โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พี่ชาย "ฮลุน โซโล่" เปิดเหตุผลลาออกจากงาน จุกอกเจอคำถาม "มึงเป็น ตม.เหรอ"

sanook.com

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ เปิดเหตุผลลาออกจากงาน หลังถูกโทรตามขณะจัดงานศพน้อง เจ็บกับคำถาม “มึงเป็น ตม.เหรอ”

มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ เปิดเหตุผลลาออกจากงาน หลังถูกโทรตามขณะจัดงานศพน้อง เจ็บกับคำถาม “มึงเป็น ตม.เหรอ”

“มอส” พี่ชายของฮลุน โซโล่ เปิดใจถึงเหตุผลที่ตัดสินใจลาออกจากงาน หลังต้องเผชิญคำพูดและการติดตามให้กลับไปทำงาน ในช่วงที่กำลังจัดการเรื่องการเสียชีวิตของน้องในต่างประเทศ ย้ำไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษจากองค์กร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงวุฒิภาวะ วิธีคิด และการให้เกียรติความเป็นมนุษย์

พี่ชายฮลุนเผยเหตุผล ตัดสินใจลาออกจากงาน

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายสมศักดิ์ บุตรศรี หรือ “มอส” พี่ชายของฮลุน โซโล่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Klose Mos เล่าประสบการณ์ในช่วงที่ต้องลางานไปจัดการเรื่องการเสียชีวิตของน้อง พร้อมแจ้งว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของฮลุน

นายสมศักดิ์ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ชีวิตประจำวันของเขาเปลี่ยนไปทั้งหมด จากที่เคยทำงานตามปกติ กลายเป็นต้องประสานงานกับหน่วยงานหลายฝ่าย ทั้งการจัดเตรียมเอกสาร ติดต่อสถานทูต ดำเนินการเรื่องการเดินทาง และพยายามทุกวิถีทางเพื่อนำร่างของน้องกลับบ้าน

ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาแทบไม่ได้พักผ่อน เนื่องจากต้องติดต่อขอความช่วยเหลือและติดตามเรื่องอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าได้แจ้งลาเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมพูดคุยเรื่องระยะเวลาการลาตามขั้นตอนของบริษัท โดยไม่ได้ขาดงานหรือลาเกินระเบียบแต่อย่างใด

ช้ำใจกับคำถาม “มึงเป็น ตม.เหรอ”

สิ่งที่ทำให้นายสมศักดิ์รู้สึกหนักใจ คือคำพูดที่ได้รับจากบุคคลในตำแหน่งผู้จัดการ ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่ามีทั้งคำถามว่า “มึงเป็น ตม.เหรอ” “คุณไปแล้วจะทำอะไรได้” “เป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันเหรอ” และ “ไม่มีคนอื่นทำให้เหรอ” รวมถึงการตั้งคำถามว่าเรื่องดังกล่าวเร่งด่วนเพียงใด และสามารถกลับมาทำงานก่อนได้หรือไม่

ต่อมา เมื่อร่างของฮลุนเดินทางกลับถึงบ้านและครอบครัวเพิ่งมีโอกาสบำเพ็ญกุศลได้เพียง 2 วัน เขากล่าวว่าได้รับโทรศัพท์ติดตามเรื่องการกลับไปทำงาน พร้อมคำถามว่า “รู้ว่ายุ่ง แล้วงานคุณล่ะ” ทั้งที่ในเวลานั้นไม่ได้มีงานค้างหรือภารกิจเร่งด่วนที่จำเป็นต้องรีบกลับไปจัดการ

นายสมศักดิ์มองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงถ้อยคำที่พูดออกมา แต่คือวิธีคิดเบื้องหลังคำพูดเหล่านั้น เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนทัศนคติของผู้พูด โดยเฉพาะเมื่อต้องสื่อสารกับคนที่กำลังเผชิญการสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัว

ย้ำไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษ แต่อยากได้รับความเข้าใจ

พี่ชายของฮลุนยืนยันว่า ไม่ได้คาดหวังให้ผู้จัดการเข้ามาช่วยจัดการเรื่องส่วนตัวของครอบครัว และไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษจากองค์กร เขาเข้าใจว่าผู้จัดการมีหน้าที่ดูแลงาน แต่เชื่อว่าการเป็นผู้นำไม่ได้วัดจากความสามารถในการบริหารงานหรือสั่งการเพียงอย่างเดียว

ในมุมมองของเขา ผู้นำควรมีวุฒิภาวะ รู้จักแยกแยะสถานการณ์ และให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของผู้ร่วมงาน โดยเฉพาะในวันที่ใครคนหนึ่งกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต เหตุการณ์ทั้งหมดจึงทำให้เขากลับมาถามตัวเองว่า จะสามารถทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต่อไปได้หรือไม่

ท้ายที่สุด คำตอบของนายสมศักดิ์คือ เขาไม่สามารถอยู่กับสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้ และหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจบำเพ็ญกุศลให้น้อง จึงตัดสินใจลาออกจากงาน

กลับไปทำงานให้เรียบร้อย ก่อนเลือกเดินออกมา

นายสมศักดิ์เล่าว่า วันที่ 18 สิงหาคม เขากลับไปทำงานตามปกติ และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนจนถึงสิ้นเดือน เพื่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยที่สุด ก่อนจะเปิดใจกับแม่และยายในวันที่ 23 สิงหาคม ซึ่งตรงกับวันเกิดของตนเอง ว่าไม่สามารถทำงานร่วมกับบุคคลที่มีทัศนคติเช่นนี้ต่อไปได้

สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือเรื่องรายได้และความรู้สึกของคนในครอบครัว เพราะยังมีหน้าที่ต้องช่วยหาเงินเข้าบ้าน แต่คำตอบจากแม่และยายกลับช่วยให้เขามีกำลังใจ โดยทั้งสองคนบอกให้กลับมาอยู่บ้านและพักก่อน เพราะบ้านไม่ต้องเช่า ยังมีข้าวกินและมีปลาร้าอยู่ในไห ไม่จำเป็นต้องคิดมาก

แม้ยังรู้สึกกังวลเกี่ยวกับอนาคต แต่นายสมศักดิ์เผยว่าได้วางแผนด้านการเงินเอาไว้ระหว่างที่ทำงาน โดยมีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับช่วงว่างงานประมาณ 1–2 ปี หรืออาจนำไปใช้เริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก อย่างน้อยจึงยังมีทางเลือกในการกลับไปอยู่บ้าน ดูแลยาย และค่อย ๆ เริ่มต้นชีวิตใหม่

วันนี้ขอเลือกครอบครัว ก่อนคิดถึงอนาคตตัวเอง

สำหรับเส้นทางหลังจากนี้ นายสมศักดิ์ยอมรับว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ เพราะเรื่องของน้องยังมีอีกหลายด้านที่ต้องดำเนินการ ทั้งเรื่องคดี เอกสาร และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขาจึงตั้งใจจะทุ่มเทเวลาและกำลังทั้งหมดเพื่อจัดการเรื่องของฮลุนให้ดีที่สุด

เจ้าตัวยังชี้แจงว่า ไม่ได้มองว่าทุกคนภายในองค์กรมีทัศนคติเหมือนกันทั้งหมด สิ่งหนึ่งที่ทำให้เสียใจกับการลาออกคือการต้องจากเพื่อนร่วมงานดี ๆ หลายคน ซึ่งคอยช่วยเหลือและให้กำลังใจมาตลอด พร้อมยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเพื่อนร่วมงานเหล่านั้น

ฝากข้อคิด “ตำแหน่งไม่ได้ทำให้ใครเป็นผู้นำ”

ในช่วงท้ายของข้อความ นายสมศักดิ์ระบุว่า ไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อเรียกร้องความสงสารหรือให้ผู้คนเข้าไปโจมตีใคร แต่ต้องการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต และฝากเป็นข้อคิดถึงผู้ที่ทำหน้าที่บริหารคนในองค์กร

เขามองว่า “ตำแหน่งไม่ได้ทำให้ใครเป็นผู้นำ” เพราะการเป็นผู้นำต้องมีมากกว่าความสามารถในการบริหารงาน แต่ควรประกอบด้วยวุฒิภาวะ ทัศนคติที่ดี การแยกแยะสถานการณ์ และการไม่ลืมว่าบุคลากรที่อยู่ภายใต้การดูแลก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน

สำหรับนายสมศักดิ์ เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตการทำงาน เขาไม่ได้เกลียดงานหรือเพื่อนร่วมงาน และไม่เสียใจที่ครั้งหนึ่งเคยทำงานในองค์กรดังกล่าว แต่เลือกเดินออกมาเพื่อกลับไปอยู่กับครอบครัว ในวันที่ครอบครัวต้องการเขามากที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...