ทศวรรษที่มืดสนิท ตำรวจไม่ปฏิรูป | เหยี่ยวถลาลม
หัวข้อเรื่องไม่ได้ตั้งใจจะให้ร้ายใคร แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยก็น่ากล่าวโทษไปที่ “ภาวะแวดล้อม” ชี้นิ้วไปยัง “ปัจจัยภายนอก” ว่าเป็นเหตุให้ตำรวจจำนวนหนึ่งคุ้นชินกับการทำผิดกฎหมายและประพฤติชั่ว จน “เส้นแบ่ง” ระหว่างเทพกับมารรางเลือนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ตำรวจดีๆ ที่ตั้งมั่นกับการทำหน้าที่ยังคงมีอยู่เยอะแยะ อย่าลืมว่าสำนวนไทยยังคงเชื่อถือได้
“สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” !
ตำรวจใหญ่คับฟ้าที่ไม่อยู่ในราชการแล้ว บางคนทำความผิดทางอาญามากมายหลายมาตรามาตั้งแต่ยศนายร้อยนายพัน ทำไมตำรวจแบบนั้นเจริญเติบโตในชีวิตราชการก้าวข้ามทุกสิ่งที่ขวางได้อย่างรวดเร็วอลังการ
การเมืองเลว นักการเมืองทั้งที่มาจากรัฐประหารและที่มาจากการเลือกตั้งมีส่วนอย่างยิ่งที่เกื้อกูลตำรวจเลวในฐานะที่ตำรวจเป็น “กลไก” หรือเครื่องมือของรัฐ มีหน้าที่ “รับใช้รัฐ” อันหมายถึงพิทักษ์ปกป้อง ให้ความคุ้มครองประชาชน เพื่อการดำเนินชีวิตที่ราบรื่น ปลอดภัย ไม่ถูกคุกคามจากอาชญากรรม
แต่แม้ว่าการเมืองเลวจะมีส่วนทำให้ทิศทางของตำรวจเปลี่ยนไป ในฐานะ “ผู้บังคับใช้กฎหมาย” เส้นแบ่งระหว่างการรับใช้ “นาย” กับ “รับใช้รัฐ” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ก็จะต้องไม่พร่ามัว
ด้วยสถานะผู้รักษากฎหมายตำรวจจึงไม่ใช่สมบัติของนักการเมือง สามารถทำหน้าที่อารักขานักการเมืองได้ แต่ไม่อาจเป็นเครื่องมือทางการเมือง
10 ปีก่อนหน้านี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็น ผบ.ตร.
“จักรทิพย์” นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2558 -30 กันยายน 2563
ในบรรยากาศคล้ายๆ สมัยอันธพาลครองเมือง “จักรทิพย์” เป็นผบ.ตร.อยู่นานถึง 5 ปี มีทั้งความมั่นคง มั่งคั่ง และง่อนแง่นจาก “เงา” การเมืองยุค “3 ป.” เป็นใหญ่ซึ่งทั้ง “กรรมการ” และ “กติกา” ที่ใช้สำหรับแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจถูกยกเลิก
เคว้งคว้างกระทั่งตำรวจจำนวนหนึ่งเชื่อว่า “ผลประโยชน์” สำคัญกว่า “หน้าที่” !
เป็นตำรวจต้องสังกัดค่าย ห้อยตามนาย ต้องรู้จักประกอบรวมกันเป็น “ฝูงบิน” เป็นนักล่าก็จะเจริญๆ ทะยานขึ้นหรือข้ามห้วยนั่งตำแหน่งและคุมทำเลสำคัญ
เทียบย้อนหลังไปกี่ทศวรรษตำรวจไทยก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย หวั่นไหวและมักง่ายกับผลประโยชน์ที่ได้มาโดยผิดกฎหมายจึงเกิดก๊วนแก๊งสกปรกอื้อฉาวในกาลต่อมา
ถัดจากยุค “จักรทิพย์” ตำแหน่ง ผบ.ตร.ก็ตกเป็นของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข นักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.คู่บารมีหัวหน้าคณะรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557
“สุวัฒน์” ขึ้นเป็น ผบ.ตร.ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 จนถึงสิ้นกันยายน 2565
จากนั้นเก้าอี้ ผบ.ตร.ก็สืบต่อด้วย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 30 กันยายน 2566 นับรวมกันแล้วกล่าวได้ว่า เป็น 3 ปีที่สตัฟฟ์ทุกบรรยากาศของตำรวจให้ “หยุดนิ่ง” ในขณะที่ “ภายใน” คุกรุ่นด้วยความขัดแย้ง!
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนต่อมา ท่ามกลางความงุนงงสงสัยในเส้นทางการรับราชการ และอาวุโสในลำดับที่ 4
ด้วยระบบความคิดเดิม อาจทำให้อาวุโสอันดับ 1 พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ 2 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล และ 3 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เผลอชะเง้อคอย
“ต่อศักดิ์” มีเวลานั่งเก้าอี้ “ผบ.ตร.” แค่ปีเดียว ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 จนสิ้นกันยายน 2567 ก็จริงอยู่ แต่ 1 ปีนั้นเต็มไปด้วยความปั่นป่วนระทึกจากสงครามตัวแทนระหว่าง “ต่อศักดิ์” กับ “โจ๊ก” ที่เกิดขึ้นผ่านคดี “เป้รักผู้การเท่าไร” คดีเว็บพนันเครือข่ายมินนี่ คดีมือขวากำนันนก ลั่นไก่สังหารนายตำรวจทางหลวงระดับสารวัตร และอื่นๆ อีกหลายรายการ
ในที่สุด “โจ๊ก” มีอันเป็นไปต้องหลุดออกจากเก้าอี้ “รอง ผบ.ตร.” พ้นจากเส้นทางตำรวจไปก่อน
แต่ “ต่อศักดิ์” ก็ใช่จะสงบสุข !
เดือนมีนาคม 2567 “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด ร้องเรียน “คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียน”หรือ “ก.ร.ตร.” ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ตำรวจ ให้สอบสวน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กับพวกจากหลายหน่วยงานกว่า 200 นาย กล่าวหาว่า พัวพันขบวนการส่วยเว็บพนันออนไลน์
“ก.ร.ตร.” ใช้เวลา 7 เดือน รวบรวมหลักฐานจากหลายหน่วยงาน ย้อนหลังไปหลายปี แล้วลงมติว่า “มีมูล” ความผิดวินัย
ขั้นต่อไปก็จะให้ “ต่อศักดิ์” แก้ข้อกล่าวหา จากนั้น “ก.ร.ตร.” ก็จะพิจารณาว่า “ผิดวินัยร้ายแรง” หรือ “ไม่ร้ายแรง”
หลังจากทั้ง “ต่อศักดิ์” และ “โจ๊ก” ลงจากเก้าอี้กันไปแล้ว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ขึ้นเป็น “ผบ.ตร.” ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2567 มีเวลา 2 ปี เพราะจะเกษียณ 30 กันยายน 2569
แต่เอาเข้าจริงๆ คาดหวังอะไรไม่ได้ !
ประมวลและประเมินจากปัจจัยทั้งหลายแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงยืนอยู่ตรงนี้ ยังย่ำอยู่ที่เดิม
ตำรวจยังคงติดหล่มในระบบความคิดเก่าก้าวขาไปข้างหน้าไม่ได้
องค์กรนี้ไม่มีผู้นำทางความคิด ไม่มีใครคิดจะฉุดองค์กรขึ้นมาสู่ทางที่โลดแล่นทันสมัย ไม่มีใครคิดทำวิจัยเจาะลึกความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของตำรวจในปัจจุบันที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีลงไปว่า “มาเป็นตำรวจกันทำไม”
คุณยังคงมี “ความคาดหวัง” ยังมีความเชื่อเรื่องเกียรติยศศักดิ์ศรีจากการทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อยู่หรือไม่ ถ้าให้เพ่งมองไปในอากาศแล้ว แต่ละคนอยากเห็นองค์กรตำรวจเป็นอย่างไร
10 ปีมานี้ “วิชาชีพตำรวจ” ยับเยิน
เส้นแบ่ง “ตำรวจ” กับ “โจร” รางเลือน
พยายามนั่งนึกว่า ถ้า “พรุ่งนี้” มีการปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่ เปลี่ยนระบบความคิดและการบริหารจัดการทั้งหมด เปลี่ยนแนวทางจัดสรรยศและตำแหน่ง ด้วยการออกแบบ “คุณลักษณะ” ผู้นำหน่วยตำรวจในแต่ละตำแหน่งใหม่ ไม่ใช่แค่เอา “ยศ” ไปผูกเอาไว้กับ “ตำแหน่ง” แล้วได้ผู้นำเลวหรือผู้นำไร้สาระมาเป็นหัวหน้าหน่วย
เปิดทางให้คนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปสามารถเป็น “ผู้บัญชาการ” หรือสามารถเป็น “ผบ.ตร.” ได้วาระละ 5 ปี
มีระบบการบริหารตำรวจที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ รัฐให้ค่าตอบแทนตำรวจทั่วไปเพียงพอตามมาตรฐานวิชาชีพที่ต้องรับผิดชอบต่อความยุติธรรมและความปลอดภัยของสังคม
จะเกิดอะไรขึ้น !?!!!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทศวรรษที่มืดสนิท ตำรวจไม่ปฏิรูป | เหยี่ยวถลาลม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly