“ข้าวโพด-ข้าวสาลี” พุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี อุปทานสหรัฐตึงตัว-ทะเลดำป่วน
ราคาธัญพืชโลกพุ่งแรง ข้าวสาลีทะยาน 12.1% ในสัปดาห์เดียว ขณะที่ข้าวโพดแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2566 จากความกังวลผลผลิตสหรัฐ และอุปสงค์โลกที่แข็งแกร่ง
วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 04.00 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาข้าวโพดและข้าวสาลีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางแรงกดดันด้านอุปทานทั่วโลก แต่ปัจจัยที่ผลักดันราคาสินค้าเกษตรทั้งสองชนิดแตกต่างกัน โดยข้าวโพดได้รับแรงหนุนหลักจากความกังวลว่าผลผลิตของสหรัฐฯ อาจต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ ขณะที่ราคาข้าวสาลีพุ่งขึ้นจากความเสี่ยงที่การส่งออกจากภูมิภาคทะเลดำจะหยุดชะงัก หลังความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนทวีความรุนแรงขึ้น
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวสาลีปิดตลาดวันศุกร์เพิ่มขึ้น 3.1% ที่ 784 เซนต์ต่อบุชเชล หลังระหว่างวันแตะระดับสูงสุดที่ 790.25 เซนต์ต่อบุชเชล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566
ตลอดสัปดาห์ ราคาข้าวสาลีพุ่งขึ้นถึง 12.1% ถือเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 และเมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปี ราคาข้าวสาลีเพิ่มขึ้นแล้วมากกว่า 54.5% ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคทะเลดำ
ด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวโพดปิดเพิ่มขึ้น 0.6% ที่ 536.5 เซนต์ต่อบุชเชล หลังแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 541.25 เซนต์ต่อบุชเชล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2566
ราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้น 5.5% ในรอบสัปดาห์ และพุ่งขึ้น 15.6% ในเดือนสิงหาคม มีแนวโน้มทำผลงานรายเดือนดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2021 ซึ่งในขณะนั้นราคาเพิ่มขึ้น 19.31% ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี ราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้นแล้ว 21.8%
แรงขับเคลื่อนหลักของราคาข้าวโพดมาจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอุปทานและแนวโน้มผลผลิตในสหรัฐฯ ประกอบกับอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง ขณะที่ข้อจำกัดในการส่งออกของยูเครนยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานในตลาดโลก
William Osnato ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลสินค้าโภคภัณฑ์ของ Barchart ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมจนถึงปัจจุบัน ตลาดเริ่มมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปริมาณอุปทานข้าวโพดอาจมีน้อยกว่าที่ประเมินไว้เมื่อต้นเดือน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากรายงาน World Agricultural Supply and Demand Estimates (WASDE) เดือนสิงหาคมของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ซึ่งปรับลดประมาณการผลผลิตข้าวโพดต่อพื้นที่ลงมากกว่าที่ตลาดคาด แม้ยังคาดว่าปริมาณผลผลิตรวมจะสูงเป็นอันดับ 2 ในประวัติการณ์
USDA ปรับลดประมาณการผลผลิตต่อพื้นที่ลง 2.3 บุชเชลต่อเอเคอร์ เหลือ 180.7 บุชเชลต่อเอเคอร์ แนวโน้มผลผลิตยังได้รับแรงกดดันจากผลสำรวจภาคสนามของ Pro Farmer Crop Tour ซึ่งออกมาน่าผิดหวัง โดยพบว่าอากาศร้อนจัดในเดือนกรกฎาคมสร้างความเสียหายต่อผลผลิต หลังหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ เผชิญฝนตกมากเกินไปในเดือนมิถุนายน
แม้ฤดูเพาะปลูกจะผ่านช่วงสำคัญที่สุดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมไปแล้ว แต่สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยยังสามารถสร้างความเสียหายเพิ่มเติมได้ โดยพื้นที่บางส่วนทางตะวันออกของเขตเพาะปลูกข้าวโพด หรือ Corn Belt เผชิญฝนตกหนักเกินไปในเดือนสิงหาคม ขณะเดียวกันยังพบโรคเชื้อราในข้าวโพดช่วงปลายฤดูเพาะปลูก
Jim McCormick ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ AgMarket.Net ระบุว่า ความกังวลเกี่ยวกับผลผลิตของสหรัฐฯ มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากอุปทานข้าวโพดทั่วโลกอยู่ในภาวะตึงตัวอยู่ก่อนแล้ว
ก่อนหน้านี้ตลาดคาดหวังว่า ผลผลิตจำนวนมากจากสหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาอุปทานโลก แต่เมื่อปริมาณผลผลิตของสหรัฐฯ เริ่มมีความไม่แน่นอน ตลาดจึงกำลังเข้าสู่ภาวะที่ราคาต้องปรับสูงขึ้นเพื่อจำกัดความต้องการและจัดสรรอุปทานที่มีอยู่
นอกจากสหรัฐแล้ว อากาศร้อนจัดและภัยแล้งที่เกิดขึ้นในยุโรปตลอดช่วงฤดูร้อนยังสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลผลิตข้าวโพด ขณะที่ความต้องการนำเข้าจากยุโรปที่แข็งแกร่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานที่มีจำกัด
USDA ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกข้าวโพดของสหรัฐฯ อีก 75 ล้านบุชเชล สู่ระดับ 3.3 พันล้านบุชเชล สะท้อนอุปสงค์ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการส่งออกจากยูเครนที่ถูกจำกัด โดยยูเครนถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวโพดรายสำคัญของโลก
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากปัญหาการส่งออกของยูเครนต่อข้าวโพดยังน้อยกว่าที่เกิดขึ้นกับตลาดข้าวสาลี เนื่องจากตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงบางส่วนจากการส่งออกข้าวโพดยูเครนที่ติดขัดเข้าไปในราคาแล้ว
ขณะเดียวกัน ผลผลิตข้าวโพดของยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาข้าวสาลีเพิ่มเติม เพราะเมื่อข้าวโพดมีปริมาณน้อยลง ยุโรปอาจต้องใช้ข้าวสาลีเป็นอาหารสัตว์มากขึ้น และเก็บข้าวสาลีไว้ใช้ภายในภูมิภาคแทนการส่งออก
ต่างจากข้าวโพด การพุ่งขึ้นของราคาข้าวสาลีมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาการส่งออกในตลาดโลก หลังความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนในภูมิภาคทะเลดำทวีความรุนแรงขึ้น และสร้างความกังวลว่าการขนส่งธัญพืชจากหนึ่งในพื้นที่ส่งออกสำคัญที่สุดของโลกอาจหยุดชะงัก
รัสเซียและยูเครนรวมกันมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของการส่งออกข้าวสาลีทั่วโลก ทำให้ความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งในภูมิภาคดังกล่าวกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคา
Osnato ระบุว่า ความปั่นป่วนหลายด้านในทะเลดำเป็นปัจจัยหลักของตลาดในขณะนี้ โดยความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำหรับส่งออกธัญพืชของรัสเซีย ทำให้ตลาดปรับลดคาดการณ์ปริมาณการส่งออกข้าวสาลีของรัสเซียในระยะใกล้
รัสเซียเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นแหล่งอุปทานต้นทุนต่ำที่ราคามักมีอิทธิพลต่อตลาดโลก แต่ปริมาณข้าวสาลีที่สามารถส่งผ่านทะเลดำได้ลดลง
การโจมตีล่าสุดในทะเลอาซอฟ (Sea of Azov) ซึ่งเชื่อมต่อกับทะเลดำ ประกอบกับการโจมตีทางทหารต่อสถานที่ส่งออกธัญพืช เรือบรรทุกน้ำมัน และเรือต่าง ๆ ในภูมิภาคทะเลดำ ทำให้บริษัทเดินเรือต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้น แม้กระทั่งในการจัดหาประกันภัยสำหรับการเดินเรือ
Osnato ระบุว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนตลาดคือการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวัง และขณะนี้ตลาดมองว่ารัสเซียอาจไม่สามารถส่งออกข้าวสาลีได้ตามปกติ โดยปริมาณการส่งออกอาจลดลงหลายล้านตัน เนื่องจากศักยภาพการขนส่งออกจากทะเลดำได้รับความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ
สภาพอากาศยังเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานข้าวสาลี โดยคลื่นความร้อนรุนแรงทำให้ผลผลิตข้าวสาลีของยุโรปลดลงประมาณ 8–10 ล้านตัน ขณะที่ภัยแล้งยังทำให้ผลผลิตข้าวสาลีชนิด Hard Red Winter ในรัฐเท็กซัส โอกลาโฮมา และแคนซัสของสหรัฐฯ ลดลงด้วย
นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานด้านอุปทานแล้ว การที่ราคาข้าวโพดและข้าวสาลีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ยังอาจดึงดูดแรงซื้อเพิ่มเติมจากนักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์ตามแนวโน้มราคา
Osnato อธิบายว่า เมื่อสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทำจุดสูงสุดใหม่และขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี นักลงทุนที่ซื้อขายตามโมเมนตัมและระบบอัตโนมัติจะเริ่มเข้ามาสนใจตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ทั้งนักลงทุนที่พิจารณาปัจจัยพื้นฐานและนักลงทุนเชิงระบบต่างมองตลาดในเชิงบวก และอาจช่วยเสริมแรงให้ราคาปรับตัวขึ้นต่อไป
อ้างอิง : cnbc.com