เปิดใจ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ แกนนำ 'สำนึก 300 องค์' 9 ปี ไม่สาย ได้คืนพระประโคนชัย 'เราควรจะรุกตั้งแต่แรก'
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
เปิดใจ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์
แกนนำ ‘สำนึก 300 องค์’
9 ปี ไม่สาย ได้คืนพระประโคนชัย
‘เราควรจะรุกตั้งแต่แรก’
ในที่สุด การรอคอยกว่า 9 ปีก็สิ้นสุด สำหรับกรณีการทวงคืนโบราณวัตถุไทยจากต่างแดน ซึ่งล่าสุด 4 ประติมากรรมสำริดประโคนชัย ประกอบด้วย พระโพธิสัตว์ 3 องค์ พระพุทธรูป 1 องค์ แลนดิ้งคืนราชอาณาจักรไทยอันเป็นมาตุภูมิเป็นที่เรียบร้อยหลังกรมศิลปากรบินไปรับถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย นครซานฟรานซิสโก (Asian Art Museum of San Francisco-SFAAM) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก่อนกระทรวงวัฒนธรรมแถลงอย่างภาคภูมิ
อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธว่าภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อภารกิจครั้งนี้ที่เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.2559 จากกลุ่ม ‘สำนึก 300 องค์’ ที่เปิดประเด็นทวงคืนประติมากรรมกลุ่มประโคนชัย ซึ่งเชื่อว่ามาจากเขาปลายบัด โดยถูกลักลอบขุดเมื่อราว พ.ศ.2507 ก่อนไปจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ชื่อดังทั่วโลก
กระแสจุดติดจากพระโพธิสัตว์สำริดอายุราว 1,300 ปี ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (THE MET) ซึ่งระบุในป้ายจัดแสดงว่ามาจากปราสาทปลายบัด อ.ละหานทราย (ปัจจุบันคือ อ.เฉลิมพระเกียรติ) จ.บุรีรัมย์
กระทั่งนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ พ.ศ.2560 โดยมีการประสานความร่วมมือกับสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations : HSI) ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ
แม้ที่ผ่านมาไทยจะได้รับโบราณวัตถุล้ำค่าคืนจากต่างแดนอย่างต่อเนื่อง ทว่า บางส่วนมาจากอานิสงส์การทวงคืนของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เช่น โกลเด้นบอย และบางส่วนก็เป็นโบราณวัตถุประเภทอื่น เช่น ทับหลังปราสาทหนองหงส์และเขาโล้น
เพราะฉะนั้น โบราณวัตถุชุดที่เพิ่งได้คืนมานี้ คือ ประติมากรรมประโคนชัย ‘4 องค์แรกจาก 300 องค์ที่เชื่อว่ามีอยู่จริง’ กระทั่งเป็นที่มาของชื่อกลุ่มสำนึก 300 องค์
นี่คือความสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้ว่าเหตุใดจึงเป็นวาระที่ต้องตีโป่ง
เชื่อว่าปฐมฤกษ์เบิกโรงในครั้งนี้ จะมีผลดีต่อการเจรจากับอีก 6 มิวเซียมที่มีรายการทวงคืนประติมากรรมสำริดประโคนชัยอีก 14 องค์
ว่าแล้วต้องรุดคุย ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มสำนึก 300 องค์ ที่เปิดหมดใจในอุปสรรคขวากหนาม ตอบคำถามถึงข้อสงสัยว่ากำลัง ‘ทวงของปลอม’? พร้อมก้าวต่อไปที่ไม่ยากเกินไป แต่รัฐราชการไทยต้องเล่นเกมรุกมากกว่านี้
: กว่าจะมาถึงวันนี้ ต้องบอกว่าภาคประชาชนมีส่วนร่วมหนักมาก
เริ่มจากที่พวกเราเข้าไปทำข่าวในหมู่บ้าน ซึ่งมติชนตีข่าวนี้เป็นที่แรกเลย กว่าจะทำให้กรมศิลปากรยอมรับได้ ใช้เวลาเกือบ 3 ปี วันหนึ่งหลายปีมาแล้ว ผมได้นั่งคุยกับข้าราชการระดบสูงของกรมศิลปากรท่านหนึ่ง ท่านถามว่า กรุพระประโคนชัยเป็นของแท้เหรอ มันมีจริงเหรอ เพราะนักโบราณคดีในกรมศิลป์เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ประโยคนี้ทำให้รู้สึกโอ้โห! เราเดินทางมาไกลถึงขนาดตั้งคณะกรรมการติดตามคืนโบราณวัตถุมาตั้งแต่ปี 2560 แล้วยังถูกถาม
ซึ่งผมไม่โทษคนที่ยังคาใจนะ เพราะรู้ว่าตอนที่กรมศิลปากรไปดำเนินการทางโบราณคดีเพื่อที่สำรวจขึ้นทะเบียนโบราณสถานที่เขาปลายบัด จ.บุรีรัมย์ กรมศิลป์ถูกชาวบ้านหลอกมาตลอดว่าปราสาทมีแค่หลังเดียว นี่คือสาเหตุหลักเลย
เมื่อกรมศิลป์พิมพ์หนังสือเผยแพร่ออกไปแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างในหนังสือทะเบียนโบราณสถานจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นเรื่องเล่าเฉพาะของปราสาทปลายบัด 1 ไม่มีเรื่องของปราสาทปลายบัด 2เลย แต่ถูกเอามาตีพิมพ์รวมไว้ในปลายบัด 1 เพราะฉะนั้น หลักฐานทางโบราณคดี จึงเป็น 2 เหตุการณ์มารวมกันในปราสาทหลังเดียว
นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนแม้กระทั่งอาจารย์ศิริพจน์ (ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการอิสระ) ตอนทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท เรื่องพระกรุประโคนชัย (ประติมากรรมสำริดแบบประโคนชัย : หลักฐานศิลปกรรมเริ่มแรกของสมัยประวัติศาสตร์ในที่ราบสูงโคราช มหาวิทยาลัยศิลปากร 2546) ยังอ้างจากหนังสือกรมศิลป์ ซึ่งนี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดทางวิชาการ แต่เป็นเรื่องที่ได้ข้อมูลไม่เพียงพอ
เพราะฉะนั้น เมื่อพวกเราเข้าไปสืบข้อมูลตรงนี้ เราสร้างความมั่นใจกับชาวบ้านว่าเขาจะไม่มีความผิด จนเขายอมเปิดเผยข้อมูลจริง ว่ามีสถานที่พบกรุพระประโคนชัยจริง แต่เป็นปราสาทอีกหลังหนึ่ง คือ ปราสาทปลายบัด 2 ซึ่ง ณ เวลาที่เขาเปิดเผย ชาวบ้านเลิกขุดแล้ว ไม่มีโบราณวัตถุให้ขุดแล้ว
ต่อมา หลังมีการตั้งคณะกรรมการทวงคืนฯ เรากลับไปที่หมู่บ้าน เอาคำสั่งนายกฯ ไปให้เขาดู ว่าเรามาทำงานโดยคำสั่งชุดนี้ และมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการด้วย ในที่ประชุมก็บอกว่า ชาวบ้านไม่มีความผิดแล้ว
เชื่อไหม หลังจากนั้นเขาให้รายละเอียดผู้ซื้อโบราณวัตถุคือดักลาส แลตช์ฟอร์ด (Dauglash Latchford) ตาเฉื่อย ตัวแทนขายของแลตช์ฟอร์ดบอกเลยว่ามี 300 องค์ เพราะฉะนั้น ข้อมูลทุกอย่างจึงชัดเจนขึ้นมา
: ความคลุมเครือบางประการ ให้ทำให้เกิดพงศาวดารกระซิบเรื่อง ‘ทวงของปลอม’ ทีมสำนึก 300 องค์ มีข้อชี้แจงหรือโต้แย้งอย่างไร
จะเล่าให้ฟังว่า มีอดีตอธิบดีกรมศิลปากรท่านหนึ่งที่สนิทกัน โทร.มาหาผมว่า ไปทวงของปลอมทำไม ผมตอบว่า ใครจะรู้ว่านี่คือของจริงหรือปลอม เพราะไม่เคยเห็น แต่ที่รู้ว่าเป็นของจริง เพราะชาวบ้านต่างเล่าเป็นเสียงเดียวกัน แล้วจะปลอมได้อย่างไร
แม้กระทั่งอาจารย์สุรพงษ์ พิลาวุธ ที่เคยเป็นครูในหมู่บ้านยายแย้ม พื้นที่เกิดเหตุ ยังบันทึกไว้หมดเลยว่าเจอพระกี่องค์ โดยยืนยันว่ามีมากกว่า 300 องค์เสียอีก
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับบ้านที่ดักลาส แลตช์ฟอร์ด เคยเช่า มีรายละเอียดว่า เข้ามาพร้อมนักเพาะกาย โต๊ะทำงานอยู่ที่ไหน บุหรี่นอกวางบนชั้น
อาจารย์สุรพงษ์คือคนพบจารึกเขาปลายบัดที่วงกบประตูแล้วมอบให้วัดป่าพระสบาย ต่อมา คุณสุรศักดิ์ ศรีสำอางค์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากร นครราชสีมาในขณะนั้นทราบเรื่อง เลยไปขอมาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ และอาจารย์ชะเอม แก้วคล้าย จากกรมศิลปากร ก็เข้าไปด้วย พออาจารย์พิเศษรู้ที่มาของจารึกนี้ เลยไปสั่งให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ซึ่งเก็บจารึกอีกหลักที่เป็นใบเสมา แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องว่า ไม่ได้มาจากปราสาทปลายบัด 1 แต่มาจากปราสาทปลายบัด 2
เพราะฉะนั้น ข้อมูลของนักวิชาการเหล่านี้ รวมทั้งเรื่องเล่าของชาวบ้าน ทำให้เราเชื่อได้ทันทีว่า มันมีอยู่จริง
: แล้วด้าน ‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ มีข้อควรสงสัยหรือไม่
คนที่ศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะของพระประโคนชัยไว้มากที่สุดคือ อาจารย์ศิริพจน์ เขาทำเรื่องนี้ไว้ชัดเจนมาก การกำหนดอายุก็สอดคล้องกับนักวิชาการต่างประเทศที่เคยศึกษาไว้แล้ว
เพราะฉะนั้น ในทางประวัติศาสตร์ศิลปะเราไม่มีความเคลือบแคลงใจเลย
ทีมสำนึก 300 องค์ จึงยึดถือตามอาจารย์ศิริพจน์เป็นหลัก แล้วเราค่อยมาตามเรื่องราวที่ถูกต้องว่า มันเจอที่ปราสาทปลายบัด 2 จริง
นี่คือส่วนที่เราขยายออกไป ซึ่งอาจารย์ศิริพจน์ไม่ได้สรุปประเด็นนี้ไว้
: ชิ้นที่เป็นเป้าหมายสูงสุดในการทวงคืน กล่าวได้ไหมว่า คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ THE MET
อันที่จริง สำคัญเท่าเทียมกันหมด
เพราะรูปแบบทางศิลปะของกรุพระประโคนชัย ไม่ได้มีสมัยเดียว แต่มี 2-3 สมัยต่อเนื่องกัน ตามที่อาจารย์ศิริพจน์เคยสรุปไว้
เพราะฉะนั้น เป้าหมายสำคัญคือเราอยากได้ให้ครบทุกองค์ที่แสดงความสำคัญของเหตุการณ์แต่ละช่วงสมัย
เพราะเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ให้คนหยิบไปใช้ได้
: แนวนโยบายในยุคทรัมป์จะส่งผลต่อการทวงคืนหรือไม่ แม้เราจะเดินเรื่องไว้ในยุคก่อนหน้าแล้ว
นี่คือสิ่งสำคัญที่มีผู้แนะนำให้ไทยรีบดำเนินการ แต่ไทยไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากส่งหนังสือ พอเจ้าหน้าที่รับเรื่อง เขาก็ต้องไปสืบสวนอะไรต่อมิอะไร แต่กัมพูชาไม่ได้ทำอย่างนั้น เขาส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาต่อรอง โดยมีการว่าจ้างทนายต่างชาติ ทนายก็ไปตั้งทีมโดยเอานักโบราณคดีของเขามาช่วย
