โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นพ.สรณ ทำอะไรผิด จึงต้องหลุดจากกสทช วิบากกรรม ยังไม่จบ!.

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เป็นข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยอย่างชัดเจนว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ เพราะฉะนั้นที่นพ.สรณ ไปร้องเรียน โต้แย้ง ชี้แจงกับหน่วยงานไหน มันเลยฟังไม่ขึ้น ไม่ใช่ว่ากรรมการหรือหน่วยงานที่ตรวจสอบ เขาไม่ให้โอกาส ไม่ให้เวลา นพ.สรณ ได้ชี้แจง แต่เขาไม่เคยไปชี้แจงหน่วยงานไหนเลย มีการเรียกไปชี้แจง 3-5 ครั้ง ก็ทำเป็นหูทวนลม ไม่เคยไป พอมาวันนี้ ตัวเองจะตกเก้าอี้ เลยพยายามดิ้นรนต่างๆ

การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือกสทช.ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไม่สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไปได้

เห็นได้จากการนัดประชุมนัดล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ส.ค. ก็ต้องล่ม ไม่สามารถประชุมได้เป็นนัดที่ 5 ติดต่อกัน อันมีสาเหตุมาจากปมสถานะทางกฎหมายของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ที่คณะกรรมการสรรหาฯกสทช.มีมติว่านพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกสทช. แต่ตัวนพ.สรณ ไม่ยอมรับมติดังกล่าว มีการฟ้องศาลปกครองกลางแต่ศาลปกครองกลางไม่รับฟ้อง และพยายามจัดประชุมกสทช.ห้าครั้งแต่ก็ล่มทุกครั้ง

ซึ่งเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าได้มีการนำชื่อนพ.สรณ ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่ง

"ประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม หรือกมธ.ไอซีที วุฒิสภา สมัยที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวตรวจสอบ กรณีนพ.สรณ มาอย่างต่อเนื่อง"ได้มาเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการเข้าไปตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของนพ.สรณ ตั้งแต่ต้นคือในช่วงปี 2566 เพื่อให้รู้ว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร -มีกระบวนการตรวจสอบอย่างไร รวมถึงยังได้พูดถึงทิศทางการทำงานของกสทช.ต่อจากนี้ หากนพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง

โดย"ประพันธ์-อดีตสว."เล่าเรื่องนี้ให้ฟังโดยละเอียดว่า สมัยเป็นสมาชิกวุฒิสภา ชุดที่แล้ว ได้เข้าไปเป็นกรรมาธิการการในคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภาหรือที่เรียกกันว่า กมธ.ไอซีที วุฒิสภา โดยปรากฏว่ามีเรื่องร้องเรียนจาก ดร. ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานกสทช.เป็นคนในองค์กรกสทช.เอง ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยัง ประธานวุฒิสภาเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2566 โดยเป็นการร้องเรียนหลังนพ.สรณ เข้าไปเป็นประธานกสทช.ได้หนึ่งปีกว่า เพื่อขอให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของนพ.สรณ โดยอ้างเหตุผลว่า นพ.สรณ น่าจะเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ เพราะว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 (2) ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ที่บัญญัติว่า กรรมการกสทช.ต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นและไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ โดยร้องเรียนว่า นพ.สรณ ยังเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและก็ยังไปรับจ้างทำงานประกอบวิชาชีพอิสระ อื่นๆอีก โดยไม่ได้มีการลาออกก่อนที่จะมีการนำชื่อนพ.สรณ ขึ้นโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นกสทช.และประธานกสทช. และไม่ได้ทำงานเต็มเวลาตามมาตรา 26 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่

นอกจากนี้ ดร. ภูมิศิษฐ์ ยังตรวจสอบไปอีกว่า นพ.สรณ ยังไปเป็นกรรมการในบริษัทนิติบุคคลอื่น ๆ อีกด้วย เช่น ธนาคารกรุงเทพ ฯ และก็เป็นผู้บริหารของรพ.รามาธิบดี ฯ ซึ่งโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ ช่อง RAMA Channelที่ได้รับใบอนุญาตจากกสทช. ต่อมา เขาก็ส่งเอกสารร้องเรียนเพิ่มเติมมาอีกว่า นพ.สรณ ไปเปิดคลินิกรักษาผู้ป่วยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และยังไปรับทำงานเป็นแพทย์ให้กับโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ซึ่งปรากฏหลักฐานการไปปฏิบัติงาน การลงรายการนัดหมายคนไข้ของโรงพยาบาลเอกชนด้วย ตลอดจนการรับเป็นกรรมการอิสระธนาคารกรุงเทพ เขาก็ส่งหลักฐานต่าง ๆเหล่านี้ไปให้ประธานวุฒิสภา

