สุดวิจิตร "ตู้พระธรรมรัตนโกสินทร์" อัญมณีแห่งพุทธศิลป์ไทย ที่ "ตึกแดง"
หากพูดถึง “ตู้พระธรรม” หลายคนอาจนึกถึงเพียงตู้ไม้เก่า ๆ สำหรับเก็บรักษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา แต่เมื่อได้ยืนอยู่ตรงหน้าตู้พระธรรมโบราณสักใบ แล้วค่อย ๆ พิจารณารายละเอียดของลวดลาย จะพบว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้เป็นเพียง “ตู้” หากแต่คือผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่บรรจุเรื่องราว ความเชื่อ ศรัทธา และภูมิปัญญาของช่างไทยเอาไว้ครบถ้วน
และหนึ่งในสถานที่ที่เปิดให้เราได้เข้าไปทำความรู้จักกับมรดกงานช่างเหล่านี้อย่างใกล้ชิด คือ “อาคารถาวรวัตถุ” หรือ “ตึกแดง” สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนถนนหน้าพระธาตุ กรุงเทพฯ
เสน่ห์ของนิทรรศการ “ตู้พระธรรมรัตนโกสินทร์ อัญมณีแห่งพุทธศิลป์ไทย” ที่ชวนเราออกเดินทางย้อนเวลา ผ่านตู้พระธรรมจำนวน 47 ตู้ และนาฬิกาอีก 1 เรือน เพื่อทำความรู้จักศิลปะชั้นครูในยุครัตนโกสินทร์อย่างใกล้ชิด
การจัดแสดงครั้งนี้ไม่ได้เรียงตู้พระธรรมเพียงตามยุคสมัย แต่ยังแบ่งเรื่องราวตามเนื้อหาของลวดลาย ทำให้การเดินชมเปรียบเสมือนการเปิดอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ทีละบท
เริ่มต้นที่ ห้องที่ 1 พบกับ “นาฬิกาปารีส” ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งพระราชทานแก่หอพระสมุดวชิรญาณในโอกาสทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยครบ 25 ปี เป็นอีกหนึ่งวัตถุที่ช่วยเปิดบรรยากาศการเดินทางเข้าสู่เรื่องราวของมรดกทางศิลปวัฒนธรรม
จากนั้นเข้าสู่ ห้องที่ 2 ซึ่งพาไปรู้จักตู้พระธรรมในสมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ พร้อมทำความเข้าใจรูปแบบของตู้ไทย ตั้งแต่ “ตู้ขาหมู” “ตู้เท้าสิงห์” “ตู้ขาคู้” ไปจนถึง “ตู้ฐานสิงห์”
ความน่าสนใจยังอยู่ที่กรรมวิธีตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นตู้จำหลักไม้ ตู้ประดับกระจก ตู้ประดับมุก ตู้เขียนสีฝุ่น รวมถึงตู้ลายรดน้ำและตู้ลายกำมะลอ
ลายรดน้ำ คือการลงรักบนพื้นไม้ ก่อนเขียนลวดลายด้วยหรดาลและปิดทอง เมื่อผ่านกรรมวิธีรดน้ำ หรดาลจะหลุดออก เหลือเพียงลวดลายทองที่เปล่งประกายอยู่บนพื้นสีเข้ม
ส่วน ลายกำมะลอ เป็นการใช้สีฝุ่นผสมน้ำรักเขียนเป็นภาพและลวดลาย ก่อนตัดรายละเอียดด้วยเส้นทอง ทำให้เกิดสีสันและมิติที่แตกต่างออกไป
จากรอยพระพุทธบาท สู่เรื่องราวการสังคายนาพระไตรปิฎก
เดินต่อมายัง ห้องที่ 3 ลวดลายบนตู้พระธรรมพาเข้าสู่เรื่องราวของ “พระพุทธบาท” หนึ่งในสิ่งที่ชาวพุทธให้ความเคารพในฐานะสัญลักษณ์แทนการเสด็จมาของพระพุทธองค์
เรื่องราวของรอยพระพุทธบาททั้งในอินเดีย ลังกา และดินแดนต่าง ๆ ถูกถ่ายทอดผ่านงานศิลปกรรมไทยมาอย่างยาวนาน รวมถึงภาพ “เขาสุมนกูฏ” ที่ปรากฏในงานศิลปกรรมหลายยุคสมัย
ขณะที่ ห้องที่ 4 พาไปรู้จักเรื่องราวของการสังคายนาพระไตรปิฎก 3 ครั้ง ตั้งแต่การสังคายนาครั้งแรกที่เมืองราชคฤห์ ครั้งที่ 2 ที่เมืองเวสาลี และครั้งที่ 3 ณ อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร
เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำมาถ่ายทอดบนตู้พระธรรม ทำให้สิ่งของที่มีหน้าที่เก็บรักษาคัมภีร์ กลับกลายเป็นเสมือนหนังสือภาพ ที่บอกเล่าเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้
เมื่อรามเกียรติ์มาอยู่บนบานตู้
หนึ่งในเรื่องราวที่คนไทยคุ้นเคยอย่างดีปรากฏอยู่ใน ห้องที่ 5 นั่นคือ “รามเกียรติ์” มหากาพย์รามายณะจากอินเดียเดินทางเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานนับพันปี ก่อนจะถูกปรับประยุกต์ให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่
สำหรับประเทศไทย เรื่องราวนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “รามเกียรติ์” และถูกถ่ายทอดผ่านทั้งวรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม และนาฏศิลป์
บนตู้พระธรรม ช่างนิยมถ่ายทอดฉากการรบ ทั้งภาพกองทัพ การต่อสู้แบบประชิดตัว หรือ “ภาพจับ” ทำให้บานตู้ซึ่งเป็นพื้นไม้เรียบ ๆ กลายเป็นฉากสงครามที่เต็มไปด้วยตัวละครและการเคลื่อนไหว
