ศึกอำนาจในอิหร่านปะทุ! ผู้นำสูงสุดหายหน้า กลุ่มการเมืองแตกคอ ปมสงคราม-เจรจาสหรัฐ
การไม่ปรากฏตัวของ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน เปิดทางให้ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสายแข็งและสายปฏิบัตินิยมปะทุหนัก ขณะที่รัฐบาลเตหะรานยิ่งแข็งกร้าวต่อสหรัฐ ทำให้โอกาสยุติสงครามยิ่งริบหรี่
วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 11.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าอิหร่านกำลังเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองภายในที่รุนแรงขึ้น หลังโมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) ผู้นำสูงสุดของประเทศ ไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนมาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ ขณะที่กลุ่มการเมืองต่าง ๆ เปิดศึกโต้เถียงกันอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับทิศทางของสงครามและความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ
ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ของรัฐเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การเข้าพบผู้นำสูงสุดเป็นเรื่องยากมาก จนทำให้เกิดกระแสคาดเดาถึงสถานะของคาเมเนอี แต่ในเวลาต่อมา เขาเปิดเผยว่าทั้งสองได้พบหารือกันนานถึง 7-8 ชั่วโมง โดยเน้นประเด็นการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่ย่ำแย่ และการรักษาความเป็นเอกภาพของประเทศ
อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ดำเนินมาหลายสัปดาห์ โดยฝ่ายสายแข็งเรียกร้องให้เปเซชเคียนลาออก จากการที่ยังสนับสนุนการเดินหน้าเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ
โมจตาบา คาเมเนอี ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งคร่าชีวิตบิดาของเขา อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อน แม้รัฐบาลยืนยันว่าเขามีสุขภาพแข็งแรง แต่การไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทในการบริหารประเทศ
นักวิเคราะห์มองว่า ต่างจากบิดาซึ่งครองอำนาจเกือบ 40 ปีและทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง โมจตาบายังไม่สามารถสร้างอำนาจและบารมีในระดับเดียวกัน ส่งผลให้ข้อขัดแย้งภายในรัฐบาลและชนชั้นนำปะทุออกมาอย่างเปิดเผย
อาร์มาน มาห์มูเดียน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา ระบุว่า โมจตาบาแทบไม่ปรากฏตัวในที่สาธารณะ เข้าถึงได้ยาก และสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงผ่านคนกลาง ทำให้การตัดสินใจและการยุติความขัดแย้งภายในทำได้ช้ากว่าเดิม
ความแตกแยกในอิหร่านแบ่งออกเป็นสองฝ่ายหลัก ฝ่ายสายปฏิบัตินิยม นำโดยประธานาธิบดีเปเซชเคียนและรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี เชื่อว่าการเจรจากับชาติตะวันตกเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อยุติสงคราม ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ การว่างงาน และการโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก และฝ่ายสายแข็ง เห็นว่าการเจรจากับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการบั่นทอนอุดมการณ์ของการปฏิวัติอิสลามปี 1979 และเชื่อว่าอิหร่านไม่จำเป็นต้องพึ่งการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ
การปะทะกันลุกลามไปถึงสื่อสังคมออนไลน์และโทรทัศน์ของรัฐ โดยนักการเมืองและนักบวชสายอนุรักษนิยมออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก
หนึ่งในนั้นคือ โมฮัมหมัด บาเกอร์ คาราซี นักบวชสายอนุรักษนิยม ที่เรียกเปเซชเคียนว่า “ขยะ” พร้อมตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาล และถึงขั้นขู่ระดมผู้สนับสนุน 250,000 คนเข้าปิดล้อมกระทรวงต่าง ๆ ในกรุงเตหะราน แม้ว่าต่อมาวิดีโอดังกล่าวจะถูกลบออกจากโซเชียลมีเดีย และศาลอิหร่านได้เรียกตัวเขาเข้าชี้แจงแล้วก็ตาม
แม้จะเกิดความขัดแย้งทางการเมือง แต่ผู้นำสูงสุดยังได้ส่งสัญญาณว่ากำลังรวบอำนาจผ่านการแต่งตั้ง โมห์เซน เรซาอี อดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมแต่งตั้งนายทหารระดับสูงอีกหลายตำแหน่ง
นักวิเคราะห์มองว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวสะท้อนการเพิ่มบทบาทของกองกำลัง IRGC ในการกำหนดยุทธศาสตร์สงคราม และตอกย้ำจุดยืนแข็งกร้าวของอิหร่านต่อสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ทั้งอิหร่านและสหรัฐต่างยกระดับท่าทีต่อกัน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ายังคงใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจผ่านการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านชดใช้ความเสียหายเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลอิหร่านยืนยันว่าจะไม่ยอมรับ
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics มองว่า แม้ผู้นำอิหร่านจะมีความเป็นเอกภาพมากขึ้นในการรับมือแรงกดดันจากภายนอก แต่ก็ยังไม่มีหลักประกันว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวจะประสบความสำเร็จในระยะยาว
โดยปัจจุบัน ทั้งอิหร่านและสหรัฐต่างยืนกรานในจุดยืนของตนเอง ส่งผลให้ความพยายามหาทางออกทางการทูตยังคงชะงักงัน และยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งได้ในเร็ววัน
อ้างอิง : bloomberg.com