..ต่อมาประธานวุฒิสภานำข้อมูลดังกล่าวไปหารือกับฝ่ายกฎหมายของสำนักเลขาธิการวุฒิสภา โดยสำนักกฎหมายฯ มีความเห็นว่าควรจะส่งเรื่องนี้มาให้คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เป็นผู้ตรวจสอบ

"ประพันธ์-อดีตสว."กล่าวต่อไปว่า ต่อมาหลังคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ หรือกมธ.ไอซีทีฯ ได้รับเรื่อง ก็มอบหมายให้ อนุกรรมาธิการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม ไปดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงแล้วก็ตรวจสอบข้อมูลตามที่มีการร้องเรียนเพื่อตรวจสอบว่าเป็นจริงตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ทางอนุกรรมาธิการ ฯ ก็ไปทำงานดังกล่าว แล้วเสนอรายงานต่อที่ประชุม คณะกรรมาธิการไอซีทีฯให้ พิจารณาและลงมติว่าจากข้อมูลทั้งหมด ข้อเท็จจริงที่ได้ดำเนินการตรวจสอบผลเป็นอย่างไร

..การทำงานของอนุกรรมาธิการฯ มีการเข้าไปตรวจสอบ โดยเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่กสทช. รวมถึงมีหนังสือเชิญไปถึงนพ.สรณ ด้วย แต่นพ.สรณ ให้มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่นพ.สรณ ไม่มาเลย แม้ว่าจะมีการทำหนังสือเชิญไปหลายครั้ง โดยมีการติดต่อไปด้วยว่า หากสะดวกเวลาใดก็ขอให้แจ้งมา แต่นพ.สรณ ก็ไม่ยอมมา

ทางกรรมาธิการก็เชิญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมถึงเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงเทพ เจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตัวแทนกระทรวงการคลัง รวมถึงกรมสรรพากร และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงเพื่อที่กรรมาธิการจะได้พิจารณาข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำดังกล่าวตามที่ถูกร้องเรียนจริงหรือไม่

ภงด.40 ข้อมูลสำคัญ ตรวจสอบนพ.สรณ

"ประพันธ์-อดีตสว."กล่าวว่า การตรวจสอบของคณะกมธ.ไอซีที วุฒิสภา สมัยที่ผ่านมาก็เริ่มตรวจสอบตั้งแต่ ธันวาคม 2566 และพิจารณาเสร็จเมื่อ พฤษภาคม 2567 โดยกมธ.ใช้เวลาประชุมพิจารณาเรื่องนี้ร่วม 13 ครั้ง จนสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า นพ.สรณ มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายจริง

..คือ นพ.สรณ ไม่ได้ลาออกก่อนจะมีการนำชื่อนพ.สรณ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้เข้าไปเป็นกสทช. เพราะหลังวุฒิสภาโหวตเห็นชอบให้เข้าไปเป็นกสทช. ทางประธานวุฒิสภา จะมีหนังสือแจ้ง ไปถึงผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เข้าไปเป็นกสทช. ซึ่งพบว่า นพ.สรณ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาเมื่อ 20 ธันวาคม 2564 จากนั้น ประธานวุฒิสภา มีหนังสือแจ้งไปยังนพ.สรณ เพื่อให้ลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ภายในวันที่ 10 มกราคม 2565 โดยนพ.สรณ ไม่ได้ลาออก ทำเพียงแต่ส่งประกาศหนังสือพิมพ์ ว่าตัวเองได้ลาออกจากทุกตำแหน่งแล้ว เช่นลาออกจากการเป็นกรรมการบอร์ดองค์การเภสัชกรรม และลาออกจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลแล้วเท่านั้น แต่ไม่ได้ส่งหนังสือลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย เพราะการลาออกจากมหาวิทยาลัย ที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ต้องมีหนังสือลาออก และต้องมีหนังสือตอบรับอนุมัติให้ลาออกจากผู้บังคับบัญชามาแสดง แต่เขาไม่ได้เอาเอกสารดังกล่าวมาแสดง แต่เอาประกาศหนังสือพิมพ์มาแสดง ซึ่งมันไม่ใช่วิธีลาออกตามระบบราชการเพราะหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของ นพ.สรณ เพราะการลาออกต้องลาออกจากคณะ หรือกองทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยมหิดลที่ต้องให้อธิการบดีอนุมัติ เขาก็ไม่ได้ลาออก

กรรมาธิการไอซีทีฯ มีหลักฐานที่ขอให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลในเวลานั้น คือศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และผอ.รพ.รามาธิบดี มาให้ถ้อยคำต่อกมธ.ไอซีทีฯ โดยทั้งสองท่านก็บอกว่านพ.สรณ ยังไปเป็นแพทย์รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่

..ทางคณะกรรมาธิการไอซีทีฯ โดยพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ วุฒิสภาจึงมีหนังสือไปถึงมหาวิทยาลัยมหิดลและรมว.อุดมศึกษาฯ ให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและผอ.รพ.รามาธิบดี มีหนังสือมาอย่างเป็นทางการ ต่อมา เขาก็มีหนังสือแจ้งมาอย่างกรรมาธิการไอซีทีฯอย่างเป็นทางการเพื่อรับรองสถานะว่านพ.สรณ เป็นพนักงานอยู่จากวันไหนถึงวันไหน

..ปรากฏว่า เขาบอกว่านพ.สรณ เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยอยู่ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งหมอสรณะ เป็นกสทช.วันที่ 13 เมษายน 2565 ก็แสดงว่านพ.สรณ ไม่ได้ลาออกก่อนวันที่ 10 มกราคม 2565 คือนพ.สรณ อยู่เป็นพนักงานมาจนกระทั่งก่อนโปรดเกล้าฯเพียงวันเดียวคือไปลาออกวันที่ 12 เมษายน 2565 ท่านไปรู้ได้ยังไงว่าจะมีการโปรดเกล้าฯวันที่ 13 เมษายน 2565 โดยไปลาออกวันที่ 12 เมษายน ซึ่งมันก็ผิดกฎหมาย

"ประพันธ์ -อดีตสว."ชี้ว่า ประเด็นสำคัญที่กมธ.ไอซีที วุฒิสภา ตรวจสอบพบก็คือ ทาง กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ส่ง ภงด.40 แบบแจ้งรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนพ.สรณ มาให้กรรมาธิการด้วย โดยกรรมาธิการได้ขอให้กรมสรรพากร ส่งภงด.40 ในปี 2564 2565 2566 เพื่อจะได้ครอบคลุมช่วงเวลาที่เขาก่อนจะได้รับการโปรดเกล้าฯ และช่วงเวลาที่เขาได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นกสทช.

ปรากฎว่า จากภงด.40 นพ.สรณ ได้รับเงินเดือนจากการเป็นกสทช.ทั้งปี แล้วยังมีรายได้จากโรงพยาบาลรามาธิบดีทั้งปี รวมถึงรายได้จากรพ.เอกชนรวมด้วย 600,000-700,000 บาทต่อปี แล้วยังมีเงินรับจ้างจากบริษัทเอกชนบางแห่งอยู่ในการแจ้งการเสียภาษีเงินได้ ซึ่งท่านเป็นคนแจ้งเอง ไม่มีใครไปเอาปืนจี้ท่านให้เขียน เพราะการเสียภาษี คนที่ยื่นต้องกรอกข้อมูลเอง

ปรากฏว่าช่วงปี 2565 2566 ท่านมีเงินได้ ระหว่างที่เป็นกสทช. มีเงินได้ทั้งจากเงินเดือนกสทช. -ค่าเบี้ยประชุมกสทช. รวมๆก็ประมาณ 3-4 ล้านบาท และยังมีเงินได้จากโรงพยาบาลเอกชนอีก เพราะในภงด.40 จะมีบอกไว้ว่า ใครเป็นคนจ่ายเงินให้ และเป็นจำนวนเท่าใด เพราะผู้จ่ายเงินเขาจะหักบัญชีไว้ ณ ที่จ่ายและต้องแจ้งเลขผู้เสียภาษีมาในภงด.40 ด้วย

..ตรงนี้มันจึงเป็นหลักฐานให้กมธ.ไอซีทีฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่านพ.สรณ เป็นบุคคลที่มีลักษณะคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่ให้เป็นกรรมการกสทช.เพราะขัดมาตรา 8 (2) และก็ไม่ได้ทำงานเต็มเวลาตามมาตรา 26 และที่สำคัญไม่ได้ลาออกก่อนนำชื่อขึ้นโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นกสทช. ตามมาตรา 18 ซึ่งการผิดมาตรา 18 กฎหมายให้ถือว่าเป็นผู้สละสิทธิ์ ถือว่าไม่ได้รับการเลือกให้เป็นกสทช.เลย ตั้งแต่วันที่ไม่ได้ลาออกหรือวันที่กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ทั้งหมดข้างต้นคือที่มาของเรื่องนี้ ที่กมธ.ไอซีทีฯ วุฒิสภาชุดที่แล้ว จึงมีความเห็นออกมาดังกล่าว เพราะฉะนั้นที่นพ.สรณ พยายามไปแก้ตัว พยายามไปให้มหาวิทยาลัยมหิดลออกเอกสารมาให้ในภายหลัง มันเป็นเอกสารเท็จ จะมาลบล้างเอกสารที่อธิการบดีเขาส่งมาให้กรรมาธิการฯก่อนแล้วไม่ได้ ไม่ว่าท่านจะไปทำอะไรแก้ตัวอะไร มันไม่ได้ มันลบล้างหลักฐานข้อเท็จจริงที่ท่านได้กระทำไว้มันไม่ได้

..เรื่องนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับที่นพ.สรณ อ้างว่า เป็นหมอไปรักษาคนไข้ มันผิดตรงไหน คือยังไม่รู้ว่าตัวเองกระทำผิด ต่อกฎหมายตรงไหน เพราะกฎหมายเขาห้ามว่าถ้าคุณจะมาเป็นกสทช.จะไปทำงานอื่นไม่ได้ เมื่อไปเป็นกสทช.ต้องลาออกจากการเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัย การไปเป็นแพทย์รักษาคนไข้ ไม่ว่าในเวลาหรือนอกเวลาก็ตาม กฎหมายเขาไม่ให้คุณไปทำ แต่ปรากฏว่า นพ.สรณ เป็นกรรมการกสทช.แล้ว แต่ยังไปรักษาคนไข้ทั้งในเวลาและนอกเวลา

"มันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยอย่างชัดเจนว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ เพราะฉะนั้นที่นพ.สรณ ไปร้องเรียน โต้แย้ง ชี้แจงกับหน่วยงานไหน มันเลยฟังไม่ขึ้น ไม่ใช่ว่ากรรมการหรือหน่วยงานที่ตรวจสอบ เขาไม่ให้โอกาส ไม่ให้เวลา นพ.สรณ ได้ชี้แจง แต่เขาไม่เคยไปชี้แจงหน่วยงานไหนเลย มีการเรียกไปชี้แจง 3-5 ครั้ง ก็ทำเป็นหูทวนลม ไม่เคยไป พอมาวันนี้ ตัวเองจะตกเก้าอี้ เลยพยายามดิ้นรนต่างๆ"

"ประพันธ์-อดีตสว."กล่าวต่อไปว่า แม้กระทั่งกรรมการสรรหากสทช.ที่เขาวินิจฉัยว่านพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ เขาก็ให้โอกาส ไม่ต่ำกว่า 3-4 ครั้ง ให้มาชี้แจง แต่นพ.สรณ ก็ไม่ไป แล้วก็ทำเอกสารชี้แจง แล้วก็ไปคัดค้าน โต้แย้งว่ากรรมการสรรหาไม่มีอำนาจ กรรมการบางคนขาดคุณสมบัติ ไม่มีอำนาจที่จะมาวินิจฉัย เพราะตัวเองได้รับการโปรดเกล้าฯมาแล้ว โต้แย้งไปทุกอย่าง เช่นอ้างว่า ไม่ได้เป็นลูกจ้าง พนักงาน แต่ไปทำงานไปรักษาคนไข้ด้วยมนุษยธรรม แต่กรรมการสรรหาฯ เขาก็นำสิ่งที่นพ.สรณ ชี้แจงไปพิจารณาวินิจฉัยหมด เพื่อดูว่าประเด็นใดฟังขึ้น ประเด็นใดฟังไม่ขึ้น ที่โดยสรุปแล้วก็คือฟังไม่ขึ้นทุกประเด็น ไม่มีน้ำหนักจะไปหักล้างข้อกล่าวหาของผู้ร้อง ไม่สามารถจะหักล้างความเห็นหรือมติของคณะกรรมาธิการ ไอซีทีฯ วุฒิสภา ที่ตรวจสอบมา ซึ่งกรรมาธิการ ไอซีที ก็ได้ส่งเอกสารหลักฐานต่างๆที่ได้รับไปให้กับ คณะกรรมการสรรหากสทช.ครบถ้วนโดยกรรมการสรรหาฯ ก็เรียกคนอื่นๆที่มีหลักฐาน คนที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหมดก่อนที่กรรมการจะวินิจฉัย เขาไม่ได้ทำงานแบบมั่ว ๆ แต่อย่างใด

ทั้งหมด คือที่มาที่ไปของเรื่องว่า ทำไมนพ.สรณ ถึงไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาของตัวเองได้ก็เพราะการกระทำของตัวท่านนั่นเอง แม้กระทั่งทุกวันนี้ ยังไม่รู้สำนึกเลยว่าตัวเองไม่มีฐานะที่จะไปทำงานเป็นกสทช.ได้ ยังมาเอาสีข้างเข้าถูว่าผมไปรักษาคนไข้มันผิดยังไง ทำให้กสทช.เสียหายยังไง โดยที่คุณไปทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม โดยเหตุที่กฎหมายห้ามไม่ให้กสทช.ไปทำงานอย่างอื่น หลังเป็นกสทช. เพราะไม่ต้องการให้กับกสทช.ไปทำอะไรที่มันจะเป็นส่วนได้เสีย หรือมีผลกระทบต่องานในหน้าที่ เพราะการเป็นกสทช.ต้องดูแลผลประโยชน์ของประชาชนของประเทศชาติเป็นแสนล้านบาท กฎหมายถึงวางข้อกำหนดห้ามไว้ว่าบุคคลที่จะมาเป็นกสทช.ต้องมีลักษณะอย่างไร และมีข้อห้ามอย่างไรบ้างหลังเป็นกสทช.

ในเมื่อกฎหมายเขาเขียนไว้ชัด แล้วคุณมาสมัครคัดเลือกเป็นกสทช. คุณก็ต้องรู้มาแต่ต้นหากคุณอยากไปเป็นหมอ ก็กลับไปเป็นแพทย์ ไปรักษาคนไข้ เลิกทำหน้าที่กสทช. แต่นี้คุณจะเอาทุกอย่าง ทางกรรมการสรรหาฯ ก็ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนไม่เก่ง คุณเป็นหมอที่ไม่ดี กรรมการสรรหาฯเขาไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนั้น แต่เขาวินิจฉัยว่าคุณมีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นกรรมการกสทช.หรือไม่ ก็เหมือนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน หากมาเป็นนายกรัฐมนตรีคุณจะไปรับจ้างเป็นลูกจ้างคนอื่นไม่ได้ กรณีนี้ก็ไม่ได้ต่างกัน

เงินเดือนกสทช. ก็เดือนละสามแสนบาทถึงสี่แสนบาท เบี้ยประชุมก็สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ไปต่างประเทศก็นั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาส มีเบี้ยเลี้ยง มีค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเบี้ยประชุม มีรายได้สูงกว่านนายกฯ กฎหมายเขาถึงห้ามไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณไม่เคารพกฎหมาย แล้วมาเถียงแบบเอาสีข้างเข้าถู มันก็ไม่ได้ ทั้งหมดก็มีที่มาไปที่ตามที่กล่าว

หากนพ.สรณหลุดจากเก้าอี้ ืกสทช.อีกหกคนเลือกปธ.คนใหม่

"ประพันธ์-อดีตสว."กล่าวถึงกรณีนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีนำเรื่องของนพ.สรณ ขึ้นทูลเกล้าฯ ตามที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่ถูก เพราะกรณีของนพ.สรณ ไปเข้าลักษณะความผิดตามกฎหมาย ทั้งมาตรา 18 และความผิดที่ทำให้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 8(2) ซึ่งกฎหมายกสทช.ก็บัญญัติไว้ในมาตรา 20วรรคสอง ว่า หากเป็นกรณีที่ประธานกสทช.พ้นจากตำแหน่งให้นายกฯ นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งและพระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนแล้วแต่กรณี

…นพ.สรณ ทำผิดทั้งสองอย่าง คือผิดกรณีไม่ได้ลาออกก่อนจะนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เขาก็ถือว่าสละสิทธิ์คือไม่ได้เป็นกสทช.มาตั้งแต่ต้น แต่ขณะเดียวกันเมื่อเป็นกสทช. ก็ยังไปทำหน้าที่เป็นแพทย์รักษาคนไข้ที่โรงบาลรามาธิบดรี โรงบาลเอกชนอีก ก็คือมาทำผิดระหว่างอยู่ในตำแหน่งอีก คือเป็นกสทช.แล้วก็ยังทำผิดอีก มันจึงเข้ากรณีเป็นความผิดตามมาตรา 20 (5)เพราะฉะนั้นที่นายกฯ นำชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่งถูกต้องแล้ว ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่า ระหว่างที่ประธานกสทช.พ้นจากตำแหน่ง ก็ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ต้องไม่น้อยกว่า 4 คน

โดยหากนพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งไป1คน กสทช.ก็เหลืออยู่ 6 คน ซึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยทั้ง 6 คนจะต้องจัดประชุมเพื่อเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งมาเป็นประธานกสทช.คนใหม่ จากนั้น ก็แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการกสทช.คนใหม่

ส่วนนพ.สรณ หลังพ้นจากตำแหน่ง สำนักเลขาธิการ กสทช. ก็ต้องแจ้งไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วัน เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการรับสมัครและคัดเลือกกสทช.คนใหม่แทนนพ.สรณ กฎหมายเขียนกรอบปฏิบัติไว้หมด กระบวนการก็จะเดินไปแบบนี้

ถือว่านายกรัฐมนตรีตัดสินใจถูกต้อง แต่บางส่วนอาจจะมองว่า ช้าไปสักนิด แต่ว่านายกรัฐมนตรีทำเพื่อให้มันมีความชัดเจนแน่นอน รัฐบาลก็มีการถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาว่าคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งกฤษฎีกาก็ตอบกลับมาว่าเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่นพ.สรณ ไปฟ้องศาลปกครอง แต่ศาลปกครองกลางก็ไม่รับฟ้อง จึงไม่มีประเด็นที่ทำให้นายกฯต้องรีรอ หรือไปดึงเรื่องแล้ว และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับวุฒิสภา เป็นเรื่องของกรรมการสรรหาฯ จะพิจารณาวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของนพ.สรณ จะเกี่ยวกับวุฒิสภาต่อไปต่อจากนี้ก็คือ การคัดเลือกและเห็นชอบกสทช.คนใหม่ที่จะมาแทนนพ.สรณ

วิบากกรรมนพ.สรณ อาจโดนทวงเงินเดือนย้อนหลัง!

เมื่อถามถึงเรื่องหากสุดท้าย นพ.สรณ พ้นจากกสทช.ไปแล้ว ในส่วนเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทนต่างๆ ที่นพ.สรณ เคยได้รับในช่วงเป็นกสทช.แต่กรรมการสรรหาฯชี้ว่านพ.สรณ สละสิทธิ์ตั้งแต่ต้น จะมีผลอย่างไรบ้าง"ประพันธ์-อดีตสว."กล่าวว่าเรื่องนี้เคยมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไว้รวมถึงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 19 บัญญัติไว้คุ้มครองอยู่ กรณีที่บุคคลที่ขาดคุณสมบัติแล้วก่อนหน้านี้ได้ทำงานแล้วลงมติอะไรต่าง ๆ ไปกฎหมายยังคุ้มครองอยู่ ถือว่ามติที่ลงคะแนนเสียงไปยังถือว่าเป็นมติที่ชอบ แต่หลังจากนี้ไปแล้ว หากยังไปทำหน้าที่อยู่อีกหลังจากทราบแล้วว่าตัวเองขาดคุณสมบัติ ยังดื้อดึงจะไปทำงานอีกกฎหมายไม่คุ้มครองเขาแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อรู้แล้วว่าคุณขาดสมบัติ จะมาอ้างความสุจริตไม่ได้ หากไปทำอะไรที่ก่อให้เกิดความเสียหาย คนอาจฟ้องเรียกร้องความเสียหายกับคุณได้หมด อันนี้พูดถึงผลทางกฎหมาย

