ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ ภาค 3: รำลึกอานนท์ เรียกร้องลบมรดก 6 ตุลาฯ ปล่อยเพื่อนเรา ปลดปล่อยความจริง
2 สิงหาคม 2569 เวลา 17:00 น. ที่ถนนราชดำเนินกลาง บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์สาขาอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนร่วมกับเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ จัดการชุมนุม “ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ ตอน จดหมายจากอัซคาบัน” เพื่อรำลึกถึงการชุมนุมที่มีชื่อเล่นว่า “ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์” 2 ครั้งก่อนหน้า เชิญชวนประชาชนเขียนจดหมายถึงผู้ต้องขังคดีการเมือง และรณรงค์เข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งเสนอยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 ที่มีสาระสำคัญคือเพิ่มอัตราโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และโทษหมิ่นประมาททั้งระบบ
ย้อนไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นครั้งแรก ในการชุมนุม “เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย” ซึ่งนำวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “แฮร์รี่ พอตเตอร์” (Harry Potter) เป็นธีมของการชุมนุม
และ 3 สิงหาคม 2564 หลังจากม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ครั้งแรก 1 ปี มีการชุมนุม “เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาชน” ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ยืนยันข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ฯ ขับไล่รัฐบาลที่นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันมีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 และ 110 อย่างน้อย 34 คน โดยที่รัฐสภาได้พิจารณาผ่านร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ที่จะไม่นิรโทษกรรมให้กับบุคคลเหล่านี้ และอยู่ในขั้นตอนการทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้
การชุมนุมเริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 17:05 น.โดยตลอดการชุมนุม ผู้ชุมนุมจะตะโกนว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ" และตะโกนคาถา “Expecto Patronum” หรือคาถาผู้พิทักษ์จากวรรณกรรมเรื่อง Harry Potter
ต่อสู้ระบอบสีน้ำเงิน-นิรโทษกรรม 112 คือก้าวต่อไปของการต่อสู้
ธัชพงศ์ แกดำ ปราศรัยโดยอ่านจดหมายของอานนท์ นำภา ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2569
“ขณะนี้ ผมถูกสังคมเก่าจำคุกด้วยคำพิพากษาไปแล้ว 32 ปี ทว่าคำพิพากษาเหล่านั้น ก็เป็นได้เพียงการสาดน้ำใส่ขุนเขา ไม่ได้มีความหมายอะไร เพราะต่อไปในภายภาคหน้า ลูกหลานเราจะมาพิพากษากลับให้ผมเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอน
เวลาที่ขยับไปทุกขณะ กำลังเปิดเผยความจริงให้แจ่มชัด เป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมและเพื่อนๆ ที่พูดกันมาในตลอดปี 2563 ในทุกการชุมนุม เป็นความจริง และความจริงจะคอยปกป้องผมให้ปลอดภัย รอคอยการได้รับอิสรภาพ เมื่อฟ้ารุ่งราง…สุดท้ายผมขอฝากกำลังใจและความห่วงใยไปถึงเพื่อนๆ ทุกคน ขอให้ความฝันอันงดงามเป็นดั่งแสงดาวที่ผสานพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน จนกว่าจะถึงเส้นชัยของเรา” ส่วนหนึ่งของจดหมายของอานนท์ระบุไว้
ธัชพงศ์ปราศรัยต่อไปว่า ครั้งแรกที่จัดเวทีนี้เมื่อปี 2563 เราทุกคนอยู่ในความกลัวที่ถูกสร้างขึ้น แต่วันนั้นเราได้เอาชนะความกลัวที่ทำให้พวกเราเงียบ แต่วันนี้ ผ่านมา 6 ปี สิ่งที่เรากำลังเผชิญคือการทำให้เพื่อนเรากลัวและเลือกที่จะเงียบ
ล่าสุด มีความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ แต่พ.ร.บ. ดังกล่าวที่ไม่รวมมาตรา 112 ไม่สามารถสร้างสันติสุขได้อย่างแท้จริง เพราะตราบใดที่ยังมีการอ้างและใช้สถาบันกษัตริย์และมาตรา 112 เพื่อที่จะป้องกันการตรวจสอบและใช้เป็นอาวุธเชือดเฉือนประชาชน สันติสุขและสมานฉันท์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ การนิรโทษกรรมที่ไม่รวมมาตรา 112 มันไม่ใช่การสร้างสันติสุขและไม่ใช่การนิรโทษกรรม แต่เป็นการหลอกลวง ตบหน้า ตบตา ตบหัว และกดหัวประชาชน และยังเผชิญกับระบอบสีน้ำเงิน
เขาปราศรัยต่อว่า ประวัติศาสตร์ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ย้ำเตือนเราเสมอจนถึงปัจจุบันว่า เมื่อใดก็ตามอำนาจถูกใช้ในการแอบอ้างว่าจงรักภักดี ประเคนความซื่อสัตย์แบบถวายหัว ประเคนความจงรักภักดีเพียงเพื่อจะกดหัวประชาชน เมื่อนั้นความอยุติธรรมและคุกอัซคาบันก็ยังคงเกิดขึ้นเพื่อจะกักขังคนที่พูดความจริง
วันนี้จึงไม่ใช่การรำลึกอดีตอย่างโศกเศร้าและสิ้นหวัง แต่เราจะเสกคาถาผู้พิทักษ์เพื่อถอนรากถอนโคนระบอบสีน้ำเงิน ต่อสู่กับระบอบสีน้ำเงิน ต่อสู้กับ สว. สีน้ำเงิน เพื่อถอนรากถอนโคนการรับใช้อำนาจเผด็จการ ด้วยการเข้าชื่อกฎหมายเพื่อประชาชน
“จงจำไว้ให้ดี ไม่มีใคร ไม่มีรัฐบาลสีน้ำเงิน หรือ สว. สีน้ำเงิน ไม่มีใครที่จะอ้างสิทธิใช้สถาบันพระมหากษัตริย์มากดหัวประชาชน เพราะตราบใดผู้คุมวิญญาณยังกักขัง แต่จงจำไว้ว่า เมื่อใดที่พวกเขาไม่สามารถกักขังจิตวิญญาณประชาชน เมื่อนั้นพวกเราจะสู้ต่อไป”
ธัชพงศ์ยังกล่าวว่า เราถูกทำให้กลัวจนวันนี้ ทุกคนกลัว และกลัวติดคุก เราสูญเสียครอบครัว เราสูญเสียเพื่อน เรากำลังถูกทำให้กลัว และทางเลือกของเราถูกบีบด้วยการทำให้เงียบ เราจะเสกคาถาผู้พิทักษ์ เราจะก้าวต่อไป โดยไม่กลัวอีก ก่อนกล่าวว่า “นิรโทษกรรม 112” และ “ไม่เอาระบอบสีน้ำเงิน” นี่คือก้าวต่อไปของการต่อสู้ของเรา
จดหมายจาก “ฟรานซิส” และการได้พบอานนท์ขณะสืบพยาน
ลำดับต่อมา สุวรรณา ตาลเหล็ก หรือลูกตาล อ่านจดหมายของฟรานซิส บุญเกื้อหนุน เป้าทอง ผู้ต้องขังคดี 110 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เล่าถึงคดีตามมาตรา 110 ของเขา ในวาระครบ 100 วันของการถูกคุมขัง
