หลินชิงหว่าน (จบแล้ว)
ข้อมูลเบื้องต้น
จู่ๆ ก็มีเทพเซียนโผล่มาบอกว่า “เธอจะตายในไม่ช้า” นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย หลินชิงหว่านจึงตกลงไปทำงานที่โลกประหลาดให้เขา เข้าร่างน้องสาวที่จากไปก่อนวัยของเขา เลี้ยงดูบุตรสาวของเขา เมื่อร่างอมตะของเทพเซียนสลายไป ญาติก็มา ศัตรูก็มา บ้างเป็นดั่งก้อนหินขวางทาง บ้างเป็นดั่งบันไดให้เหยียบขึ้นไป เรื่องราวของท่านอาตัวน้อยและหลานสาวตัวจ้อยกำลังเริ่มต้น………….
มีทั้งเทพ มีทั้งเซียน มีทั้งผี มีทั้งวิญญาณ สนุกฝุดๆ ไปอีกแบบ แฟนตาซีสยองขวัญมั้ยก็มีผีอยู่นะ เรื่องแต่งจากจินตนาการตามใจฉัน ไม่อิงประวัติศาสตร์นะจ๊ะ….นะจ๊ะ….
ปุกาศ….ปุกาศ..… เมื่อนิยายแต่งจบแล้วไรท์ขออนุญาตติดเหรียญรายตอน สำหรับรี้ดท่านใดที่ซื้อตอนอ่านล่วงหน้าสามารถอ่านได้ตลอดเลยนะงับ และจะเปิดขายอีบุ๊คเมื่อแต่งเสร็จแล้วทั้งในเด็กดี และ MEB นะงับ ฝากนิยายเรื่องแรกรอบที่ล้านของไร้ท์ไว้ในอ้อมใจทุกท่านด้วยนะงับ
โลกประหลาด
หลินชิงหว่านลืมตาขึ้นช้า ๆ สิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือดอกคามิเลียหลากสีที่เบ่งบานอยู่โดยรอบ กลีบดอกบางเบาพลิ้วไหวตามสายลมอ่อน เมื่อมองขึ้นไป เธอก็พบกับระเบียงไม้ทอดยาวอยู่เหนือศีรษะ
เธอกระพริบตาหลายครั้ง พยายามตั้งสติ ก่อนจะเหลือบมองไปด้านข้าง พบว่าหลินเจียงและไป๋เวิงกำลังยืนอยู่ เมื่อทั้งสองเห็นว่านางลืมตาขึ้น ก็ส่งยิ้มให้
"ที่นี่คือสถานที่ทำงานของข้าในหยางโจว" หลินเจียงกล่าวเสียงเรียบพลางผายมือไปด้านหน้า "ส่วนหน้านั้นเป็นเรือนที่พักของข้า เชิญแม่นางหลินด้านนี้"
แม้จะเตรียมใจไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อต้องเดินทางมายังจวนเก่าแก่แห่งนี้อย่างกะทันหัน หลินชิงหว่านกลับรู้สึกราวกับล่องลอยอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆ ความเป็นจริงและความฝันดูคล้ายจะเลือนรางจนแยกไม่ออก
เธอก้าวเท้าเดินตามเขาเข้าไปด้านใน ระหว่างทางพบกับเหล่าบ่าวรับใช้หลายคนที่เดินไปมาอย่างเร่งรีบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด
ขณะนั้นเอง บ่าวรับใช้คนหนึ่งเร่งฝีเท้าจนก้าวผิดจังหวะ ส่งผลให้ร่างของเขาโซเซเอียงไปด้านข้าง และแล้ว—ร่างนั้นกลับทะลุผ่านหลินเจียงไปโดยไร้ซึ่งแรงต้าน
หลินชิงหว่านหยุดกึก เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง หลินเจียงเองก็แข็งค้างไปชั่วขณะ มีเพียงไป๋เวิงเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง
"ท่านเซียน" ไป๋เวิงกล่าวเสียงเรียบ "พวกเรารีบเข้าไปด้านในเถิด ตอนนี้ท่านเป็นเพียงดวงจิต หากออกจากร่างนานเกินไป ย่อมไม่เป็นผลดี"
หลินเจียงหลุบตาลง ควบคุมอารมณ์ที่ปั่นป่วนภายในใจ ก่อนจะหันไปมองหลินชิงหว่านพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
"แม่นางหลินไม่ต้องกลัว การถูกคนเดินทะลุผ่านวิญญาณ อีกหน่อยเจ้าก็จะได้รู้ว่ามันเป็นเช่นไร"
หลินชิงหว่าน: "ม่ายยยยย… ขอบคุณนะ แต่ชั้นไม่อยากรู้!!"
