โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เศรษฐกิจของกัมพูชากำลังพินาศในไม่ช้า นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่"ฮุน เซนต้องรบกับไทย"

The Better

อัพเดต 08 ธ.ค. 2568 เวลา 11.37 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2568 เวลา 11.25 น. • THE BETTER

สื่อของกัมพูชาที่สนองงานของรัฐบาลโดยไม่มีความละอายแก่ใจ อ้างว่าเศรษฐกิจของไทยจะพังลงไปอีกเพราะรบกับกัมพูชา

การบอกว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยต้องโกรธ เพราะมันย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว และสื่อของไทยก็ทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีด้วยการเตือนรัฐบาลและประชาชนด้วยซ้ำเกี่ยวกับประเด็นนี้

แต่การที่สื่อของกัมพูชาละเลยที่จะเตือนพี่น้องร่วมชาติของตัวเองว่าเศรษฐกิจของประเทศตัวเองก็จะพังเช่นกันหากมุ่งไปสู่การปะทะกับไทยโดยเชื่อผู้นำแบบโดยไม่รู้จักคิดพิจารณาหรือทักท้วง

นี่คือการทำงานของ "สื่อเฮงซวย" เพราะเท่ากับชักนำประชาชนไปสู่ปากเหวเพื่อสนองนโยบายอัน "เฮงซวย" ของรัฐบาลตระกูลฮุน

เพราะปากท้องประชาชน การเงินการธนาคาร การจ้างงาน และสภาพเศรษฐกิจทั้งมวลของกัมพูชานั้นเข้าขั้นแย่เต็มทีแล้ว

แต่ตระกูลฮุนและ "สื่อเฮงซวย" ที่รับใช้เครืออำนาจนี้ช่วยกันปกปิดเอาไว้ แล้วยังพยายามให้คนเขมรเชื่อว่า "เศรษฐกิจไทยจะพัง" ทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นจะไม่มีกินเอาด้วยซ้ำ

ผมจะไล่เหตุผลให้ดูว่าทำไมเศรษฐกิจกัมพูชาถึงจะพินาศในไม่ช้า

1. การทำนากำลังทรุดหนักเพราะขายข้าวให้ไทยไม่ได้
กัมพูชาเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ภาคส่วนนี้อาการย่ำแย่ สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาระบุว่าเกษตรกรจำนวนมากต้องประสบกับความสูญเสียระยะยาว เกิดหนี้สิน และบางส่วนถูกบังคับให้ขายนาข้าวและไร่และอพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ "รัฐบาลราชวงศ์ฮุน เซน" จากการเปิดเผยของชาวนารายหนึ่ง พบว่าข้าว 1 กิโลกรัมขายได้แค่ 630 เรียล (5.02 บาท) "ไม่เพียงแต่ไม่ทำกำไร แต่ยังขาดทุนอีกด้วย เกษตรกรจะคาดหวังอะไรได้อีก?"

ส่วนชาวนาอีกคนเผยกับสื่อฝ่ายค้านกัมพูชาว่า ประชากรกัมพูชา 85% เป็นเกษตรกร แต่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเกษตรกร สาเหตุที่ราคาข้าวตกต่ำในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวทุกปีเป็นเพราะรัฐบาลไม่ใส่ใจ เพราะถ้ารัฐบาลใส่ใจจริง พ่อค้าคงไม่กล้ากดราคาข้าว แต่พ่อค้าคนกลางคนหนึ่งอ้างว่า ปัญหาหลักของข้าวคือไม่มีตลาดขาย ข้าวต้องพึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง เพราะกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ต้องหาตลาดส่งออกที่กว้างขวางเพื่อขายข้าวให้ได้ราคาสูง "ขณะที่ปัจจุบันตลาดข้าวในกัมพูชาต้องพึ่งพ่อค้าชาวเวียดนามเท่านั้น"

นอกจากนี้ นักการเมืองรายหนึ่งยังโจมตีรัฐบาลตระกูลฮุนว่า ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ การซื้อข้าวกัมพูชาเป็นเรื่องยากมาก แต่หากข้าวเวียดนามหรือข้าวไทยกลับมีมาก แสดงให้เห็นว่า "รัฐบาลราชวงศ์ฮุน" ไม่สามารถนำพาประเทศได้ ไม่สามารถหาตลาดให้ประชาชนขายข้าวได้ในราคาที่สูง เขากล่าวว่าประเทศไทยและเวียดนามส่งออกข้าวไปยังตลาดต่างประเทศโดยตรงเป็นจำนวนมาก และกัมพูชาพึ่งพาตลาดไทยและเวียดนามโดยไม่ได้ขายข้าวให้กับตลาดต่างประเทศโดยตรง อย่างไรก็ตาม ข้าวกัมพูชาขายได้ในราคาถูกเพราะต้องพึ่งพาพ่อค้าชาวเวียดนามและไทยในการกำหนดราคา

ผู้เชี่ยวชาญอีกรายกล่าวว่า “รัฐบาลต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อหาตลาดสำหรับสินค้าเกษตร เพราะเรารู้ว่าตอนนี้เราติดอยู่กับประเทศไทย แต่เราจะหันไปทางไหนล่ะ? ส่วนเรื่องข้าว ผมคิดว่าข้าวของเราไม่ได้ไปไทยเท่าไหร่ แต่ไปเวียดนาม ดังนั้นเราจึงแค่เปลี่ยนจากไทยไปเวียดนาม ถ้าเราไม่หาตลาดเอง ราคาข้าวกัมพูชาก็จะถูกเวียดนามควบคุม” ดังนั้น ปัญหาของธุรกิจข้าวในกัมพูชาไม่ใช่แค่ขายให้ไทยไม่ได้เท่านั้น แต่ถ้าจะขายให้เวียดนามก็จะถูกเวียดนามครอบงำอีก นับว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ

2. ระบบการเงินของกัมพูชากำลังล่มเพราะเส้นเลือดทุนเทาถูกตัด
เป็นที่ทราบกันว่า "รัฐบาลราชวงศ์ฮุน" มีเส้นสายโยงใยกับกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำสแกมเมอร์ และในช่วงหลังรัฐบาลตระกูลฮุนถูกกดดันจากประชาคมโลกให้กวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้แต่ก็ยังทำแบบขอไปที โดยจับแต่ลูกน้องแต่ละเว้นลูกพี่ และยังไม่แตะต้องเส้นทางการเงินของคนเหล่านี้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 มีสัญญาณที่น่าสนใจจากธนาคารแห่งชาติกัมพูชาที่ "เตือน" ประชาชนให้ระมัดระวังแผนการโอนเงินฉ้อโกงในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการแอบอ้างเป็นญาติเพื่อขอสินเชื่อหรือโอนเงิน และการชักชวนให้ผู้คนซื้อหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวโดยจ่ายค่าธรรมเนียมสูง

การเตือนแบบนี้ก็ยังถือว่าเป็นการเตือนในลักษณะที่ "กัมพูชาเป็นเหยื่อสแกมเมอร์" ไม่ใช่ "กัมพูชาเป็นฐานที่มั่นสแกมเมอร์" โดยเป็นการเตือนในลักษณะเดียวกับที่หน่วยงานรัฐของไทยเตือนประชาชนคนไทยซึ่งอยู่ในฐานะเหยื่ออย่างแท้จริง แต่ธนาคารชาติกัมพูชากลับเตือนเหมือนตนเองเป็นเหยื่อก็เพราะมีเหตุให้ต้องขยับ ไม่เช่นนั้นสถาบันของตนจะถูกครหาว่าเป็นมือเป็นเท้าให้กับเครือข่ายอาชญากรรมอันมี "ราชวงศ์ฮุน" เป็นศูนย์กลาง เพราะไม่กี่วันก่อนที่แบงก์ชาติเขมรจะขยับนั้น "โครงการริเริ่มระดับโลกว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ" (GI-TOC) ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทั่วโลก ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เกี่ยวกับดัชนีองค์กรอาชญากรรม โดยกัมพูชาจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่มีกลุ่มอาชญากรจำนวนมาก แต่รัฐบาลมีศักยภาพในการปราบปรามที่อ่อนแอ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โครงการยุติธรรมโลก (World Justice Project) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยสังคมระดับโลก ยังจัดอันดับกัมพูชาให้อยู่ในอันดับต่ำสุดจาก 143 ประเทศในดัชนีหลักนิติธรรมประจำปี โดยอยู่เหนือเวเนซุเอลาและอัฟกานิสถานเท่านั้น

หลังจากนั้นก็มีความเคลื่อนไหวที่ "แปลกประหลาด" เกิดขึ้นกับ "สถาบันการเงินสีเทา" ของกัมพูชา ซึ่งเรายังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด บริษัท Hui One ในข่ายของของ ฮุน เซน (ดำเนินการผ่าน ฮุน โต หลานของเขา) ประกาศปิดสำนักงานทั้งหมดในกัมพูชา รวมถึงบริการถอนเงินสด โดยอ้างว่ามีลูกค้าถอนเงินจากบัญชีเพิ่มมากขึ้น แต่สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาชี้ว่า การปิดกิจการเกิดขึ้นหลังจากที่เกาหลีใต้ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตร Huione Group ของฮุน โต เจ้าพ่อธุรกิจตลาดมืดที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมฉ้อโกงทางออนไลน์