ปัญหาก็คือว่า แล้วเงินเดือนค่าจ้าง เบี้ยประชุม ค่าเดินทาง ที่นพ.สรณเบิกทางไปก่อนหน้านี้ จะถูกเรียกคืนหรือไม่ ซึ่งหลักกฎหมายตรงนี้ ถือเอาความสุจริต มันมีอยู่ 2 แนว แนวที่ 1 ก็คือถ้าเกิดว่าคุณรู้ตัวคุณมาแต่แรกแล้วว่าขาดคุณสมบัติ แต่ยังไปทำหน้าที่อยู่ แล้วมีการคัดค้าน ทักท้วง มีคำสั่งแล้วว่า ไม่สามารถเป็นกสทช.ได้ ต่อจากนี้จะไม่คุ้มครอง ถือว่าคุณไม่สุจริต เพราะฉะนั้นใครจะไปจ่ายเงินเดือนค่าจ้างอะไรต่าง ๆ ให้เขา จ่ายเบี้ยประชุมอะไรต่าง ๆ ให้หลังจากนี้ไม่ได้ เพราะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว และก็อาจจะรวมไปถึงว่าที่เขาเบิกไปก่อนหน้านี้ อาจจะถูกเรียกคืนก็ได้ เพราะเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่ว่า ถ้าคุณรู้ตัวอยู่แล้วว่าคุณไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย และก็ได้ตำแหน่งมาโดยไม่ชอบ ไปแจ้งความเท็จ บอกวุฒิสภาว่าตัวเองลาออกแล้วทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ลาออก แล้วก็มีผู้ร้องว่าคุณขาดคุณสมบัติ แต่ยังดึงดันอยู่ว่าไม่ขาด ยังทำหน้าที่ได้ เขาจะถือว่าคุณไม่สุจริตโดยหากไม่สุจริตจะถูกเรียกคืนได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องเงินเดือนค่าจ้าง ต้องไปว่ากันอีกที

สำนักงานกสทช. คงต้องเรียกคืนแน่เป็นหน้าที่เพราะถ้าสำนักงานกสทช.ไม่ทำหน้าที่ไม่ไปเรียกคืน จะกลายเป็นละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ส่วนจะเรียกคืนได้หรือไม่ได้ เรียกคืนได้มากน้อยแค่ไหนเพียงใดให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่ถือว่าสำนักงานกสทช.เป็นผู้เสียหายในเรื่องนี้เป็นหน่วยงานต้นสังกัด จึงต้องเป็นผู้ดำเนินการ โดยสำนักงานกสทช.ต้องเสนอแนวทางดำเนินการในเรื่องนี้ไปให้กรรมการกสทช.พิจารณาเห็นชอบแล้วก็ส่งเรื่องไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดหรือว่าให้สำนักงานกฎหมายของกสทช.ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

บทเรียนสำคัญคนสมัคร เป็นองค์กรอิสระต้องระวัง

เมื่อถามว่ากรณีของนพ.สรณ ถือเป็นบทเรียนอย่างไรในอนาคตหรือไม่ สำหรับคนที่จะเข้าไปเป็นกสทช.หรือกรรมการองค์กรอิสระต่างๆ "ประพันธ์-อดีตสว.ที่ตรวจสอบกรณีของนพ.สรณมาต่อเนื่อง"ให้ความเห็นว่า คืออันนี้ความจริงแล้วมันเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับหน่วยงาน กสทช.อย่างยิ่ง อาจจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย กสทช. ให้มีความชัดเจนและรัดกุมมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะป้องกันคนประเภทนี้เข้ามาสู่อำนาจ เพราะว่า ในระหว่างที่ร่างกฎหมายฯ ที่เกี่ยวข้อง ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายทั้งของสภาฯและวุมิสภา คงนึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุแบบนี้ ปกติแล้วถ้าเป็นคนอื่น เขาก็ลาออกแล้ว เพราะรู้แล้วว่าตัวเองขาดคุณสมบัติแต่กรณีที่เกิดขึ้นเกินความคาดหมาย เพราะไม่นึกว่าคนระดับที่เป็นหมอจะมีความดื้อรั้น

เพราะฉะนั้นบุคคลใดที่ต้องการสมัคคัดเลือกเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ เขาควรต้องศึกษากฎหมาย ระเบียบต่างๆ ของหน่วยงาน ว่ามีการกำหนดคุณสมบัติพื้นฐานไว้ตามกฎหมายไว้อย่างไร จะบอกว่า ไม่รู้กฎหมาย จะนำมาอ้างไม่ได้ เพราะการจะเข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรใหญ่ของประเทศ จะบอกว่าคุณไม่รู้ ไม่เคยศึกษาระเบียบ ไม่เคยศึกษากฎหมายมาก่อนเลย มันฟังไม่ขึ้น

เรื่องนี้เป็นบทบทเรียนสำหรับคนที่จะเข้าสู่อำนาจ คุณจะไปอ้างแบบดื้อตาใส ว่าผมไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่ากฎหมายห้ามไว้ อ้างได้แต่ฟังไม่ขึ้น ข้ออ้างที่ว่าไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้ระเบียบ ไม่รู้อะไร ศาลไม่เคยรับฟังเลย เว้นแต่คุณเป็นคนป่า คุณไปอยู่หลังเขา อยู่ในถ้ำ มาเป็น 10 ปี 20 ปีไม่เคยรู้เรื่องรู้โลกเลย อาจจะพอฟังได้ หรือคนวิกลจริต ถึงจะอ้างความไม่รู้กฎหมายได้ แต่อ้างว่า ไม่รู้ว่าการลาออกจากราชการ ต้องไปลาออกจากผู้บังคับบัญชา ไปลงประกาศหนังสือพิมพ์ ถามว่า หนังสือพิมพ์เป็นผู้บังคับบัญชาคุณหรือไม่ คุณรับราชการเวลาจะลาออกต้องลาออกกับใคร

พอไปพูดแบบนั้น มันเป็นบทเรียนว่า มันอาจจะมีคดีอาญาติดตามคุณมา นอกจากคุณจะรับผิดชอบทางแพ่ง เพราะการที่คุณไปให้ข้อมูลอันเป็นเท็จกับประธานวุฒิสภาว่าคุณลาออกแล้ว ทั้ง ๆ ที่คุณไม่ได้ลาออก มันทำให้ประธานวุฒิสภาที่ต้องนำความไปให้นายกฯ นำความขึ้นกราบบังคมทูลด้วยข้อความอันเป็นเท็จถูกไหม เพราะฉะนั้นเท่ากับคุณให้ข้อมูลอันเป็นเท็จกับเจ้าพนักงานกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย โดยจะอ้างว่าไม่รู้ นึกว่าประกาศหนังสือพิมพ์แล้วก็ถือว่าใช้ได้

"กรณีของนพ.สรณ จะมีบทเรียนหลายเรื่อง ทั้งเรื่อง ที่ใช้อำนาจอยู่ในระหว่างเป็นกรรมการ กสทช. มีเรื่องใดชอบเรื่องใดไม่ชอบ จะต้องมีรายละเอียดมาพูดกันเป็นเรื่อง ๆ ไป และเรื่องเงินเดือนค่าจ้างค่าตอบแทนต่างๆ ที่เคยได้รับไปจะต้องถูกเรียกคืนหรือไม่ และต้องเรียกคืนมาเท่าใด และยังมีเรื่องการให้ข้อมูลอันไม่ชอบ อันเป็นเท็จต่อประธานวุฒิสภาจะถูกดำเนินคดีในทางกฎหมายอย่างไร"

..กรณีของนพ. ทำให้ต่อไป การสมัครคัดเลือกเป็นกรรมการองค์กรอิสระ หรือกสทช. ผู้สมัครจะไปอ้างว่าไม่รู้ข้อกฎหมาย มันจะมีบทเรียนให้ได้ศึกษาไปอีกหลายเรื่องจากกรณีดังกล่าว อย่างสมัยนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ตอนเป็นกสทช.แล้วมีคดีเกิดขึ้น เขาก็ลาออก หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที เพราะคำนึงถึงประโยชน์ของบ้านเมือง ผลเสียหายที่จะเกิดกับรัฐมากกว่า ผลประโยชน์ส่วนตัว แต่กรณีนี้ดึงดันจะอยู่ในตำแหน่งแล้วก็นั่งขัดขวางการประชุมของกรรมการกสทช.ส่วนที่เหลือกรณีที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคนที่ดำรงตำแหน่งในลักษณะนี้ต่อไปว่า กรณีมีปัญหาลักษณะดังกล่าวควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร

โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...