โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฮอยต์ ฟัน ฮอยเตอมา จากคนหนุ่มผู้ถูกปฏิเสธ สู่ผู้กำกับภาพคู่บุญของโนแลน

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

The Odyssey (2026)หนังมหากาพย์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ที่ลงโรงฉายในเวลานี้ คือภาพยนตร์ลำดับที่ 5 ที่โนแลนร่วมงานกับ ฮอยต์ ฟัน ฮอยเตอมา (Hoyte Van Hoytema) ผู้กำกับภาพชาวดัตช์ ที่เข้าชิงออสการ์ สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมครั้งแรกจาก Dunkirk(2017) ของโนแลน และคว้ารางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมได้จาก Oppenheimer(2023) หนังฟอร์มยักษ์ของโนแลนที่คว้าออสการ์กลับบ้านได้ถึง 7 สาขา

เส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพของฮอยเตอมามีความน่าสนใจ เขาเป็นชาวดัตช์ที่ครอบครัวไปตั้งรกรากที่สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะย้ายกลับมาที่เนเธอร์แลนด์หลังจากเขาเกิดได้ไม่นาน เขาเล่าว่าเขาหลงใหลในภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก และพยายามสอบเข้าสถาบันภาพยนตร์เนเธอร์แลนด์ อันเป็นวิทยาลัยศิลปะชั้นนำในอัมสเตอร์ดัม ทว่าไม่เคยประสบความสำเร็จ ฮอยเตอมาวัยหนุ่มถูกสถาบันภาพยนตร์เนเธอร์แลนด์ปฏิเสธถึง 2 ครั้ง ทำให้เขาหันเหไปลงเรียนกับสถาบันอื่นในยุโรปที่ไกลบ้านกว่าอย่างสถาบันสอนภาพยนตร์แห่งวูช ประเทศโปแลนด์

หากแต่เส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพของฮอยเตอมาไม่ง่าย หลังเรียนจบ เขาระเห็จตัวเองไปทำงานในโรงงานผลิตสบู่ เล่นดนตรีเพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยที่ก็ดิ้นรนมองหาโอกาสในการทำงานกำกับภาพหรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างไม่ลดละ

แต่โอกาสไม่ได้มาถึงโดยง่าย เขาเล่าว่ามีอยู่หลายจังหวะชีวิตที่เขาไม่มีงานทำ หรือต้องทำงานอื่นเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเลี้ยงชีพ ระหว่างที่ก็กัดฟันสู้ยิบตาเพื่อหางานทำในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในบ้านเกิด

“ผมรอโอกาสนานเหลือเกิน คิดว่าช่วงเวลาที่ผมเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับงานสายนี้เท่าไร มันก็สลักสำคัญเหมือนกัน” เขาบอก “แต่ผมแค่ไม่เคยหยุดพยายาม คิดตลอดเวลาว่าอยากทำงานนี้ และไอ้ช่วงเวลาที่ผมไปทำงานอย่างอื่น ผมก็เรียนรู้ เติบโต พัฒนาทักษะในเส้นทางที่ต่างออกไปเท่านั้น

“มันแค่ว่า ผมอาจเรียนรู้เรื่องงานภาพต่างไปจากคนที่เรียนจบด้านการถ่ายภาพโดยตรง และได้ทำงานในสายนี้อย่างรวดเร็วแค่นั้นเอง”

การกัดฟันสู้ยิบตาเพื่อจะได้ทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เนเธอร์แลนด์ ออกดอกผลในอีกหลายปีให้หลัง เมื่อเขาได้ไปทำงานเป็นผู้ช่วยกล้องคนที่สองให้ ยูลส์ ฟัน เดน สตีนโฮเวน (Jules van den Steenhoven) ผู้กำกับภาพรุ่นใหญ่ชาวดัตช์ และขยับมาเป็นเด็กฝึกงานกับ ร็อบบี มึลเลอร์ (Robby Müller)ผู้กำกับภาพระดับตำนาน ที่เราอาจเคยเห็นผลงานของเขามาแล้วจาก Paris, Texas(1984), Until the End of the World(1991)