นักการเมืองฝ่ายค้านรายหนึ่งลั่นว่า "คนที่ลงทุนนั้น! พวกเขาไม่กล้าเพราะกลัว พวกเขากลัว ถึงเวลาแล้วที่ชื่อเสียงของกัมพูชาจะเสื่อมเสีย ทุกคนในโลกรู้ดี ทุกประเทศไม่อนุญาตให้ (ผู้คน) เกาหลีใต้ จีน! พวกเขาไม่อนุญาตให้คนของพวกเขามาเยี่ยมเยือนกัมพูชา และไม่อนุญาตให้พวกเขามาลงทุนในกัมพูชา ดังนั้น (ความเสื่อมเสีย) มันจึงกระจายไปทั่วโลก ทำลายชื่อเสียงของกัมพูชาอย่างแท้จริง"

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะ "สถาบันการเงินสีเทา" ในกัมพูชาโยงใยการเงินหลักของประเทศเอาไว้ด้วย ดังนัน ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและการวิจัยรายหนึ่ง จึงแสดงทัศนะต่อสื่อฝ่ายค้านว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อภาคการเงินของกัมพูชา และประชาชนจะสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบธนาคารของกัมพูชา ซึ่งจำเป็นต้องให้ธนาคารแห่งชาติเข้ามาแทรกแซงอย่างเร่งด่วนเพื่อหาหนทางปกป้องเงินของลูกค้า แต่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาก็ทำเพียงแค่เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการเท่านั้น

ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องยังแดงขึ้นมาอีกว่า Huione Pay ถูกธนาคารแห่งชาติกัมพูชาาเพิกถอนใบอนุญาตไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 แล้ว แต่ไม่ยอมบอกประชาชน

สื่อฝ่ายค้านของกัมพูชาจึงชี้ว่า "การไม่ดำเนินการใดๆ ต่อเจ้าพ่อธุรกิจ ฮุน โต และนายเฉินจื้อ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อระบบธนาคารและลูกค้า" และนักการเมืองฝ่ายค้านรายหนึ่งเตือนว่า “ผลที่ตามมาตกอยู่กับประชาชนที่ฝากเงินกับธนาคารแห่งนี้ ผลกระทบดังกล่าวหมายความว่าประชาชนที่ไว้วางใจธนาคารแห่งนี้จะสูญเสียเงินไป เมื่อพวกเขาสูญเสียเงินไป เศรษฐกิจของประชาชนก็จะลำบากและหนักหนาสาหัสมากขึ้น ซึ่งเป็นภาระของรัฐบาล นี่คือจุดที่รัฐบาลต้องดำเนินการกับธนาคารแห่งชาติกัมพูชา หากประกาศปิดใบอนุญาตของธนาคารแห่งนี้ (Huione Pay) ย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ. 2567 และเพิ่งประกาศต่อสาธารณชนในขณะนี้ นั่นจะเป็นความผิดพลาดร้ายแรงของธนาคารแห่งชาติกัมพูชา”

นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวเขมรในต่างแดนยังแสดงความกังวลว่าระบบธนาคารของกัมพูชาทั้งหมดจะตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากกำลังเผชิญกับปัญหาฉ้อโกงและฟอกเงิน ซึ่งทำให้ธนาคารอื่นๆ ในต่างประเทศไม่ให้ความร่วมมือ และจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติสูญเสียรายได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของชาวกัมพูชา

เขากล่าวว่า “การลงทุนต้องอาศัยความแน่นอนและความโปร่งใสในการทำธุรกิจกับพันธมิตรในกัมพูชา แต่เมื่อเกิดข้อกังขา ผมคิดว่าประชาชนจะลังเลที่จะลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนเองที่กำลังประสบปัญหาในการโอนเงิน ชำระเงิน ฝากเงิน ฯลฯ! โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบและการฝากเงินในธนาคารน้อยลง ทำให้ธนาคารสูญเสียเงินทุนสำหรับลงทุนในภาคส่วนสำคัญของรัฐบาล ในขณะเดียวกัน ธนาคารเองก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะปล่อยกู้ให้กับชุมชนหรือผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาและดำเนินโครงการของตนเอง ระบบทั้งหมดจึงได้รับผลกระทบ”

นี่คือความเคลื่อนไหวสองมิติด้านเศรษฐกิจของกัมพูชาโดยคร่าวๆ เราจะเห็นว่าระดับรากหญ้าก็แทบจะหาเงินมาไม่ได้และยังมีหนี้สินมากมาย ส่วนระดับการเงินของประเทศก็เสี่ยงจะพังเอาง่ายๆ เหมือนกัน

ก่อนอื่นมาวิเคราะห์เรื่องการปิดตัวของ Huione Pay เรื่องนี้ไม่เพียงมีพิรุธแต่ยังสะเทือนต่อระบบการเงินของประเทศด้วยซ้ำ แต่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาก็ได้แต่ทำแบบขอไปที ทำให้น่าสงสัยว่านี่คือความพยายามซุ่มซ่อนของสถาบันการเงินทุนสีเทา หรือว่าแหล่งเงินของทุนเทาถูกเล่นงานโดย "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" กันแน่?

การเล่นงานทุนเทากัมพูชาโดย "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะใช้วิธีการของแฮกเกอร์ทำการยึด Bitcoin จำนวนมหาศาล และตั้งข้อหาเจ้าของบิตคอยน์ คือ เฉินจื้อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจของกัมพูชาคือ Prince Group ในข้อหาวางแผนการหลอกลวงสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่

เรื่องนี้ ศูนย์รับมือเหตุฉุกเฉินไวรัสคอมพิวเตอร์แห่งชาติจีน (CVERC) ได้เผยเมื่อไม่นานมานี้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ขโมย Bitcoin จำนวน 127,000 เหรียญของเฉินจื้อตั้งแต่ปี 2020 โดยใช้เทคนิคการแฮ็กที่ถูกวางแผนโดยองค์กรแฮ็กเกอร์ระดับรัฐ

ไม่แน่ว่าการปิดตัวของ Huione Pay อาจเป็นผลมาจากการถูกโจมโดย "กองกำลังแฮกเกอร์ไม่ทราบฝ่าย" แบบนี้ก็เป็นได้จนทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องแล้วต้องปิดตัวลง

เผอิญว่ากรปิดตัวลงของ Huione Pay อาจจะรุนแรงมาก จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของระบบการเงินในกัมพูชาด้วย คือประชาชนแห่ไปถอนเงินอย่างบ้าคลั่งจนเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดภาวะ Bank run หรือธนาคารล้ม และยังส่งผลต่อความน่าเชื่อต่อทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในกัมพูชาด้วย เพราะระบบการเงินโยงใยกับทุนเทาอย่างหนัก ส่วนธนาคารแห่งชาติก็ทำงานแบบชุ่ยๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะได้ใบสั่งจาก "ราชวงศ์ฮุน" ให้ทำงานประคับประคองทุนเทา หรือไม่ก็ธนาคารแห่งชาตินั่นแหละที่เป็น "พ่อแม่บุญธรรมของทุนเทา" โดยตรง

ทั้งสองมิติทางเศรษกิจนี้เป็นเพียงสองแง่มุมเท่านั้น ยังมีอีกหลายแง่มุมที่เราไม่ได้พูดถึง ซึ่งควรจะได้รับการขุดคุ้ยและวิเคราะห์ต่อไป เพราะมันจะทำให้เราเห็นภาพว่าสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาย่ำแย่ขนาดไหน และภาวะย่ำแย่นี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ฮุน เซน ต้องสั่งให้ทำการโจมตีไทยอย่างหนักหน่วง เพราะ

หนึ่ง ประชาชนเริ่มทนไม่ไหวกับความไม่เอาไหนของรัฐบาลในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน จึงต้องเบี่ยงเบนความโกรธแค้นของประชาชนมาที่ไทย

สอง เพราะเครือข่ายทุนของราชวงศ์ฮุนถูกทำลายอย่างหนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการอายัติทรัพย์สินของ Prince Group ในหลายเขตอำนาจศาลและล่มลงของ Huione Pay ทำให้เส้นเลือดทุนเทาของเรือข่ายนี้ต้องชะงัก พร้อมๆ กับที่ทางการไทยยึดทรัพย์ "บอส" สแกมเมอร์จำนวหนึ่งในไทย ทำให้ราชวงศ์ฮุนนิ่งนอนใจไม่ได้ จึงต้อง "สู้ยิบตา" เพื่อให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้างหนึ่ง

การรบที่ชายแดนทั้งสองประเทศนั้นจะยิ่งทำให้ผู้คนล้มตาย แต่ "ข้อตกลงหยุดยิงกำมะลอ" ก็เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาเช่นกันเพราะไม่อาจหยุดความชั่วร้ายของเครือข่ายทุนเทาได้

ทางที่ดีที่สุด ไทยและผู้เสียหายทั่วโลกอาจจะต้องพิจารณาทำการ "รบด้วยสงครามเศรษฐกิจ" ที่เล็งเป้าหมายที่ทุนเทาในกัมพูชามากขึ้น

ส่วนประชาชนกัมพูชาผู้ทุกข์ยากนั้น ก็ควรจะลุกขึ้นมาตอบโต้ "ชนชั้นนำเขมร" ที่ทำให้พวกเขาต้องเป็นคนยากจนชั่วกัปชั่วกัลป์เสียที

เมื่อนั้นแหละทั้งไทยและเขมรจึงจะอยู่อย่างสันติสุขกันได้

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo*- ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 แสดงให้เห็นชาวบ้านกำลังอพยพหลังจากเกิดการปะทะตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ในจังหวัดพระวิหาร Photo by AKP / AGENCE KAMPUCHEA PRESS (AKP) / AFP*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...