โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เรื่องของ "ส้น" และ "ด้าน" ทำไมจึงด่าว่า "หน้าส้นตีน" ด่ากันมานานอย่างน้อยเมื่อใด?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 มิ.ย. 2567 เวลา 04.03 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2567 เวลา 04.03 น.

เรื่องของ “ส้น” และ “ด้าน” ทำไมจึงด่าว่า “หน้าส้นตีน” ด่ากันมานานอย่างน้อยเมื่อใด?

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน 2543 มีคนมาทำบุญที่วัดใกล้บ้าน วันนั้น (เดือน 7 แรม 8 ค่ำ) เป็นวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า เรื่องที่คุยกันจึงเกี่ยวกับพุทธประวัติ แล้วมาจบลงที่เรื่องการถวายพระเพลิง ทำให้ผมระลึกถึงภาพในอดีตสมัยที่เรียนชั้นประถม เรียนที่ศาลาหลังใหญ่ของวัดประดู่ทรงธรรม

นึกได้ว่ามีงานใหญ่ประจำปี มีการตกแต่งศาลา เข้าใจว่าจะทำในวันถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้านี่เอง ที่จำได้ติดตาก็คือบน โต๊ะบูชาขนาดใหญ่ที่วางซ้อนกันสูงเลยศีรษะนั้น มีหีบปิดทองยาวประมาณ 2 ฟุต ประดิษฐานอยู่ ปลายหีบด้านหนึ่งทำเป็นรูปเท้าคนโผล่ออกมา หลวงพี่ที่จัดโต๊ะบูชาบอกว่าเป็นฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้า

ผมมารู้ความละเอียดเมื่อเรียนพุทธประวัติว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานนั้น พระมหากัสสปเถระมาทราบเรื่องเมื่อจะถวายพระเพลิงอยู่แล้ว (บรรดากษัตริย์จุดเพลิงแล้วแต่ไม่ติด พระอนุรุทธจึงบอกว่า เทพดาให้รอพระมหากัสสป) ครั้นพระมหากัสสปมาถึงก็เข้าถวายอภิวาทน์ทางด้านพระบาท กราบทูลขอให้พระบาททั้งคู่ยื่นออกมาจากพระหีบทองเพื่อรับการถวายอภิวาทน์ พระบาทของพระพุทธเจ้าจึงได้ยื่นออกมาดังกล่าวข้างต้น

ฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้านั้นราบเสมอกัน ไม่มีพระปราษณี [ส้นเท้า – กองบก.ออนไลน์] ขอให้ดูพระพุทธรูปปางไสยาสน์ และรอยพระพุทธบาททุกแห่งจะไม่มีส้นพระบาท

แต่คนธรรมดาทั่วไปฝ่าเท้าจะมี“ส้น”

หลายคนที่เห็นหน้าปกหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันอังคารที่ 29 มิถุนายน 2542 แล้วสงสัย คือหน้าปกเป็นรูปพลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นั่งรถเข็นยกเท้าขวา ที่อดีตนายกรัฐมนตรียกเท้าขวาขึ้นมานั้น ได้ความว่าเป็นเพราะโมโหที่นักข่าวไปถ่ายรูป เมื่อห้ามไม่ฟังจึงยกเท้าให้

อาการอย่างนี้ชาวบ้านเรียกกันว่า “ให้ส้นตีน”

แต่ในภาพท่านสวมรองเท้าจึงอนุโลมว่า“ให้ส้นรองเท้า” ก็แล้วกัน

การยกฝ่าเท้าให้คนอื่นถือเป็นการดูถูกดูหมิ่น หรือจะเรียกว่าเป็นการด่าด้วยอวัยวะก็น่าจะได้ บางท่านว่าเท้าเป็นของต่ำ การยกเท้าให้จึงถือว่าเป็นการเหยียดหยาม แม้ในการนั่งพับเพียบแบบไทยก็ยังถูกสั่งสอนให้เก็บฝ่าเท้า ส้นเท้าให้มิดชิด ไม่ให้เบี่ยงเบนไปทางผู้อื่น

ที่น่าสงสัยก็คือ เมื่อผู้หญิงยกเท้าให้ มักจะพูดว่า “ส้นตีนแน่ะ” หรือบางทีก็ใช้ด่ากันว่า “ไอ้หน้าส้นตีน” แสดงว่าความสำคัญอยู่ที่ “ส้น” ไม่ใช่ฝ่าเท้า

ทำไมจึงเน้นเฉพาะที่ส้นเท้า

คนโบราณถือเรื่องเกี่ยวกับ “ส้น” มาก ใครเดินบนเรือนลงส้นเท้าเสียงดังก็จะถูกตำหนิ อย่างนางเอกเรื่อง “ขุนเดช” ที่ออกโทรทัศน์เป็นตอนแรกเดินขึ้นเรือนเสียงดังออกมานอกจอ ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจถูกเรียกมาเอาไม้เคาะตาตุ่มเป็นการลงโทษ หรืออย่างกรุณาก็เพียงแต่เตือนว่า เดินอย่างนี้เงินทองหนีหมด หรือผีปู่ย่าตายายนอนไม่หลับ หากเป็นสาวภูไทก็ถือว่าผิดผี คือเขามีประเพณีว่า ถ้าลูกสะใภ้หรือหลานสะใภ้เดินบนเรือนกระทืบส้นแรง ถือว่าผิดผีปู่ย่าตายาย ต้องมีพิธีเซ่นผี ไม่เช่นนั้นอาจมีคนต้องเจ็บป่วยเกิดขึ้น

ทำไมไปตำหนิเฉพาะผู้หญิง

ต้นเหตุก็คงจะเป็นเพราะพวกผู้หญิงชอบลงส้นเท้ามากกว่าผู้ชาย บางทีโกรธจัดทำอะไรใครไม่ได้ก็ซอยเท้าถี่อยู่กับที่ประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วก็กระทืบเท้าลงส้นเดินโครม ๆ ออกไป อาการเช่นนี้คงเป็นเหมือนกันโดยมาก แต่สะใภ้ภูไทโดนหนักกว่าเพื่อน

สมัยก่อนคนที่ยกเท้าให้คนอื่น มักจะเป็นผู้หญิงชาวบ้าน หรือผู้หญิงที่ก๋ากั่นไม่กลัวผู้ชาย ถ้าผู้ชายมายั่วยุทำให้ไม่พอใจก็จะถูกหญิงนั้นยกเท้าให้ การยกเท้าก็สะดวก เพราะนุ่งผ้าโจงกระเบน ภายหลังเปลี่ยนมานุ่งผ้าถุง นุ่งกระโปรง การยกเท้าก็ดูจะหายไป เพราะออกจะหมิ่นเหม่ หรือต้องคอยระวังรวบชายผ้าถุง ชายกระโปรงไว้

คำด่าสมัยก่อนบางทีก็เพียงแต่ปรามว่า“หน้าด้าน” ถ้าโกรธมากก็เติมอ้ายหรืออีเข้าไปข้างหน้าเป็น “ไอ้หน้าด้าน” หรือ “อีหน้าด้าน” ถ้ารอบรู้ภูมิศาสตร์ก็มีเรื่องมากหน่อยเป็น “หน้าด้านสะพานถ่าน” หรือ “หน้าด้านสะพานเหล็ก” ที่มีชื่อสถานที่ประกอบก็ไม่ได้หมายความว่าหน้าด้านเหมือนสะพาน แต่เป็นเพราะสถานที่ดังกล่าวมีพวกผู้หญิงหากินมาก เป็นการเปรียบคนที่ถูกด่าว่าหน้าด้านเหมือนผู้หญิงหากินแถวนั้น

ที่ด่าว่า“หน้าด้านเหมือนส้นตีน” ก็มีอยู่มาก

บางทีการให้ส้นตีนจะหมายว่า “หน้าด้าน” กระมัง เมื่อไม่ต้องการพูดให้ยาวก็เหลือเพียง “ส้นตีน” เพราะเป็นส่วนที่หนาที่สุดของฝ่าเท้าเรียกว่า“ด้าน” ไม่มีความรู้สึก

ภายหลังคนที่มีอารมณ์ขันเห็นว่ายังไม่สะใจ จึงเขียนรูปหน้าคนให้มีลักษณะคล้ายฝ่าเท้า ใครเห็นก็ทราบได้ทันทีว่าหมายถึง “หน้าส้นตีน” รูปอย่างที่กล่าวถึงนี้ได้เห็นครั้งแรกในหนังสือ “ศาลาโกหก” เล่ม 1 วันที่ 20 เดือนยี่ ปีงู พ.ศ. อะไรก็ไม่ทราบ แต่เดาว่าน่าจะเป็น พ.ศ. 2472 ได้สำเนารูปและคำอธิบายมาให้ดูด้วยแล้ว

เรื่องนี้ต้องขออภัยที่ใช้ภาษาไม่สุภาพ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “เรื่องของ ‘ส้น'” เขียนโดย ส.พลายน้อย ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2542

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 ตุลาคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรื่องของ “ส้น” และ “ด้าน” ทำไมจึงด่าว่า “หน้าส้นตีน” ด่ากันมานานอย่างน้อยเมื่อใด?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...