โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“เงินเฟ้อยูโรโซน” พุ่ง 3.3% สูงสุดรอบ 3 ปี ตลาดฟันธง ECB ขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 ก.ย เวลา 16.28 น. • เผยแพร่ 01 ก.ย เวลา 09.27 น.

"เงินเฟ้อยูโรโซน" เดือน ส.ค.เร่งแตะ 3.3% สูงสุดนับตั้งแต่ ก.ย.2566 และยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB ตลาดฟันธง ECB ขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า

วันที่ 1 กันยายน 2569 เวลา 16.05 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อยูโรโซนเร่งตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปีในเดือนสิงหาคม เพิ่มน้ำหนักให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมสัปดาห์หน้า ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาจากสงครามอิหร่านและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat) เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่าดัชนีราคาผู้บริโภคของยูโรโซนเพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือนสิงหาคม เร่งตัวจาก 2.9% ในเดือนกรกฎาคม และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับค่ากลางของผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดย Bloomberg

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน กลับลดลงเล็กน้อยอย่างเหนือความคาดหมายมาอยู่ที่ 2.4% ขณะที่เงินเฟ้อภาคบริการ ซึ่ง ECB จับตาอย่างใกล้ชิด ลดลงมาอยู่ที่ 3%

เงินเฟ้อทั่วไปที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB อย่างมาก ประกอบกับเศรษฐกิจยูโรโซนที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด ทำให้นักลงทุนเพิ่มการเดิมพันว่า ECB จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง หลังเริ่มวงจรขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน

ปัจจุบัน ตลาดสะท้อนความเป็นไปได้เต็มที่ว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในการประชุมวันที่ 10 กันยายน และคาดว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมตามมา

อิซาเบล ชนาเบล กรรมการบริหาร ECB ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ต้นทุนการกู้ยืมจำเป็นต้องปรับสูงขึ้นอีกเพื่อดึงเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย ขณะที่ผู้กำหนดนโยบาย ECB รายอื่นแสดงความเห็นในทิศทางเดียวกัน

มาร์ติน โคเชอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรีย กล่าวว่าความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงกว่าคาดเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงที่ผ่านมา และหากภาพดังกล่าวได้รับการยืนยันในการคาดการณ์เศรษฐกิจชุดใหม่ของ ECB ก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในอนาคตอันใกล้

หนึ่งในแรงกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันและก๊าซที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งกำลังส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อในประเทศสมาชิกยูโรโซนทั้ง 21 ประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า เงินเฟ้อของอิตาลีเร่งขึ้นเป็น 3.2% จาก 2.9% ขณะที่เงินเฟ้อของสเปนพุ่งแตะ 4.5% ส่วนเยอรมนีและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยูโรโซน ต่างรายงานเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในเดือนสิงหาคมเช่นกัน

หาก ECB ขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า จะยิ่งตอกย้ำสถานะของธนาคารกลางยุโรปในฐานะธนาคารกลางที่ดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดที่สุดในกลุ่มประเทศ G7 ขณะที่ธนาคารกลางอื่นเริ่มส่งสัญญาณให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อมากขึ้น โดยเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ระบุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การควบคุมเงินเฟ้อเป็นภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุด

ขณะเดียวกันภาวะการเงินโลกกำลังตึงตัวขึ้นผ่านตลาดพันธบัตร หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งกลับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษในวันอังคาร เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ พร้อมกับการเพิ่มเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น

ประเด็นสำคัญสำหรับ ECB ในระยะต่อไป คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.25% จะต้องถูกปรับขึ้นไปถึงระดับที่เริ่มจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือไม่ โดยฟิลิป เลน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ECB เคยระบุว่า ระดับ 2.5% ถือเป็นขอบบนของช่วงอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง หรือ Neutral Rate

เจ้าหน้าที่ ECB ได้หารือกันเมื่อเดือนกรกฎาคมถึงความเป็นไปได้ที่อาจต้องใช้นโยบายการเงินในระดับที่ตึงตัวเล็กน้อย เพื่อดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย โดยเจ้าหน้าที่บางส่วนส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยอาจจำเป็นต้องสูงกว่า 2.5% อย่างไรก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายบางรายยังเรียกร้องให้ใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากผลกระทบรอบสองของสงครามต่อเงินเฟ้อยังไม่ปรากฏชัด และการขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไปอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...