จดหมายของฟรานซิสมีส่วนหนึ่งระบุถึง ดันเต (Dante) มหากวีชาวอิตาลี ผู้เขียนเรื่อง “บทเพลงแห่งพระเจ้า” (Divine Comedy) ว่า “ศาลอุทธรณ์ส่งผมมาที่แห่งนี้ (เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร คลองเปรม) คาดหวังว่าผมจะต้องได้รับโทษตามที่ผมถูกกล่าวหาไว้ แต่ถ้าหากดันเตได้สอนอะไรไว้นั้น โชคชะตาชั่งน้ำหนักวิบากกรรมของผู้ใจบุญ กับความสถุลของผู้ใจทรามด้วยตาชั่งที่ต่างกันเสมอ และด้วยชื่อของผมคือ ‘บุญเกื้อหนุน’ ผมเชื่อว่าวิบากกรรมในครั้งนี้จะถูกชั่งด้วยตาชั่งที่เที่ยงธรรมและเสมอภาคโดยไม่มีเงื่อนไข”
หลังจากนั้น ลูกตาลเล่าถึงการเข้าไปเยี่ยมอานนท์ขณะที่เขาถูกเบิกตัวไปสืบพยานในคดีต่างๆ โดยระบุว่า ลูกของอานนท์ดีใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโซ่ตรวน ที่หมายถึงการมาของพ่อของเขา
“พี่ก็ไม่ใช่คนที่กล้าหาญ พี่ยังไม่สามารถก้าวผ่านความกลัว ที่ผ่านมา พี่ขอบคุณอานนท์ที่อยู่ในขบวนด้วยกัน ขอบคุณอานนท์ที่เป็นทนายให้พี่ ขอบคุณในทุกๆ ครั้งที่อานนท์จะให้กำลังใจพี่เสมอ” โดยอานนท์จะบอกให้ลูกตาลดูแลสุขภาพ โดยลูกตาลจะบอกว่า ให้ตั้งความหวังและไปต่อ แม้จะไม่สามารถก้าวผ่านความกลัว แต่ความกลัวก็ไม่ได้ทำให้ลูกตาลหยุดอยู่กับที่
“รักและศรัทธา อานนท์ นำภา” ลูกตาลทิ้งท้าย
รู้จักอานนท์ก่อนม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์ และมรดก 6 ตุลาฯ ที่เขาได้รับ
ถัดมา อานนท์ ชวาลาวัณย์ อ่านจดหมายของอรรถพล บัวพัฒน์ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยเกริ่นถึงการปราศรัยของอรรถพลที่ถือตุ๊กตางู และพูดถึงงูเห่า และได้มีโอกาสสังเกตการณ์คดีจากการปราศรัยหน้าสถานทูตเยอรมนี โดยจดหมายของอรรถพลมีส่วนหนึ่งที่เรียกร้องให้ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ด้วย
อานนท์ปราศรัยต่อไปโดยการแนะนำให้รู้จักอานนท์ นำภา ในแง่มุมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และมรดกบาปจากรัฐประหาร 6 ตุลาฯ โดย 6 ปีที่แล้ว อานนท์สวมชุดครุยแฮร์รี่ พอตเตอร์ พูดถึงช้างที่อยู่ในห้องอย่างเปิดเผย แต่ในช่วงชีวิตของอานนท์นั้น นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่พูดโดยไม่มีท่าทีจิกกัด เป็นการพูดที่นอบน้อม จริงใจ แต่หนักแน่น
หลังจากวันนั้น เขาได้เปิดเพดานใหม่ และมีหลายคนเดินตามมา สุดท้าย การพูดถึงช้างที่อยู่ในห้องป็นการพูดถึงประเด็นนั้นตรงไปตรงมา อานนท์ยังเป็นทนายคนแรกๆ ที่ว่าความคดี 112 ให้กับคนเสื้อแดง และยังคงว่าความเช่นนั้น
อีกบทบาทของอานนท์ นำภา ที่อานนท์ชวนรู้จัก คือการเป็นคนที่ลุกขึ้นมาต้านรัฐประหาร โดยอานนท์และผองเพื่อนในกลุ่ม “พลเมืองโต้กลับ” ได้ชวนคนมารำลึกถึงการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 เช่น คลิป “จูบเย้ยจันทร์(โอชา)” ที่ใช้เพลงจูบเย้ยจันทร์รณรงค์การเลือกตั้ง สุดท้ายเขาถูกดำเนินคดีในศาลทหาร แต่แม้จะถูกดำเนินคดี เขาก็ยังใช้ประเด็นนี้รณรงค์ไม่ให้พลเมืองขึ้นศาลทหาร ต่อมาเขาเคลื่อนไหวในกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ออกมารณรงค์ให้มีการเลือกตั้งตามคำสัญญา ฉวยใช้นิทานพิน็อคคิโอ (Pinocchio) เพื่อทวงสัญญา และถูกดำเนินคดีอีกครั้ง แม้อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ให้คำสัญญาดังกล่าวจะเคยกล่าวว่า เราจะทำตามสัญญา เขาใช้พื้นที่เหล่านี้มาเป็นเสมือนเลกเชอร์ของกระบวนการยุติธรรม
เขากล่าวต่อไปว่า สิ่งหนึ่งที่คณะรัฐประหารมีเหมือนกัน คือการเอาอาวุธมาจ่อที่ห้องข่าวของสื่อมวลชน มาจ่ออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไม่ให้ใครมาประท้วง เสมือนว่ามันไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกต่อไป จึงใช้โอกาสที่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กำลังจะครบ 50 ปีมาลบล้างมรดกรัฐประหารในครั้งนั้น
หนึ่งในมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ คือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งเป็นการเพิ่มโทษหมิ่นประมาททั้งระบบใหม่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกเพิ่มโทษจากเดิมจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุก 3-15 ปี และโทษหมิ่นอื่นๆ ก็ถูกเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการวิจารณ์นโยบายสาธารณะ ในโอกาส 50 ปี 6 ตุลาฯ จึงขอเชิญชวนประชาชนให้เข้าชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41
เรียกร้องลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ในฐานะ “คนเดือนตุลาที่ยังคงยืนอยู่”
“ป้าปุ๊ย” คนเดือนตุลาฯ ผู้เคยร่วมชุมนุมในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อ่านจดหมายของอานนท์ นำภา ฉบับลงวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่กล่าวถึงสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนผ่านงานเขียนของชานันท์ ยอดหงษ์ ผ่านชื่อเรื่อง ประวัติศาสตร์ที่เพศสร้าง
ป้าปุ๊ยกล่าวต่อไปว่า ได้อ่านจดหมายอานนท์ที่พูดถึงสมศักดิ์ และคนเดือนตุลาคนอื่นๆ ในฐานะคนเดือนตุลาคนหนึ่ง ขอคารวะนักต่อสู้ทุกคนทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะอานนท์ “ผู้กล้าหาญทะลุเพดาน ด้วยความเคารพตัวเอง พูดความเป็นจริงและปัญหาของสังคมอย่างตรงไปตรงมา”
เธอกล่าวต่อไปว่า “พวกเราคนเดือนตุลาที่ยังคงยืนอยู่ ได้ร่วมกันเสนอการรณรงค์ให้ยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพราะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นมรดกจากการรัฐประหาร 2519 อันเป็นผลพวงจากการสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 พร้อมกับแก้ไขอัตราโทษที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกประชาชน หรือข้อหาหมิ่นให้สูงขึ้นถึง 15 ปี” และทิ้งท้ายว่า ขอเคารพและคารวะนักต่อสู้ทุกคน “พวกเราต้องเข้มแข็งและสู้กันต่อไปในวิถีทางของตัวเอง”
เวลาประมาณ 18:30 น. ผู้ชุมนุมที่ถือหน้ากากรูปใบหน้าของอานนท์ นำภา ได้ร่วมกันร่ายคาถาผู้พิทักษ์ Expecto Patronum เพื่อรณรงค์ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ พร้อมทั้งตะโกน “ไม่เกิน 7 ปี ไม่มีขั้นต่ำ” เพื่อรณรงค์ให้โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กลับไปเป็นเหมือนก่อนที่จะมีคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41
ความยุติธรรมที่มาช้า คือความยุติธรรมจริงหรือไม่
ใบปอ ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ อ่านจดหมายของเนติพร เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ที่เสียชีวิตระหว่างที่อยู่ในเรือนจำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 โดยแฮร์รี่พอตเตอร์เป็นวรรณกรรมที่บุ้งและใบปออ่านด้วยกันในเรือนจำ โดยจดหมายของบุ้งเป็นจดหมายฉบับสุดท้าย
“จนถึงวันนี้ ทุกอย่างชัดเจน เมื่อเป็นลูกผู้พิพากษาทำให้เห็นว่า การมีอยู่ของพวกเขา พวกเขาคิด พวกเขาทำอย่างโจ่งแจ้ง เขากล้าทำขนาดนี้โดยไม่แคร์สายตาโลก ทำไมไม่สั่งประหารพวกเราไปเลยหรอคะ” บุ้งตั้งคำถามผ่านจดหมาย ลงวันที่ 14 มีนาคม 2567
ใบปอกล่าวหลังการอ่านจดหมายของบุ้งว่า เนื่องจาก 8 สิงหาคม จะเป็นวันคล้ายวันเกิดครบปีที่ 31 ของบุ้ง จึงเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรมและงานเสวนาว่าด้วยกระบวนการยุติธรรม สิทธิรักษาพยาบาล และแนวทางการต่อสู้แบบสันติวิธีที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ และทิ้งท้ายว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความยุติธรรมจริงหรือ”
อนาคตเรา เราขอกำหนดเอง
ปิดท้ายการปราศรัยด้วย ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ปราศรัยว่า พรุ่งนี้ (3 สิงหาคม 2569) จะเป็นวันครบรอบ 6 ปี ของการชุมนุมแฮรี่พอตเตอร์ 6 ปีที่คำปราศรัยของอานนท์ นำภา ได้เบิกทางแง้มฝ้าเพดานในการพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์กับการเมืองไทย ในวันนั้นอานนท์พูดอย่างเป็นเหตุเป็นผล อยู่บนหลักการและความจริง ไม่มีคำหยาบคาย ไม่มีกาารให้ร้าย และเป็นการแสดงความเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจจากทนายคนหนึ่ง
อานนท์พูดถึงการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการขยายพระราชอำนาจ ภายใต้ระบอบประยุทธ์ พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายหลังจากผ่านประชามติโดยประชาชนไปแล้ว พูดถึงการใช้งบประมาณที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยแต่ไม่เคยมีคำตอบ และเสนอว่าต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ทุกสถาบันทางการเมืองต้องกลับมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ตามระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ทั้งหมดนี้เป็นการเบิกทางให้เราหลายๆคนได้ทำความเข้าใจว่า เรื่องที่ใครหลายคนมักพูดในที่ลับ ในบ้าน บนโต้ะกินข้าว แท้จริงแล้วก็สามารถพูดในที่สาธารณะได้ หากเราตั้งคำถามด้วยเหตุผล และพูดเรื่องจริงที่ใครก็ปฎิเสธไม่ได้
“จนในเวลาต่อมาฝ้าเพดานที่เปราะบางและไร้เหตุผลก็ต้องทลายลงไป จากแรงอัดอั้นที่มันสะสม จากความสงสัยที่ไม่เคยได้คำตอบ ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะคนธรรมาดาหนึ่งคนพูด เมื่อคนเห็นด้วยก็กลายเป็น 10 และจาก 10 ก็กลายเป็นหลายร้อยหลายพัน
เมื่อฝ้าเพดานที่คอยหลอกหลอนให้เรากลัว ได้ทลายลงไปแล้ว พวกเขาจึงเลือกใช้การกดปราบที่รุนแรงขึ้น ด้วยการใช้มาตรา 112 ใช้กฎหมายต่างๆ จับคนพูดความจริงไปขัง เขาสร้างความกลัว เพื่อหวังอุดรอยรั่วของฝ้าเพดานนั้น เพื่อหวังว่าการพูดความจริงนี้จะสิ้นสุดลง แต่พวกเขาคิดผิด เพราะการสร้างความกลัวอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ยิ่งผลักให้คนหมดศรัทธา และยังเพิ่มน้ำหนักเติมเหตุผลให้คนที่ไม่เคยศรัทธาเลยด้วยซ้ำ” ภัสราวลีกล่าว
เธอระบุต่อไปว่า โครงสร้างทางสังคมที่ควรทำให้ใช้ชีวิตในสังคมนี้ได้อย่างปลอดภัย กระบวนการยุติธรรมที่เราควรไว้ใจ และหวังพึ่งได้ ณ วันนี้มันก็ได้ทลายพังไปหมดแล้วเช่นกัน ทั้งหมดนี้ก็เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญที่เราไม่ได้เป็นคนเขียน ปัญหาทางการเมืองที่สะสม เป็นผลมาจากกติกาสูงสุดที่ไม่เคยเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นคนกำหนดเอง
“เมื่อเขาเขียนให้ เขาอนุญาตให้เรามีเสรีภาพหลายข้อ ตามรัฐธรรมนูญ แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่กระทบกับความมั่นคงของรัฐ แน่นอนว่า ความมั่นคงของรัฐ ที่เขาเขียนนั้นไม่ใช่ความมั่นคงของประชาชน แต่เป็นความมั่นคงที่รัฐเป็นคนตีความอยู่ฝ่ายเดียว อยากเอาใครไปขัง ก็อ้างว่าเพราะคนเหล่านั้น เป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งถ้าไม่มีข้อแม้นี้ในรัฐธรรมนูญ พวกเขาคงจับเพื่อนเราไปขังได้ยากกว่านี้มาก” ภัสราวลีกล่าว
เธอเน้นย้ำความจำเป็นของการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า สิ่งที่เราเคยฝันกันเมื่อ 6 ปี ก่อน มันกำลังเดินหน้าแล้ว จาก 8 กุมภาที่ 21.6 ล้านเสียงได้ช่วยกันเปิดประตูบานแรก ณ วันนี้เรากำลังไปสู่ประตูบานที่ 2 ที่ต้องช่วยกันตัดสินใจว่าใครจะมาเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ภัสราวลีกล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นช่องทางเดียวที่เราจะมั่นใจได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นรัฐธรรมนูญที่เชื่อมั่นได้ กินได้ เป็นกติกาสูงสุดที่เห็นแก่ความมั่นคงของประชาชนเป็นที่สำคัญ ทุกสถาบันการเมืองในประเทศนี้ ต้องกลับมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และเพื่อให้มั่นใจว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง จะได้ไม่มีใครมาแก้ไขหลังผ่านมติจากประชาชนไปแล้วได้อีก
“แม้ว่าวันนี้เราจะได้รายชื่อแสนกว่ารายชื่อแล้ว แต่มายอยากชวนทุกคนมาทำลายประวัติศาสตร์ร่วมกันอีกครั้ง ใครเห็นด้วยกันว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ คือการกำหนดอนาคตที่สำคัญ และไม่เชื่อมั่นให้ใครมากำหนดแทนเรา ขอให้มาลงชื่อร่วมกัน ว่าเราต้องการ สสร.เลือกตั้ง ผ่านเว็บ conforall.com”
“อนาคตเรา เราพร้อมแล้วที่จะกำหนดเอง สีน้ำเงินจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ” ภัสราวลีทิ้งท้าย ก่อนจะอ่านจดหมายของอานนท์ นำภา ซึ่งส่วนหนึ่งระบุว่า “ที่ปิดปากคนไม่ใช่กฎหมาย ที่ปิดปากคนคือคน”
เวลา 19:11 น. ผู้ชุมนุมปิดท้ายกิจกรรมด้วยการชูไม้กายสิทธิ์ ไฟเย็น และเปิดแฟลช เสกคาถาผู้พิทักษ์ และตะโกน “ปล่อยอานนท์ ปล่อยเพื่อนเรา ปลดปล่อยความจริง” ก่อนยุติกิจกรรมในเวลา 19:15 น.