ไม่ต้องมี 'ปีใหม่ที่เพอร์เฟ็กต์' ก็ได้ ก้าวผ่าน 'New Year's Pressure' และการให้อนุญาตตัวเองที่จะไม่โอเค
ไม่ต้องมี 'ปีใหม่ที่สมบูรณ์แบบ' ก็ได้
มาก้าวผ่าน 'New Year's Pressure' และการให้อนุญาตตัวเองที่จะไม่โอเค
.
เมื่อนาฬิกาเดินมาถึงเที่ยงคืน ทุกคนรอบตัวดูจะมีความสุขกับการนับถอยหลัง มีคนให้กอด มีปาร์ตี้ให้ไป มีแชมเปญให้เปิด และมีเป้าหมายใหม่ๆ ให้ตั้ง
.
แต่สำหรับบางคน ปีใหม่อาจไม่ได้รู้สึกแบบนั้น
.
บางคนกำลังเหนื่อยล้าจากปีที่ผ่านมา บางคนเพิ่งผ่านการสูญเสีย บางคนไม่มีคนให้ฉลองด้วย บางคนแค่ไม่มีแรงจะยิ้มให้กับอะไรใหม่ๆ และนั่นก็ไม่ได้แปลว่ามีอะไรผิดปกติกับเราเลย
.
.
ทำไม 'ปีใหม่' ถึงสร้างความกดดันได้มากขนาดนี้?
.
ปีใหม่มาพร้อมกับ Narrative ที่บอกว่า "ปีใหม่ = ตัวตนใหม่" ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ ต้องดีขึ้น ต้องเปลี่ยนแปลง ต้องมีเป้าหมาย และต้องมี Resolution แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเป็นไปตามนั้น
.
จากงานวิจัย "The Resolution Solution: Longitudinal Examination of New Year's Change Attempts" ของ University of Scranton ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Clinical Psychology พบว่า มีเพียง 8% ของคนที่ตั้ง New Year's Resolution ที่ทำสำเร็จตลอดทั้งปี และ 80% จะล้มเลิกภายในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสิ่งที่ตามมาหลังจากการล้มเลิกนั้นคือ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว และความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ
.
การตั้งเป้าหมายที่จะเป็น 'ตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด' สามารถสร้างความกดดันและความเครียดโดยไม่จำเป็น และเมื่อเราไม่สามารถทำตามมาตรฐานที่เป็นไปไม่ได้ที่ตั้งไว้ มันก็ทำให้เรารู้สึกผิดและแย่กับตัวเอง
.
นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก Forbes Health/OnePoll Survey ที่สำรวจผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 1,005 คนพบว่า 29% ของคนรู้สึกถูกกดดันให้ต้องตั้งเป้าหมายปีใหม่ โดย Gen Z รู้สึกถูกกดดันมากที่สุดถึง 39% นั่นหมายความว่ายุคสมัยที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วย "ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ" กำลังทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตัวเองต้อง "มีอะไรสักอย่าง" ให้โชว์ในทุกช่วงเวลาสำคัญ
.
.
สัญญาณของ 'New Year's Pressure' ที่เราอาจไม่รู้ตัว
.
ความกดดันจากปีใหม่ไม่ได้มาในรูปแบบที่ชัดเจนเสมอไป บางทีมันแฝงมาในความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ที่เราอาจไม่ทันสังเกต เช่น
.
[ ] รู้สึกผิดที่ไม่ได้ออกไปฉลอง หรือไม่มีแพลนอะไรในคืนข้ามปี
[ ] เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโซเชียลมีเดียที่ดูมีความสุขกับปีใหม่
[ ] กดดันตัวเองว่าต้องมี Resolution ที่ยิ่งใหญ่ ทั้งที่ยังไม่พร้อม
[ ] รู้สึกเศร้าหรือหดหู่โดยไม่รู้สาเหตุเมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม
[ ] วิตกกังวลกับปีที่จะมาถึงมากกว่าจะรู้สึกตื่นเต้น
.
ถ้าคุณเช็กถูกในข้อใดข้อหนึ่ง นั่นไม่ได้แปลว่าคุณมีปัญหา แต่มันอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังแบกรับความคาดหวังที่ไม่จำเป็นต้องเป็นของคุณอยู่
.
.
'It's okay' การให้อนุญาตตัวเองที่จะไม่โอเค
.
มีประโยคหนึ่งที่กำลังถูกแชร์กันในช่วงปีใหม่ ซึ่งให้กำลังใจคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เข้ากับบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองว่า
.
"It's okay if your new year is quiet, late, not so merry, or missing altogether. You are not behind for just trying to get through this."
.
"ไม่เป็นไรถ้าปีใหม่ของคุณจะเงียบๆ มาช้า ไม่ค่อยรื่นเริง หรือแม้แต่ไม่มีอะไรเลย คุณไม่ได้ล้าหลังใครแค่เพราะพยายามผ่านวันนี้ไปให้ได้"
.
ประโยคนี้สะท้อนสิ่งที่หลายคนต้องการได้ยิน นั่นคือการได้รับ 'อนุญาต' ให้รู้สึกในแบบที่ตัวเองกำลังรู้สึกจริงๆ โดยไม่ต้องแกล้งทำเป็นมีความสุข
.
เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่คำแนะนำว่าต้องทำอะไร แต่คือการได้ยินว่า "แค่นี้ก็พอแล้ว"
.
ไม่ต้องมีปาร์ตี้ก็ได้ ไม่ต้องมี Countdown ก็ได้ ไม่ต้องโพสต์อะไรก็ได้ ไม่ต้องมีเป้าหมายใหม่ก็ได้ ถ้าตอนนี้สิ่งที่คุณทำได้คือหายใจผ่านวันนี้ไปนั่นก็เพียงพอแล้ว
.
การให้อนุญาตตัวเองที่จะไม่โอเคไม่ได้หมายความว่ายอมแพ้ แต่มันคือการยอมรับความจริงว่าเราไม่จำเป็นต้องมีความสุขตามตารางเวลาของคนอื่น
.
.
แล้วเราจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างไร?
.
ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับการรับมือกับความรู้สึกในช่วงปีใหม่ เพราะแต่ละคนมีที่มาของความเหนื่อยล้าไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่พอจะช่วยได้คือการ 'ลดความคาดหวัง' ที่เราแบกไว้โดยไม่รู้ตัว และหันมาดูแลตัวเองในแบบที่เป็นไปได้จริง
.
[ ] ให้อนุญาตตัวเองที่จะไม่โอเค
ปล่อยวางความกดดันจากภายนอก และอยู่กับสิ่งที่ตัวเองให้คุณค่า เราเป็นคนตัดสินใจว่าจะฉลองอย่างไร หรือจะไม่ฉลองเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำตามความคาดหวังของคนอื่น
.
[ ] เลิกไล่ตามความสมบูรณ์แบบ
การไล่ตามความสมบูรณ์แบบคือการทำร้ายตัวเอง แผนอาจเปลี่ยนไป คนอาจทำให้ผิดหวัง และไม่ใช่ทุกช่วงเวลาจะวิเศษ และนั่นก็ไม่เป็นไร
.
[ ] ตั้ง 'Intention' แทน 'Resolution'
แทนที่จะตั้งเป้าหมายที่เข้มงวด ลองตั้ง Intention ที่อ่อนโยนกว่า ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เรายอมรับความไม่แน่นอนและดูแลสุขภาพจิตของตัวเองได้
.
ให้ของขวัญกับตัวเองด้วยการอนุญาตให้พักผ่อน ให้เศร้าและหวังไปพร้อมกันได้ และให้ใช้ชีวิตในจังหวะของตัวเองโดยไม่ต้องสนใจความคาดหวังของคนอื่น
.
[ ] รู้จักขีดจำกัดของตัวเอง
ปกป้องพลังงานทางอารมณ์ของตัวเองด้วยการปฏิเสธกิจกรรมหรือปฏิสัมพันธ์ที่รู้สึกหนักเกินไป ตอนแรกมันอาจยาก แต่เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ มันจะรู้สึกเป็นอิสระอย่างมาก
.
[ ] อยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องคิดถึงทั้งปี
เราไม่จำเป็นต้องรับมือกับทั้งปีในคราวเดียว แค่ผ่านวันที่ 1 มกราคม แล้วก็ 2 มกราคม แล้วก็วันถัดไป ความเศร้าและความท้าทายในชีวิตเอาชนะได้ทีละนิด ไม่ใช่ทีเดียวทั้งปี
.
.
เพร่าะปีใหม่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นคนใหม่ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องดีขึ้นทันที และไม่ได้หมายความว่าเราต้องมีความสุขเพียงเพราะปฏิทินเปลี่ยนหน้า
.
ดังนั้น มันจึงไม่เป็นไรถ้าจะตัดสินใจว่า New Year's Resolution ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับเรา เราไม่จำเป็นต้องมีลิสต์มาบอกว่าเราเป็นใคร หรือเราทำอะไรได้บ้าง
.
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้พื้นที่กับตัวเองในการรู้สึกตามที่เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อย ความเศร้า ความหวัง หรือแม้แต่ความว่างเปล่า
.
แค่ผ่านวันนี้ไปได้ ก็เก่งแล้ว
.
.
อ้างอิง
How New Year’s resolutions impact mental health: Martha Bowman, Centerstone - https://bit.ly/4b2VEmL
New Year, Same You — and That’s OK!, Mental Health First Aid - https://bit.ly/499XakD
When the Holidays Hurt: Finding Balance and Compassion: Elizabeth A. Grill Psy. D., Psychology Today - https://bit.ly/4avNDqv
Facing January 1st: New Year's Grief, Serenity Professional Counseling - https://bit.ly/4pPpy2t
.
.
#NewYearPressure
#SelfCompassion
#Psychology
#MissionToTheMoon
#MissionToTheMoonPodcast