน โดยเปิดใช้บริการหมายเลขโทรศัพท์ในการส่งข้อความและมีเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ที่ประเทศกัมพูชาเป็นสถานที่ในการดำเนินการหลอกลวงประชาชนคนไทย โดยแอบอ้างว่าประกอบสินเชื่อถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อประชาชนหลงเชื่อ คนร้ายจะหลอกลวงให้ประชาชนโอนเงินให้ อ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมในการปล่อยเงินกู้, ค่าธรรมเนียมเอกสาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 10 ของยอดเงินกู้ และจะหลอกต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยอ้างเหตุผลต่างๆ เพื่อให้ประชาชนโอนเงินให้เพิ่ม แต่กลับไม่ได้รับโอนเงินกู้จริงแต่อย่างใด จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มคนร้ายทำการปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อ โดยภายในระยะเวลา 1 เดือน พบว่ากลุ่มคนร้ายใช้บัญชีกว่า 23 บัญชี มียอดเงินหมุนเวียนกว่า 400 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 1 เดือน และมีการยักย้ายถ่ายเทเงินในระยะเวลาที่รวดเร็วเป็นทอดๆ และจะแปรเปลี่ยนเงินที่ได้จากการหลอกลวงดังกล่าวเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค, รถไถนา, ทองคำแท่ง โดยซื้อจากประเทศไทย ก่อนจะนำส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งการกระทำของกลุ่มคนร้ายเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งถือว่าเครือข่ายนี้เป็นคดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงร่วมกันสืบสวนสอบสวนกับพนักงานอัยการ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานอัยการสืบสวนพิสูจน์ทราบกลุ่มผู้ร่วมขบวนการได้แล้ว 16 ราย จึงขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญาในความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบสินเชื่อรายย่อยส่วนบุคคลภายใต้กำกับของกระทรวงการคลังโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันปลอมและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม, ร่วมกันกระทำการอั้งยี่หรือซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกระทำการโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา, มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ มีส่วนร่วมกระทำการใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”
พ.ต.อ.ภาดลกล่าวว่า สืบสวนจนทราบแหล่งที่กบดานกลุ่มคนร้าย ต่อมาจึงเข้าตรวจค้น 6 จุด ใน 5 จังหวัดจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 4 ราย ได้แก่ นายพงศา แสนดี อายุ 25 ปี นายสุวิทย์ ยำหาญ อายุ 28 ปี นายอากุ๋ย แลเซอ อายุ 41 ปี และ น.ส.นวมน พรถาวรสุข อายุ 34 ปี ตรวจสอบประวัติและข้อมูลผู้ต้องขังในเรือนจำพบว่ามีผู้ต้องหาบางส่วนที่ยังถูกคุมขังในคดีอื่นที่เป็นลักษณะเดียวกันอยู่ 6 ราย ได้แก่ นายสมชาย แซ่โอ๋ อายุ 26 ปี นายธีรวุฒิ สุธีกุล อายุ 26 ปี น.ส.ทิพย์นภา แซ่โซ อายุ 36 ปี
นายอาเป้า ลาหู่ อายุ 39 ปี นายศิริชัย พรมศิริอนันท์ อายุ 42 ปี นายสมัดร์ชา อาร์กาเฮน อายุ 42 ปี และจากการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ทำให้เชื่อว่าผู้ต้องหาอีก 4 ราย หลบหนีอยู่ต่างประเทศ และได้ประสานความร่วมมือไปยังอัยการสูงสุดเพื่อออกหนังสือส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป ได้แก่ นายเอกรัชต์ แซ่ลี อายุ 24 ปี นายณัฐพงษ์ดวงมะณี อายุ 25 ปี น.ส.อรุณลักษณ์ แสนหลู่ อายุ 27 ปี และนายสุรชัย แซ่เฉิง อายุ 32 ปี โดยมีผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ในประเทศไทย 2 ราย จากการตรวจค้นทั้ง 6 จุด 5 จังหวัด ยึดของกลางสมุดบัญชี จำนวน 10 เล่ม โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 4 เล่ม และบัตร ATM 3 เล่ม