มาถึง ห้องที่ 6 จะพบกับเรื่องราวของ “ทวารบาล” ผู้พิทักษ์ประตูและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทวารบาลมีหน้าที่ปกป้องสถานที่สำคัญจากสิ่งชั่วร้าย จึงมักปรากฏเป็นเทพ ยักษ์ นักรบ หรือสัตว์ทรงพลัง และพบได้ทั้งในศาสนสถานและบนบานประตูตู้พระไตรปิฎก
ความน่าสนใจอยู่ตรงการผสมผสานความเชื่อจากหลายวัฒนธรรม ทั้งไทย จีน และพราหมณ์-ฮินดู จนเกิดเป็นภาพทวารบาลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะ ตู้พระธรรม กท. 59 จากวัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งนับเป็นไฮไลต์ที่ไม่ควรเดินผ่านไปเฉย ๆ
ด้านหน้าปรากฏภาพ “เซี่ยวกาง” หรือทวารบาลตามคติจีน ยืนสง่างามอยู่บนหลังสิงโตจีน แต่ละองค์ถืออาวุธแตกต่างกัน ขณะที่ด้านหลังกลับเป็นทวารบาลแบบไทย ทรงพระขรรค์และช่อกนก ประทับอยู่บนนาคบัลลังก์
ห้องที่ 7 พาเข้าสู่เรื่องราว “พุทธประวัติ” ตั้งแต่การประสูติ การตรัสรู้ การแสดงปฐมเทศนา ไปจนถึงการเสด็จดับขันธปรินิพพาน ฉากสำคัญเหล่านี้ล้วนเป็นภาพที่ปรากฏอยู่เสมอในงานศิลปกรรมไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์ในสังเวชนียสถาน 4 แห่ง
จากนั้นเข้าสู่ ห้องที่ 8 กับเรื่องราว “ชาดก” เรื่องเล่าจากอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่องการบำเพ็ญบารมีและการสั่งสมคุณความดี
สำหรับคนไทย เรื่องที่คุ้นเคยที่สุดคงหนีไม่พ้น “ทศชาติ” หรือมหานิบาตชาดก 10 เรื่อง ซึ่งถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปกรรมอย่างแพร่หลาย
เข้าสู่ป่าหิมพานต์ โลกแห่งจินตนาการของช่างไทย
และเมื่อมาถึง ห้องที่ 9 บรรยากาศก็เหมือนพาเราออกจากโลกแห่งประวัติศาสตร์เข้าสู่โลกเหนือจินตนาการ กับเรื่องราวของ “ป่าหิมพานต์และสัตว์หิมพานต์”
ในจินตนาการของช่างไทย สัตว์หิมพานต์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสัตว์ตามคัมภีร์ แต่เป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ที่เปิดกว้างให้ช่างออกแบบรูปลักษณ์ของสัตว์พิสดารได้อย่างอิสระ ทั้งกินนร กินรี ราชสีห์ คชสีห์ เหมราช รวมถึงสิงโตจีน ล้วนสะท้อนความคิดสร้างสรรค์และการรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมหลากหลาย
เมื่อปรากฏอยู่บนตู้พระธรรม สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงประดับตกแต่ง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลความเชื่อที่ช่างโบราณถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม
นอกจากการเดินชมตามห้องต่าง ๆ แล้ว ยังมีตู้พระธรรมอีกหลายใบที่มีรายละเอียดน่าสนใจ โดยเฉพาะ 3 ใบที่สะท้อนความสามารถของช่างโบราณได้อย่างโดดเด่น
ตู้พระธรรม กท. 59 คือความงามของศิลปะไทย–จีนในตู้ใบเดียว ทั้งเซี่ยวกางบนสิงโตจีนที่ด้านหน้า และทวารบาลแบบไทยบนนาคบัลลังก์ที่ด้านหลัง
ตู้พระธรรม กท. 108 โดดเด่นด้วยงานจำหลักนูนต่ำที่ประณีต ด้านหน้าปรากฏทั้งดอกบัว แจกันดอกไม้ นก กิ่งไม้ กิเลน และสัญลักษณ์มงคล “ฮก ลก ซิ่ว” ที่สะท้อนกลิ่นอายศิลปะจีนอย่างชัดเจน
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการใช้ “เดือยสลัก” แทนบานพับบริเวณบานประตู ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนภูมิปัญญาด้านงานช่างได้เป็นอย่างดี
ส่วน ตู้พระธรรม กท. 228 ถือเป็นอีกหนึ่งตู้ที่ชวนให้ใช้เวลาพิจารณา เพราะลวดลายบนตู้ผสมผสานเรื่องราวจากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ทั้งรามสูรและนางเมขลาในเครื่องแต่งกายแบบงิ้วจีน กองทัพจีน รวมถึงชาวยุโรปที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวเดียวกัน รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ตู้พระธรรมไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของสังคมไทยในอดีตอีกด้วย
ตู้พระธรรมจึงเป็นทั้ง “ตู้” สำหรับรักษาคัมภีร์ และเป็น “งานศิลป์” ที่รักษาความทรงจำของผู้คนไปพร้อมกัน
การได้มาเดินชม นิทรรศการ “ตู้พระธรรมรัตนโกสินทร์ อัญมณีแห่งพุทธศิลป์ไทย” จึงไม่ต่างจากการเดินทางย้อนเวลากลับไปพบช่างโบราณ ผ่านผลงานที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความประณีต ความศรัทธา และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่บนบานไม้ ก็ยังคงเล่าเรื่องของวันวานให้คนรุ่นเราได้ฟังอย่างงดงาม
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO