โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“แอนดีส” จ่อซ้ำรอยหิมาลัย! น้ำแข็งละลาย ภัยพิบัติจ่อถล่ม

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เตือนธารน้ำแข็งในเทือกเขา “แอนดีส” ในชิลีกำลังถอยร่นเร็วจากโลกร้อน เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และหิมะ–น้ำแข็งถล่ม

วิกฤตธารน้ำแข็งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนเทือกเขาหิมาลัย แต่กำลังเกิดขึ้นในเทือกเขาแอนดีสของชิลีเช่นกัน นักธารน้ำแข็งวิทยาและนักธรณีวิทยาเตือนว่า การถอยร่นของธารน้ำแข็งที่เกิดขึ้นรวดเร็วจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น กำลังเพิ่มความไม่เสถียรให้กับพื้นที่ภูเขา และอาจนำไปสู่ภัยพิบัติฉับพลัน ทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม หิมะถล่ม และการพังทลายของมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่

เฟลิเป อูกัลเด นักธรณีวิทยาและศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชิลี ระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังทำให้ธารน้ำแข็งมีความไม่เสถียรมากขึ้น และอาจนำไปสู่การก่อตัวของทะเลสาบธารน้ำแข็ง หรือทำให้ทะเลสาบที่มีอยู่เกิดการระบายน้ำออกอย่างฉับพลัน จนเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า Glacial Lake Outburst Flood หรือ GLOF

เขาย้ำว่า พื้นที่เทือกเขาแอนดีสตั้งแต่เวเนซุเอลาลงไปจนถึงปลายสุดของทวีปอเมริกาใต้ที่เทียร์ราเดลฟูเอโก ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันจากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยนักวิจัยกำลังศึกษาว่า ธารน้ำแข็งที่ถอยร่นจะค่อย ๆ หายไปอย่างช้า ๆ หรือระหว่างกระบวนการดังกล่าวจะก่อให้เกิดเหตุการณ์อันตรายตามมา

ด้าน อันเดรส ริเวรา นักธารน้ำแข็งวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิลี อธิบายว่า เมื่ออุณหภูมิในชั้นบรรยากาศสูงขึ้น การละลายภายในธารน้ำแข็งก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดรอยแตกร้าวและการเคลื่อนตัวของมวลน้ำแข็งมากขึ้น โดยเฉพาะบนพื้นที่ลาดชัน จึงอาจกระตุ้นให้เกิดดินถล่ม หิมะถล่ม หรือการแตกตัวของก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่

ชิลีเองเคยเผชิญเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับธารน้ำแข็งมาแล้วหลายครั้ง เช่น ในปี 1989 เขื่อนกั้นทะเลสาบธรรมชาติที่ Laguna del Cerro Largo พัง ทำให้น้ำประมาณ 229 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลทะลักออกมาและก่อให้เกิดกระแสโคลนและเศษหินขนาดใหญ่

ขณะที่ทะเลสาบ Cachet II ในแคว้นปาตาโกเนีย เคยระบายน้ำออกผ่านอุโมงค์ใต้ธารน้ำแข็งหลายครั้งตั้งแต่ปี 2008 ส่วนในปี 2020 ทะเลสาบ Greve ปล่อยน้ำเกือบ 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ผ่านธารน้ำแข็ง Pio XI ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปริมาณน้ำมหาศาลที่สามารถสะสมอยู่ในระบบธารน้ำแข็ง

เหตุการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ภูเขาหลายแห่งทั่วโลก ทั้งเหตุการณ์ที่เมืองจาโมลี ประเทศอินเดีย เมื่อปี 2021 เหตุการณ์ในเมืองบลัทเทน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงภัยพิบัติครั้งล่าสุดในเนปาล ได้ทำให้ความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งได้รับความสนใจอีกครั้ง และกลายเป็นคำเตือนสำหรับประเทศที่มีภูมิประเทศภูเขาสูงและเปราะบาง

โฮเซ อาเราอส นักภูมิศาสตร์และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชิลี ระบุว่า การถอยร่นของธารน้ำแข็งสามารถจุดชนวนกระบวนการต่อเนื่องหลายอย่าง เมื่อแรงกดทับภายในหุบเขาภูเขาลดลง พื้นที่ลาดชันอาจมีเสถียรภาพลดลง ขณะที่กิจกรรมแผ่นดินไหวก็สามารถเข้ามาซ้ำเติมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการพังถล่มได้

นอกจากนี้ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of South American Earth Sciences เมื่อปีที่ผ่านมา ยังระบุถึงธารน้ำแข็งหลายแห่งที่เผชิญความเสี่ยงแตกต่างกัน ทั้งหิมะถล่มจากมวลน้ำแข็ง โครงสร้างน้ำแข็งที่ยื่นตัวอยู่บนพื้นที่ลาดชัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบธารน้ำแข็ง บางพื้นที่ของชิลียังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจาก ภูเขาไฟ เนื่องจากประเทศตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” หรือ Pacific Ring of Fire ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวและกิจกรรมภูเขาไฟบ่อยครั้ง หากเกิดเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาร่วมกับสภาพธารน้ำแข็งที่ไม่มั่นคง ก็อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ

นักวิจัยจึงเรียกร้องให้มีการติดตามพื้นที่ภูเขาสูงอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยใช้ทั้ง ภาพถ่ายดาวเทียม โดรน สถานีตรวจวัดสภาพอากาศ และแบบจำลองทางอุทกพลศาสตร์ เพื่อค้นหาธารน้ำแข็งและทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีความเสี่ยง

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถประเมินการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็ง ตรวจจับพื้นที่ที่กำลังมีความไม่มั่นคง และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนที่น้ำแข็ง หิน หรือมวลน้ำจำนวนมหาศาลจะไหลลงสู่ชุมชนด้านล่าง

การถอยร่นของธารน้ำแข็งในแอนดีสกำลังสะท้อนภาพเดียวกับที่เกิดขึ้นในหิมาลัย นั่นคือ โลกร้อนกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศภูเขาสูง และเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภัยพิบัติฉับพลัน

จากธารน้ำแข็งที่ละลาย อาจนำไปสู่ทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ไม่มั่นคง ภูเขาที่เปราะบางขึ้น และท้ายที่สุดอาจกลายเป็นน้ำท่วม ดินถล่ม หรือหิมะและน้ำแข็งถล่มที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง

นักวิทยาศาสตร์จึงมองว่า การรับมือกับวิกฤตนี้ไม่ใช่เพียงการติดตามว่า “น้ำแข็งกำลังหายไปเร็วแค่ไหน” แต่ต้องเฝ้าระวังด้วยว่า ระหว่างที่น้ำแข็งกำลังหายไปนั้น กำลังสร้างความเสี่ยงอะไรขึ้นมาบ้าง เพื่อให้สามารถเตือนและอพยพประชาชนได้ทันก่อนเกิดภัยพิบัติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...