สางปม รง.จีนเทา เอสเอ็มอีอาการหนัก เผือกร้อนอุตฯ ในมือ 'ธนกร'
กรอบเวลาเพียง 4 เดือนในการบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คือความท้าทาย เพราะต้องเฟ้นนโยบายที่โดนที่ใช่ เพื่อให้คะแนนความนิยมเกิดขึ้น ส่งต่อไปยังการเลือกตั้งที่มีขึ้นช่วงต้นปี 2569
โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม ถือว่าท้าทายอย่างมาก เพราะไม่ใช่กระทรวงปากท้อง การทำงานหลักเกี่ยวโยงกับโรงงานอุตสาหกรรม เอสเอ็มอีที่ประชาชนอาจไม่อิน แต่จะอินทันทีถ้าผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ในความยากของนโยบายก็ยังมีโอกาสให้ ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ดึงคะแนนนิยมจากประชาชน หากสามารถปราบปรามโรงงานเถื่อน โรงงานสีเทา หรือสารพัดโรงงานที่กำลังทำร้ายประเทศไทย ทำร้ายคนไทย ทั้งจากทุนไทยเองและทุนต่างชาติ และกู้ชีพเอสเอ็มอีไทยที่กำลังเจ็บหนักให้กลับมาประกอบธุรกิจอย่างแข็งแรงได้
รัฐมนตรีนายธนกรให้ข้อมูลว่า ตั้งเป้าทำภารกิจที่วางไว้ภายในระยะเวลา 4 เดือนให้เห็นผลจริง โดยวางนโยบายหลักของกระทรวงอุตสาหกรรม คือ ฝ่า ฟัน ดึง ดัน ได้มอบหมายข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงเร่งขับเคลื่อน ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
ขณะนี้เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการจัดระเบียบโรงงานอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ผ่านชุดปฏิบัติการ “เต็มเหนี่ยว” มีนายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าชุด ลงพื้นที่ตรวจโรงงานทำผิดกฎหมาย ปล่อยของเสียสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม ตลอดจนตรวจโรงงานที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ดำเนินการกวาดล้างและจับกุมอย่างเต็มที่ แม้ชุดปฏิบัติการจะก่อตั้งไม่นาน แต่ก็ปิดโรงงานไปแล้ว 20 แห่ง อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของปรับปรุงให้ถูกต้อง กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมอนุญาตให้เปิดทำการอีกครั้งเพื่อไม่ให้แรงงานได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ ในส่วนของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. ที่ทะลักเข้าไทย หรือสินค้าสวมสิทธิ์ ก็ได้มอบหมายให้อุตสาหกรรมจังหวัดและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดปฏิบัติการเชิงรุกโดยไม่ต้องรอร้องเรียน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้เกิดเหตุซ้ำเหมือนกรณีที่ใช้ไดร์เป่าผมไม่ได้มาตรฐานจนมีผู้เสียชีวิต
โรงงานที่มีปัญหาส่วนใหญ่ตั้งอยู่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรม ต้องตรวจสอบใกล้ชิดต่อไป ซึ่งประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กำกับโรงงานขนาดใหญ่ ปัจจุบันมี 79 นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ พื้นที่ประมาณ 200,000 ไร่ มูลค่าลงทุน 15 ล้านล้านบาท และมีนิคมอุตสาหกรรมต้นแบบเชิงนิเวศที่มีการจัดการที่ดี ไม่ปล่อยน้ำเสีย และมีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดีจนสามารถนำน้ำไปใช้ได้ รวมถึงมีสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อแรงงาน
จึงอยากจะใช้โมเดลนี้กับพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นๆ และกระตุ้นให้เกิดการเข้ามาศึกษาดูงานเพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคอุตสาหกรรมไทย
รัฐมนตรีธนกรยังระบุถึงบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ที่ถูกอดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรมคนก่อน (เอกนัฏ พร้อมพันธุ์) สั่งปิด จนบริษัทฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลักพันล้าน ว่าเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว สถานการณ์ปัจจุบันคงต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือตัวโรงงานและเหล็ก
เหล็กที่ถูกยึดเป็นเหล็กที่เกิดจากเหตุไฟไหม้ที่โรงงาน เป็นคนละส่วนกับเหล็กที่ใช้สร้างตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เพิ่งถล่มไปเมื่อเดือนมีนาคม 2568 โดยกระบวนการถอนอายัดนั้น ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมา มีนายสุนทร แก้วสว่าง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายมานิต นพอมรบดี คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายภาส ภาสสัทธา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาเป็นกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ พร้อมทั้งกำชับให้ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย หากมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น จะต้องดำเนินการสอบทางวินัยและดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ส่วนการปิดโรงงานเหล็กซิน เคอ หยวน ปัจจุบันมีการฟ้องร้องในชั้นศาล มีการร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. จึงต้องดูว่ากลไกในการตรวจสอบจะต้องรอกระบวนการยุติธรรมหรือไม่
จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่
ผลกระทบจากโรงงานไร้มาตรฐานผลิตสินค้าราคาถูกออกมาทุ่มตลาดยังกระทบกับเอสเอ็มอีไทยอย่างหนัก บวกกับเศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลกไม่เป็นใจ ยิ่งทุบยอดขายเอสเอ็มอีร่วงลงหนัก
มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีจึงเป็นอีกภารกิจเร่งด่วนของรัฐมนตรีธนกร โดยระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศในตอนนี้ได้รับผลกระทบจากเรื่องภาษีทรัมป์ สงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีประมาณ 3 ล้านราย และลูกจ้างเอสเอ็มอี 13 ล้านคนขาดสภาพคล่อง จึงต้องหาทางดันเพื่อต่อลมหายใจให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ และเป็นถึง 1 ใน 3 จีดีพีของประเทศ
ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME Bank เปิดศูนย์ ‘ฝ่าฟัน ดัน เอสเอ็มอี’ มีหน้าที่ให้คำปรึกษา และพิจารณาปล่อยกู้สินเชื่องบประมาณ 30,000 ล้านบาทให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยดอกเบี้ยพิเศษ 3% กู้ได้รายละ 15 ล้านบาท ซึ่งก็ได้เปิดศูนย์ไปแล้ว 96 ศูนย์ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำ ธพว. ผ่อนปรนเงื่อนไขให้กับเอสเอ็มอีตามกรอบที่สามารถดำเนินการได้ เพราะจากการลงพื้นที่ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือน ประมาณ 15 จังหวัด สิ่งแรกที่ประชาชนและเอสเอ็มอีสะท้อนมาคือปัญหาขาดรายได้ และเศรษฐกิจซบเซา เข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก จึงได้กำชับว่าจะต้องมีการปรับปรุง อย่างน้อยที่สุดเวลามีคนไปที่ ธพว. ก็ต้องทำความเข้าใจว่าสาเหตุที่ยื่นสินเชื่อไม่ผ่านเป็นเพราะอะไร ผ่อนปรนเงื่อนไขใดได้บ้าง ทั้งนี้ การผ่อนปรนเงื่อนไขจะต้องไม่ทำให้ทางธนาคารเสียหายเช่นกัน
ในการช่วยเหลือผ่านศูนย์ ‘ฝ่าฟัน ดัน เอสเอ็มอี’ ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อไว้ 30,000 ล้านบาท และจะดูว่าเงินคงเหลือที่อยู่ในกองทุนประชารัฐมีเพียงพอที่จะนำมาเยียวยาหรือไม่ คาดว่าจะมีประมาณหลักพันล้านบาท เพื่อให้เป็นอีกเครื่องมือในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยช่วยเหลือเอสเอ็มอี
ทั้งนี้ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษนอกจากให้สินเชื่อเพื่อเติมทุนแล้ว ยังการมีเติมความรู้ เพิ่มทักษะ ที่จะให้ผู้ประกอบการได้มาเรียนรู้ทักษะต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ให้เข้าใจในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีไปพร้อมกับแก้หนี้แบบยั่งยืน ซึ่งจะมีการลดเงินต้นและดอกเบี้ยตามแต่ละกรณี
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม ยังมีโครงการช่วยเหลือเศรษฐกิจในระดับฐานราก คือ มาตรการ “ดีพร้อมเสิร์ฟ” งานไว เงินไว เป็นการฝึกอบรมทักษะให้กับประชาชน วิสาหกิจชุมชนต่างๆ ในระยะสั้นเพียง 1 วัน พร้อมทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่จะนำมาเสิร์ฟให้กับพี่น้องประชาชนที่ร่วมโครงการ เป็นโครงการฝึกอบรมต่อยอด
มีเป้าหมายว่าในช่วงระยะเวลา 4 เดือน หรือ 120 วันจะฝึกอบรมประชาชนให้ได้ถึง 60,000 คน มั่นใจจะทำให้เศรษฐกิจส่วนนี้หมุนเวียนประมาณ 4,600 ล้านบาท
“ผมมีเวลาแค่ 4 เดือน ทุกภารกิจจึงเน้นเห็นผลเร็ว เพื่อให้ประโยชน์เกิดกับอุตสาหกรรมไทยและประชาชนคนไทยทุกคน” รัฐมนตรีธนกรทิ้งท้าย
ผลงานจะเข้าตาประชาชน ผู้ประกอบการแค่ไหน กดปุ่มเลือกตั้งเมื่อไหร่ รู้กัน!!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สางปม รง.จีนเทา เอสเอ็มอีอาการหนัก เผือกร้อนอุตฯ ในมือ ‘ธนกร’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly