โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สางปม รง.จีนเทา เอสเอ็มอีอาการหนัก เผือกร้อนอุตฯ ในมือ 'ธนกร'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 พ.ย. 2568 เวลา 11.32 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2568 เวลา 11.32 น.

กรอบเวลาเพียง 4 เดือนในการบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คือความท้าทาย เพราะต้องเฟ้นนโยบายที่โดนที่ใช่ เพื่อให้คะแนนความนิยมเกิดขึ้น ส่งต่อไปยังการเลือกตั้งที่มีขึ้นช่วงต้นปี 2569

โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม ถือว่าท้าทายอย่างมาก เพราะไม่ใช่กระทรวงปากท้อง การทำงานหลักเกี่ยวโยงกับโรงงานอุตสาหกรรม เอสเอ็มอีที่ประชาชนอาจไม่อิน แต่จะอินทันทีถ้าผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ในความยากของนโยบายก็ยังมีโอกาสให้ ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ดึงคะแนนนิยมจากประชาชน หากสามารถปราบปรามโรงงานเถื่อน โรงงานสีเทา หรือสารพัดโรงงานที่กำลังทำร้ายประเทศไทย ทำร้ายคนไทย ทั้งจากทุนไทยเองและทุนต่างชาติ และกู้ชีพเอสเอ็มอีไทยที่กำลังเจ็บหนักให้กลับมาประกอบธุรกิจอย่างแข็งแรงได้

รัฐมนตรีนายธนกรให้ข้อมูลว่า ตั้งเป้าทำภารกิจที่วางไว้ภายในระยะเวลา 4 เดือนให้เห็นผลจริง โดยวางนโยบายหลักของกระทรวงอุตสาหกรรม คือ ฝ่า ฟัน ดึง ดัน ได้มอบหมายข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงเร่งขับเคลื่อน ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ขณะนี้เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการจัดระเบียบโรงงานอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ผ่านชุดปฏิบัติการ “เต็มเหนี่ยว” มีนายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าชุด ลงพื้นที่ตรวจโรงงานทำผิดกฎหมาย ปล่อยของเสียสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม ตลอดจนตรวจโรงงานที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ดำเนินการกวาดล้างและจับกุมอย่างเต็มที่ แม้ชุดปฏิบัติการจะก่อตั้งไม่นาน แต่ก็ปิดโรงงานไปแล้ว 20 แห่ง อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของปรับปรุงให้ถูกต้อง กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมอนุญาตให้เปิดทำการอีกครั้งเพื่อไม่ให้แรงงานได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ในส่วนของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. ที่ทะลักเข้าไทย หรือสินค้าสวมสิทธิ์ ก็ได้มอบหมายให้อุตสาหกรรมจังหวัดและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดปฏิบัติการเชิงรุกโดยไม่ต้องรอร้องเรียน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้เกิดเหตุซ้ำเหมือนกรณีที่ใช้ไดร์เป่าผมไม่ได้มาตรฐานจนมีผู้เสียชีวิต

โรงงานที่มีปัญหาส่วนใหญ่ตั้งอยู่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรม ต้องตรวจสอบใกล้ชิดต่อไป ซึ่งประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กำกับโรงงานขนาดใหญ่ ปัจจุบันมี 79 นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ พื้นที่ประมาณ 200,000 ไร่ มูลค่าลงทุน 15 ล้านล้านบาท และมีนิคมอุตสาหกรรมต้นแบบเชิงนิเวศที่มีการจัดการที่ดี ไม่ปล่อยน้ำเสีย และมีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดีจนสามารถนำน้ำไปใช้ได้ รวมถึงมีสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อแรงงาน

จึงอยากจะใช้โมเดลนี้กับพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นๆ และกระตุ้นให้เกิดการเข้ามาศึกษาดูงานเพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคอุตสาหกรรมไทย

รัฐมนตรีธนกรยังระบุถึงบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ที่ถูกอดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรมคนก่อน (เอกนัฏ พร้อมพันธุ์) สั่งปิด จนบริษัทฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลักพันล้าน ว่าเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว สถานการณ์ปัจจุบันคงต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือตัวโรงงานและเหล็ก

เหล็กที่ถูกยึดเป็นเหล็กที่เกิดจากเหตุไฟไหม้ที่โรงงาน เป็นคนละส่วนกับเหล็กที่ใช้สร้างตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เพิ่งถล่มไปเมื่อเดือนมีนาคม 2568 โดยกระบวนการถอนอายัดนั้น ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมา มีนายสุนทร แก้วสว่าง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายมานิต นพอมรบดี คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายภาส ภาสสัทธา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาเป็นกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ พร้อมทั้งกำชับให้ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย หากมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น จะต้องดำเนินการสอบทางวินัยและดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ส่วนการปิดโรงงานเหล็กซิน เคอ หยวน ปัจจุบันมีการฟ้องร้องในชั้นศาล มีการร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. จึงต้องดูว่ากลไกในการตรวจสอบจะต้องรอกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่

ผลกระทบจากโรงงานไร้มาตรฐานผลิตสินค้าราคาถูกออกมาทุ่มตลาดยังกระทบกับเอสเอ็มอีไทยอย่างหนัก บวกกับเศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลกไม่เป็นใจ ยิ่งทุบยอดขายเอสเอ็มอีร่วงลงหนัก

มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีจึงเป็นอีกภารกิจเร่งด่วนของรัฐมนตรีธนกร โดยระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศในตอนนี้ได้รับผลกระทบจากเรื่องภาษีทรัมป์ สงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีประมาณ 3 ล้านราย และลูกจ้างเอสเอ็มอี 13 ล้านคนขาดสภาพคล่อง จึงต้องหาทางดันเพื่อต่อลมหายใจให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ และเป็นถึง 1 ใน 3 จีดีพีของประเทศ

ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME Bank เปิดศูนย์ ‘ฝ่าฟัน ดัน เอสเอ็มอี’ มีหน้าที่ให้คำปรึกษา และพิจารณาปล่อยกู้สินเชื่องบประมาณ 30,000 ล้านบาทให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยดอกเบี้ยพิเศษ 3% กู้ได้รายละ 15 ล้านบาท ซึ่งก็ได้เปิดศูนย์ไปแล้ว 96 ศูนย์ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำ ธพว. ผ่อนปรนเงื่อนไขให้กับเอสเอ็มอีตามกรอบที่สามารถดำเนินการได้ เพราะจากการลงพื้นที่ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือน ประมาณ 15 จังหวัด สิ่งแรกที่ประชาชนและเอสเอ็มอีสะท้อนมาคือปัญหาขาดรายได้ และเศรษฐกิจซบเซา เข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก จึงได้กำชับว่าจะต้องมีการปรับปรุง อย่างน้อยที่สุดเวลามีคนไปที่ ธพว. ก็ต้องทำความเข้าใจว่าสาเหตุที่ยื่นสินเชื่อไม่ผ่านเป็นเพราะอะไร ผ่อนปรนเงื่อนไขใดได้บ้าง ทั้งนี้ การผ่อนปรนเงื่อนไขจะต้องไม่ทำให้ทางธนาคารเสียหายเช่นกัน

ในการช่วยเหลือผ่านศูนย์ ‘ฝ่าฟัน ดัน เอสเอ็มอี’ ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อไว้ 30,000 ล้านบาท และจะดูว่าเงินคงเหลือที่อยู่ในกองทุนประชารัฐมีเพียงพอที่จะนำมาเยียวยาหรือไม่ คาดว่าจะมีประมาณหลักพันล้านบาท เพื่อให้เป็นอีกเครื่องมือในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยช่วยเหลือเอสเอ็มอี

ทั้งนี้ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษนอกจากให้สินเชื่อเพื่อเติมทุนแล้ว ยังการมีเติมความรู้ เพิ่มทักษะ ที่จะให้ผู้ประกอบการได้มาเรียนรู้ทักษะต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ให้เข้าใจในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีไปพร้อมกับแก้หนี้แบบยั่งยืน ซึ่งจะมีการลดเงินต้นและดอกเบี้ยตามแต่ละกรณี

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม ยังมีโครงการช่วยเหลือเศรษฐกิจในระดับฐานราก คือ มาตรการ “ดีพร้อมเสิร์ฟ” งานไว เงินไว เป็นการฝึกอบรมทักษะให้กับประชาชน วิสาหกิจชุมชนต่างๆ ในระยะสั้นเพียง 1 วัน พร้อมทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่จะนำมาเสิร์ฟให้กับพี่น้องประชาชนที่ร่วมโครงการ เป็นโครงการฝึกอบรมต่อยอด

มีเป้าหมายว่าในช่วงระยะเวลา 4 เดือน หรือ 120 วันจะฝึกอบรมประชาชนให้ได้ถึง 60,000 คน มั่นใจจะทำให้เศรษฐกิจส่วนนี้หมุนเวียนประมาณ 4,600 ล้านบาท

“ผมมีเวลาแค่ 4 เดือน ทุกภารกิจจึงเน้นเห็นผลเร็ว เพื่อให้ประโยชน์เกิดกับอุตสาหกรรมไทยและประชาชนคนไทยทุกคน” รัฐมนตรีธนกรทิ้งท้าย

ผลงานจะเข้าตาประชาชน ผู้ประกอบการแค่ไหน กดปุ่มเลือกตั้งเมื่อไหร่ รู้กัน!!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สางปม รง.จีนเทา เอสเอ็มอีอาการหนัก เผือกร้อนอุตฯ ในมือ ‘ธนกร’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...