ทีมทนายความไปต่อรองกับพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ว่าคุณซื้อของโจร เพราะเป็นการลักลอบนำออกไป คุณต้องคืน แต่จะคืนโดยเงื่อนไขอย่างไร ก็แล้วแต่การตกลงเจรจากัน
สังเกตไหมว่า กัมพูชาได้คืนครั้งหนึ่งเป็นสิบเป็นร้อยชิ้นตลอด เพราะพิพิธภัณฑ์ตกลงกับกลุ่มทนายความว่า คืน แต่ขอยืมจัดแสดง 1 ปี 2 ปี 3 คืน อะไรอย่างนี้
แต่ของไทย เราส่งจดหมายโดยไม่มีใครไปติดตามเลย
เราควรมีนักกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศเข้าไปดำเนินการติดตาม ไปเจรจา
: พูดง่ายๆ คือ ไทยควรเดินเกมรุกมากขึ้น
ถูกต้อง มันควรจะรุกตั้งแต่แรกแล้ว
ปรัชญาในการทวงคืน ผมเคยเสนอในที่ประชุมมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่า สิ่งที่เราได้รับจากบทเรียนของเจสัน เฟลซ์ นักข่าวชาวอเมริกันที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับการโจรกรรมโบราณวัตถุและเปิดเว็บไซต์ให้คนแจ้งเบาะแส เขาพูดชัดเจนว่า พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่สถานที่รวบรวมของโจร แต่ควรเป็นที่รวบรวมโบราณวัตถุของประเทศต้นทาง
เพราะฉะนั้น เขาสนับสนุนให้คืนโบราณวัตถุแก่ประเทศต้นทาง แล้วคุณจะยืมโบราณวัตถุนั้นกลับมาจัดแสดงเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วแต่จะคุยกัน
นี่คือหลักคิดที่กรมศิลปากรควรไปคุยกับพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในต่างประเทศเหมือนที่กัมพูชาไปคุย
แม้กระทั่งพวกเราเองก็ติดต่อเจสัน เขาก็แนะนำให้ไปเจอคนนั้นคนนี้
: ล่าสุด ช่วงปีใหม่มีผู้พบเบาะแสโบราณวัตถุไทยในต่างแดนเพิ่มอีก
ใช่ครับ เป็นชิ้นส่วนทับหลัง เจอในอาเซียน อาร์ต มิวเซียมที่เราเคยทวงม้าจากพนมรุ้ง ทับหลังกุมภกรรณ และเสาประดับกรอบประตู
หลายชิ้นที่พิพิธภัณฑ์นี้ได้ไปเพราะเป็นโบราณวัตถุที่มีผู้ซื้อสะสมแล้วมอบให้เก็บทั้งหมด
เพราะฉะนั้น โบราณวัตถุจากพนมรุ้งจึงไปกองที่นั่นเยอะ
: หลังจากนี้มีแนวโน้มจะได้ชิ้นไหนเพิ่มอีกในอนาคตอันใกล้
มีแนวโน้มอยู่หลายแห่ง อย่างพิพิธภัณฑ์เดนเวอร์ ที่เก็บโบราณวัตถุหลายชิ้นของไทยไว้ ซึ่งเดิม เอมม่า ซี. บังเกอร์ เป็นภัณฑารักษ์ที่นี่ด้วย ทุกคนรู้ว่าเขามีความสัมพันธ์กับแลตช์ฟอร์ดในเชิงธุรกิจ เพราะจับได้จากจดหมายที่เผยให้เห็นกระบวนการต่างๆ ที่ทำงานให้แลตช์ฟอร์ด จึงมีการดำเนินคดีกับทั้ง 2 คน
พอเอมม่าเสียชีวิตไป HIS ก็แจ้งมายังประเทศไทยว่า จะต้องรีบติดต่อกับพิพิธภัณฑ์เดนเวอร์ ไม่ให้คืนโบราณวัตถุที่เอมม่าบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ไปให้ลูกซึ่งสืบทอดมรดก เพราะของเหล่านี้ผิดกฎหมาย
และเราควรเปิดเจรจากับหลายคนที่เราสามารถขอคืนโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑ์ได้ แต่ไทยไม่ทำ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดใจ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ แกนนำ ‘สำนึก 300 องค์’ 9 ปี ไม่สาย ได้คืนพระประโคนชัย ‘เราควรจะรุกตั้งแต่แรก’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly