ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้เศรษฐกิจเวียดนามโตเร็วเกินไป บ้านแพง สินเชื่อพุ่ง เงินฝากโตไม่ทัน
ย้อนกลับไปปี 2540 ไทยเคยเจอบทเรียนราคาแพงจากเศรษฐกิจที่โตเร็วเกินไป จนสุดท้ายฟองสบู่แตก
ตอนนี้คำถามเดียวกันกำลังถูกจับตาที่เวียดนาม ประเทศที่กำลังเป็นดาวรุ่งเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค แต่เบื้องหลังตัวเลข GDP สวยหรู กลับมีสัญญาณที่คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในไทยเมื่อกว่า 20 ปีก่อน โดยเฉพาะราคาบ้านที่วิ่งแซงรายได้คนไปไกลจนน่าตกใจ
เวียดนามตั้งเป้าให้เศรษฐกิจโตเฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2569-2573 เพื่อไต่ระดับขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ภายในปี 2588 ฟังดูเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
เพราะแค่ปีนี้ปีเดียว เศรษฐกิจเวียดนามต้องโตเกือบ 12% ในช่วงครึ่งปีหลัง ถึงจะบรรลุเป้าที่วางไว้ รัฐบาลจึงเดินหน้าอัดฉีดการลงทุนและปล่อยสินเชื่อเต็มที่ เพื่อดันตัวเลขให้ถึงเป้า
‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ มองว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่จะโตเร็วแค่ไหน แต่คือการโตเร็วขนาดนี้กำลังแลกมาด้วยอะไร โดยประเมินว่าเป้าหมาย GDP โต 10% กำลังสร้างแรงกดดันอยู่ 4 ด้านพร้อมกัน
[ สินเชื่อโตเร็วกว่าเงินฝาก แบงก์เริ่มหาเงินยาก ]
ตัวเร่งสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือสินเชื่อ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สินเชื่อในระบบขยายตัวถึง 7.4% ขณะที่เงินฝากโตตามไม่ทัน เพิ่มขึ้นแค่ 5.0%
ฟังดูเป็นตัวเลขห่างกันไม่มาก แต่ผลกระทบไม่เล็กเลย เพราะเมื่อธนาคารปล่อยกู้เร็วกว่าที่หาเงินฝากได้ ก็ต้องแย่งกันระดมเงินฝากมากขึ้น ดอกเบี้ยในตลาดจึงขยับสูงขึ้นตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าตอนนี้ยอดสินเชื่อในระบบสูงกว่าเงินฝากรวมประมาณ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นช่องว่างที่ใหญ่พอจะสร้างแรงกดดันต่อระบบธนาคารได้ในระยะยาว
ยังดีที่ธนาคารกลางเวียดนามยังพอมีเครื่องมือมาช่วยพยุงสภาพคล่องระยะสั้นได้อยู่ ทำให้สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ก็เป็นสัญญาณที่ต้องจับตา
[ บ้านฮานอยแพงจนรายได้ตามไม่ทัน ]
อีกด้านที่ ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ชี้ว่าสะท้อนความร้อนแรงของการโตแบบเร่งรัดคือตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะที่ฮานอย ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งขึ้นเร็วกว่ารายได้ครัวเรือนมาก ขณะเดียวกัน คอนโดใหม่ก็ผุดขึ้นเร็วกว่ายอดขาย ทำให้ห้องว่างเหลือค้างสต็อกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ตัวเลขที่น่าตกใจคือ อัตราส่วนราคาบ้านต่อรายได้ในฮานอยตอนนี้อยู่ที่ 37.7 เท่า พูดง่ายๆ คือคนต้องเก็บเงินเกือบ 38 ปีถึงจะซื้อบ้านได้ ถ้าไม่กู้ นี่คือระดับที่ทำให้คนทำงานทั่วไปแทบไม่มีทางเป็นเจ้าของบ้านได้เลยถ้ารายได้ไม่โตตามทัน ถึงแม้ปัญหานี้จะยังกระจุกอยู่ที่บางเมือง ไม่ได้ลามไปทั่วประเทศ แต่ก็เป็นภาพสะท้อนว่าการเติบโตเร็วไม่ได้แปลว่าทุกคนได้ประโยชน์เท่ากัน
[ ขาดดุลการค้า เงินด่องเริ่มเปราะ ]
นอกจากปัญหาในประเทศ ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ยังชี้ว่าเวียดนามเจอแรงกดดันจากภายนอกด้วย ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เวียดนามขาดดุลการค้าเกือบ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะนำเข้าโตเร็วกว่าส่งออก
เมื่อบวกกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ไม่ได้หนามาก จุดนี้กลายเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินด่องอ่อนตัวลง ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานเข้า อาจกระทบต้นทุนนำเข้าและเงินเฟ้อในประเทศตามมาได้
[ ธนาคารยังแข็งแรง แต่ต้องจับตาความเชื่อมั่น ]
ข่าวดีเดียวที่พอมีคือ ระบบธนาคารเวียดนามยังมีเงินกันสำรองอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย โดยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 12.06% ณ สิ้นปี 2568 สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด และทางการก็เริ่มออกมาตรการมาดูแล เช่น ลดเป้าการเติบโตของสินเชื่อลง และอัดฉีดสภาพคล่องผ่านตลาดเปิดเพื่อประคองระบบ
แต่สิ่งที่เตือนคือ ความเสี่ยงตัวจริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเงินกองทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ความเชื่อมั่น” ถ้าคนเริ่มไม่มั่นใจในระบบธนาคารขึ้นมาสักจุดหนึ่ง ปัญหาสภาพคล่องและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดูเหมือนควบคุมได้ตอนนี้ อาจลุกลามกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบได้เร็วกว่าที่คิด
สุดท้าย ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ประเมินว่าเวียดนามกำลังเดินอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างการรักษาเป้าหมายโต 10% กับการดูแลไม่ให้เศรษฐกิจเปราะบางเกินไป ถ้าเลือกเดินหน้าเต็มสูบต่อ ก็มีโอกาสเห็นตัวเลข GDP สวยหรู แต่ถ้าความเสี่ยงด้านสินเชื่อ บ้าน หรือค่าเงิน ลุกลามขึ้นมาจริง สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่เศรษฐกิจโตช้าลง แต่อาจเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ยากกว่าเดิม