“ผมเรียนรู้จากเขาเยอะมาก” ฮอยเตอมาบอก “ไม่ใช่จากสิ่งที่เขาสอนผมตรงๆ หรือจากสิ่งที่ผมมาสังเกตตัวเองทีหลังหรอก แต่เหมือนผมพยายามลอกเลียนทัศนคติเวลาเขาถ่ายหนัง และที่ผมเรียนรู้จากเขาคือ การทำทุกอย่างให้เรียบง่ายที่สุด คิดให้เรียบง่าย ทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ ซึ่งมันมีเรื่องการทำงานกับคนอื่นๆ มากมายเต็มไปหมด”

งานชิ้นแรกๆ ของฮอยเตอมา คืองานกำกับสารคดีและซีรีส์ในเนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน ก่อนที่เขาจะเริ่มมีชื่อเสียงจาก Let the Right One In (2008)หนังเฮอร์เรอร์ร่วมทุนสร้าง 3 สัญชาติ (สวีเดน-นอร์เวย์-ฝรั่งเศส) กำกับโดย โทมาส อัลเฟรดสัน (Tomas Alfredson)

หนังเล่าเรื่องของ ออสการ์ เด็กชายวัย 12 ปีที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวในย่านแบล็คเบิร์ก ชานเมืองกรุงสตอกโฮล์ม เขาถูกกลั่นแกล้งจนต้องเก็บเนื้อเก็บตัวคนเดียวเงียบๆ กระทั่งเขารู้จักกับ เอลี เด็กสาวปริศนาที่ย้ายเข้ามาอยู่ห้องข้างๆ และเริ่มสานสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็ว

กระนั้น แม้ออสการ์จะสุขใจกับการมีเอลีเคียงข้างแค่ไหน แต่เขาก็อดสังเกตไม่ได้ว่าเธอมีบางอย่างผิดแปลกไปจากเด็กคนอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า เธอออกแดดไม่ได้ และดูเหมือนเธอต้องได้รับความช่วยเหลือจากชายชราประหลาดคนหนึ่งเสมอ ยังไม่รวมถึงตลอดระยะเวลาที่เขาอยู่ใกล้ๆ เธอนั้น คดีฆาตกรรมในตัวเมืองก็พุ่งสูงขึ้นด้วย

“ฮอยเตอมาเป็นกวีตัวจริงเลยล่ะ ผมดีใจมากที่ได้เจอจิตรกรชาวดัตช์แบบเขา” อัลเฟรดสันกล่าวถึงฮอยเตอมาอย่างรักใคร่ “อันที่จริง การถ่ายหนังฌ็องร์นี้มันซับซ้อนมาก เราต้องคุยกับผู้กำกับภาพเยอะทีเดียว แต่สำหรับฮอยเตอมา เรามักคุยถึงเรื่องปรัชญา ความเป็นมนุษย์ มากพอๆ กับเรื่องวิชวลของหนัง และพยายามทำการบ้านเรื่องภาพวาดจากจิตรกรชาวดัตช์ เพื่อดูเรื่องงานแสดงในหนังน่ะ”

หนังสัญชาติอเมริกันเรื่องแรกที่ฮอยเตอมากำกับภาพคือ The Fighter (2010)หนังดราม่าของ เดวิด โอ. รัสเซลล์ (David O. Russell) ที่เข้าชิงออสการ์ 7 สาขา และส่ง คริสเตียน เบล (Christian Bale) กับเมลิสสา ลีโอ (Melissa Leo) คว้ารางวัลสมทบชายและหญิงตามลำดับ

โดยหนังเล่าเรื่อง มิกกี้ นักมวยอาชีพที่กลายเป็นบันไดให้คนอื่นเหยียบเพราะถูก ดิกกี้ พี่ชายคนละพ่อ ซึ่งเคยเป็นนักมวยฝีมือฉกาจแต่ตกต่ำเพราะติดยา รับหน้าที่เป็นเทรนเนอร์ควบคู่กับแม่ที่รับบทเป็นผู้จัดการ จนการบริหารจัดการที่สับสนวุ่นวายของครอบครัวเริ่มฉุดรั้งเส้นทางอาชีพของมิกกี้เอาไว้ กว่ามิกกี้จะกล้าลุกขึ้นทวงเส้นทางชีวิตและอาชีพนักมวยของตัวเองคืนมา เขาก็ต้องฝ่าเงื่อนไขชีวิตมากมายที่พร้อมจะทำให้เส้นทางสู่ชัยชนะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ

อาจจะพูดได้ว่า นี่เป็นหนังฟอร์มใหญ่ทุนสร้างฮอลลีวูดเรื่องแรกของฮอยเตอมา และมันบีบให้เขาต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานและวิธีคิดไปพอสมควร “เวลาถ่ายหนังทุนน้อย มันไม่มีอะไรที่เราทำได้มากนักหรอก” เขานึกย้อนกลับไปยังเส้นทางการทำงานของตัวเอง “พอหันมองสิ่งที่ตัวเองเคยทำสมัยเริ่มงานใหม่ๆ ผมพบว่าการอยู่ในกองถ่ายหนังทุนต่ำ มันเต็มไปด้วยการพยายามจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้มากที่สุด ฟังดูน่าเบื่อใช่ไหมล่ะ แต่มันคือการจัดสรรให้ทุกอย่างออกมาเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุดนั่นแหละ”

งานกำกับภาพของฮอยเตอมาใน The Fighterเป็นสายตาที่น่าสนใจ กล่าวคือ มันเฝ้ามองชีวิตมนุษย์ตัวเล็กตัวน้อยบนผืนผ้าใบ การเคลื่อนกล้องของฮอยเตอมาไม่ขยับไปสู่การเป็นหนังที่จับจ้องการต่อสู้ ทว่ามันมักสำรวจความอ่อนไหว ความเครียดเขม็ง และความเด็ดขาดของตัวละครหลัก ขณะเดียวกัน มันก็เป็นภาพเกรนแตกๆ ราวกับเป็นภาพที่เกิดจากการถ่ายทอดสดกีฬาทางโทรทัศน์ สั่นไหวและขยับตามตัวละคร โดยเฉพาะช่วงการต่อสู้นัดสำคัญท้ายเรื่อง การเคลื่อนกล้องและจับจ้องตัวละครของฮอยเตอมามีผลต่ออารมณ์คนดูมหาศาล

และนั่นคือช่วงเวลาไม่กี่ปีก่อนหน้าที่ฮอยเตอมาจะได้ร่วมงานกับโนแลนเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมา โนแลนมีผู้กำกับภาพคู่บุญคือ วอลลี ฟิสเตอร์ (Wally Pfister) มาโดยตลอด แต่ช่วงขวบปี 2014 ฟิสเตอร์ก็มีโปรเจกต์ส่วนตัวอย่างการกำกับหนังยาวเรื่องแรก Transcendence(2014) ที่ทำให้เขาไม่อาจปลีกเวลามาทำหนังร่วมกับโนแลน ซึ่งตอนนั้นตั้งใจจะทำหนังที่พูดถึงนักบินอวกาศที่ออกเดินทางข้ามผ่านกาแล็กซีเพื่อหาดาวเคราะห์ดวงใหม่สำหรับมนุษยชาติ

แน่นอนว่านั่นคือ Interstellar (2014) หนังที่ทำรายได้ถล่มทลายไปทั่วโลกกว่า 774 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท) “ตอนแรกผมคิดว่าหนังมันออกจะเรียกร้องจากผมเกินค่าตัวไปนิด ซึ่งว่าไปก็จริงอยู่น่ะนะ" ฮอยเตอมาเล่าติดตลก “แต่หนังมันทะเยอทะยานมาก ผมกังวลจนนอนไม่หลับ เอาแต่คิดว่าจะไหวไหม แต่รู้ตัวเองอีกทีก็กระโจนลงสนามไปแล้ว พยายามทำให้ทุกอย่างมันออกมาเป็นรูปเป็นร่าง

“ก็รู้สึกว่าไอ้เจ้าโปรเจกต์นี้ ผลักให้ผมทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ รวมทั้งสิ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำมาก่อน”

Interstellarยังเป็นเรื่องแรกที่เปิดโอกาสให้ฮอยเตอมาได้ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX และเขาต้องเรียนรู้ที่จะแบกเจ้ากล้องยักษ์นี้ถ่ายทำหนังที่พูดถึงความเวิ้งว้างของอวกาศ ควบคู่กับสายสัมพันธ์พ่อลูกที่ส่งผ่านกันข้ามจักรวาล “ประเด็นคือเจ้ากล้อง IMAX ถูกมองว่าใหญ่เทอะทะมาโดยตลอด คนเลยมักวางกล้องบนราง ถ่ายมันกับรางดอลลี่" เขาเล่า “แต่ผมน่ะฝันเฟื่องว่า จะเป็นยังไงนะ ถ้ากล้องมันกะทัดรัดกว่านี้ ถ่ายทำคล่องตัวกว่านี้ เหมือนที่เราถ่ายหนังด้วยกล้องตัวเล็กๆ”

ทางออกของผู้กำกับภาพชาวดัตช์คือ หาทางทำทุกอย่างเพื่อเอาเจ้ากล้องยักษ์นี่ขึ้นบ่าให้ได้ “ไม่รู้แหละ พวกเราก็ดัดแปลงไอ้เจ้าอ้วนนี่นิดๆ หน่อยๆ ทำให้มันเข้ากับสรีระมนุษย์มากขึ้น หาทางทำให้เอาขึ้นไปวางบนบ่าจนได้ ผมเลยถ่ายหนังด้วยกล้อง IMAX แบบแฮนด์เฮลด์ได้ยังไงล่ะ” (อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าฮอยเตอมาเป็นคนร่างใหญ่ การที่เขาจะแบกกล้อง IMAX ขึ้นบ่าเพื่อถ่ายหนังจึงใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย)

นับจาก Interstellarฮอยเตอมาก็ดูผูกปิ่นโตอยู่กับโนแลนเรื่อยๆ เขากำกับภาพใน Dunkirk(2017) และ Tenet (2020) ตามมาด้วย Oppenheimer (2023) ที่ส่งเขาคว้าออสการ์ได้เป็นครั้งแรก ตัวหนังสำรวจชีวิตของ เจ. โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer) ผู้ถูกขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งระเบิดปรมาณู ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตัวเขาพัวพันกันประเด็นการเป็นคอมมิวนิสต์ กับความรู้สึกหนักอึ้งของการให้กำเนิดหายนะแก่มนุษยชาติ

แน่ล่ะว่าสำหรับฮอยเตอมา หนังดราม่าที่จับจ้องชีวิตมนุษย์โดยละเอียดเช่นนี้ ไม่ใช่งานง่ายสำหรับเขา “มันมีแต่ถ่ายโคลสอัป โคลสอัป โคลสอัป คนคุยกัน คนคุยกัน แล้วก็คนคุยกัน” เขาบอก “สิ่งที่ยากคือ จะทำยังไงให้มันออกมาน่าสนใจดีวะเนี่ย

“แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ห่วยแตกที่สุดคือ ผมเกิดสติแตกขึ้นมา แล้วคิดว่า อะไรก็ตามที่อยู่หน้ากล้องเราไม่น่าสนใจมากพอ ผมจะหาทางตัดแต่งทำให้มันออกมาดูประดิษฐ์มากขึ้น แต่คริสทำงานของเขาแม่นพอแล้ว บทก็เขียนออกมาดี ผมไม่ได้มีอะไรให้ต้องทำมากนัก มันอยู่ในหนังหมดแล้วนี่”

โจทย์ใหญ่อีกอย่างที่ฮอยเตอมาต้องเจอคือ โนแลนให้ทีมงานทุกคนถ่ายทำในสถานที่จริง เท่ากับว่าฮอยเตอมาไม่สามารถดัดแปลงอะไรได้มากนัก เช่น ต่อให้เขาคิดว่าฉากหลังของตัวละครดูไม่ดึงสายตา เขาก็ไม่อาจรื้อฉากใหม่ทั้งหมดแล้วหาฉากอื่นมาใส่แทนอย่างที่ถ่ายทำในสตูดิโอได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็มองว่านี่เป็นข้อดี “มันทำให้ผมจดจ่ออยู่แค่กับการถ่ายตัวละคร ใบหน้าของตัวละคร สิ่งที่เขาเห็นและสิ่งที่เขาพูด วิธีที่เขามองเหล่าชายหนุ่มที่อยู่รอบตัวเขา และวิธีที่พวกนั้นเคลื่อนไปรอบๆ ตัวเขาเอง

“ทั้งหมดนี้มันเล็กน้อยมาก มันปรากฏในอากัปอิริยานิดๆ หน่อยๆ สีหน้าบางเบา ห้วงอารมณ์ที่ชัดเจนขึ้นอยู่ลึกๆ ภายใต้แววตา และผมพบว่า การถ่ายทำสิ่งนี้มันสนุกเอามากๆ ข้อจำกัดที่เรามีกลายเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้ผมเชื่อใจ เชื่อใจ และเชื่อใจการเขียนบทของโนแลน ไม่มีเหตุผลอันใดจะต้องไปปรับแต่งมันเลย”

และผลงานลำดับล่าสุดของโนแลนอย่าง The Odyssey (2026) ก็ท้าทายฮอยเตอมาไม่น้อยเหมือนกัน เพราะนอกจากจะต้องหอบกล้อง IMAX เจ้าประจำไปถ่ายหนังแล้ว คราวนี้โนแลนยังพาพวกเขาดั้นด้นออกไปถ่ายทำหลายสถานที่ ทั้งในสหราชอาณาจักร กรีซ และอิตาลี กับความโหดหินระดับที่ โรเบิร์ต แพตทินสัน (Robert Pattinson) หนึ่งในนักแสดงนำ เคยออกปากว่า “มีอย่างน้อยฉากหนึ่งที่เราเดินทางออกไปถ่ายทำกันบนเขา แล้วกลับมาแบบแรงหมดหลอดเลยครับ” หรือฉากใหญ่อย่าง ‘ม้าไม้เมืองทรอย’ ที่เขาต้องแบกกล้องยักษ์เข้าไปนั่งในม้าไม้กับนักแสดงสมทบอีก 20 ชีวิต

อาจเพราะฮอยเตอมาสำแดงฤทธิ์เดชของกล้อง IMAX ด้วยการจับใบหน้านักแสดงใน Oppenheimerได้อย่างยอดเยี่ยม โนแลนจึงมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเจอโจทย์ไหน ผู้กำกับภาพชาวดัตช์คนนี้ก็จะฝ่าฟันไปได้ในที่สุด “ผมประทับใจมากเลยนะ ที่ IMAX มันจับภาพใบหน้าคนได้ลึกซึ้งขนาดนั้น ราวกับว่ามีหลุมดำแห่งความเบื่อหน่ายบางอย่างอยู่บนใบหน้าของ คิลเลียน เมอร์ฟี ตลอดเวลาแน่ะ” เขาว่า

The Odysseyของโนแลน ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมของ โฮเมอร์ (Homer) กวีโบราณชาวกรีก เล่าเรื่องกษัตริย์แห่งเกาะอิทากา ที่ออกเดินทางกลับบ้านหลังสงครามเมืองทรอยสิ้นสุดลง หนังสร้างด้วยทุน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 8.4 พันล้านบาท) ซึ่งนับว่าเป็นหนังที่ทุนสร้างสูงสุดของโนแลน และรวมเอานักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวูดไว้มากมาย

อย่างไรก็ดี The Odysseyน่าจะเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของฮอยเตอมา ในการทำงานกับโนแลนและกล้อง IMAX คู่บุญ กับความท้าทายใหม่ๆ ในการออกสำรวจโลกแห่งการเล่าเรื่อง ในนามของการถ่ายทำและภาพยนตร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...