เมื่อเดินผ่านระเบียง พวกเขาก็มาถึงลานกว้าง เสียงร่ำไห้แผ่วเบาดังแว่วมาจากห้องหลัก
หน้าห้อง มีเด็กรับใช้สองคนยืนเฝ้าอยู่ หนึ่งในนั้นเหลียวมองไปรอบ ๆ ก่อนจะกระซิบกับอีกคนว่า
"นายท่านหมดสติไปสามวันแล้ว เจ้าว่าเขาจะ…"
"หุบปากเถอะ" อีกคนปรามเสียงเข้ม "นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้ากับข้าควรเอ่ยถึง"
เขากวาดตามองซ้ายขวา ก่อนลดเสียงลงกระซิบเบา ๆ "หากหลินหมัวมัวได้ยินเข้า ระวังตัวเจ้าไว้ให้ดี"
เด็กรับใช้ตัวน้อยย่นคอด้วยความหวาดหวั่น เอ่ยเสียงแผ่ว "แต่หลินหมัวมัวสนใจแต่นายท่านกับคุณหนู เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด ใครจะรู้?"
หลินเจียงเหลือบมองหลินชิงหว่านอย่างกระอักกระอ่วน แต่เมื่อพบว่านางกำลังจ้องเด็กทั้งสองด้วยความสงสัย เขาก็เพียงกระแอมเบา ๆ ก่อนเดินนำเข้าไปในห้องหลัก "แม่นางหลิน เชิญด้านใน"
หลินชิงหว่านรีบเดินตามเขาไป
ภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงร่ำไห้ เด็กหญิงตัวน้อยผอมบางกำลังคุกเข่าร้องไห้อยู่หน้าเตียง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ขณะที่เด็กรับใช้ด้านหลังต่างยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของตนเองเช่นกัน
หลินหมัวมัว ผู้ดูแลเรือนชรา ตวาดเบา ๆ ให้บ่าวรับใช้ถอยออกไป ก่อนจะนั่งลงข้างเด็กหญิงด้วยสีหน้าห่วงใย
"คุณหนูรองต้องดูแลตัวเองเพื่อนายท่านนะเจ้าคะ หากนายท่านฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่าคุณหนูล้มป่วย นายท่านจะเป็นกังวลจนรักษาตัวไม่หายได้"
เด็กหญิงสะอื้นเบา ๆ ก่อนเอ่ยถามเสียงสั่นเครือ "แต่ทำไมท่านพ่อถึงยังไม่ตื่นล่ะ?"
นางมองบิดาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง น้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดหวั่น "หมัวมัว… ท่านพ่อไม่ต้องการข้าแล้วหรือ?"
"ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ" หลินหมัวมัวพยายามปลอบโยน แม้ในใจเองจะไม่แน่ใจเช่นกัน นางรู้เพียงว่า จะปล่อยให้คุณหนูร้องไห้อยู่เช่นนี้ต่อไปไม่ได้
นางเหลือบตามองไปที่ร่างบนเตียง พลันรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ภายในใจนึกเพียงว่า—
"เจ้านายในเรือนนี้มีอยู่สามคน สองคนกำลังจะตาย… หากคุณหนูล้มป่วยไปอีกคน… บ้านหลินคง…"
มือของนางสั่นระริกขณะคิดเช่นนั้น แต่ยังคงพยายามกล่อมคุณหนูต่อไป
หลินเจียงก้าวเข้าไปใกล้เด็กหญิง มองนางด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะแนะนำหลินชิงหว่าน
"นี่คือบุตรสาวของข้า มีนามว่ายวี่ปิน ต่อไปข้าขอฝากนางไว้กับแม่นางแล้ว"
เมื่อกล่าวจบ เขาก็โค้งคำนับให้ หลินชิงหว่านตกใจ รีบโค้งคำนับกลับ
"ใต้เท้าหลินไม่ต้องมากพิธี ข้าเข้าใจ ใต้เท้าหลินวางใจได้ ข้าจะดูแลนางให้ดีที่สุด"
ไป๋เวิงกล่าวขึ้น "ท่านเซียน กลับเข้าร่างเถิด"
หลินเจียงพยักหน้า ดวงจิตของเขากลายเป็นแสงดาวระยิบระยับ ค่อย ๆ ลอยกลับเข้าไปในร่างที่อยู่บนเตียง
ไม่นาน คนบนเตียงก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
"นายท่านฟื้นแล้ว!"
เสียงอุทานของหลินหมัวมัวดังขึ้นพร้อมกับความปีติ หลินยวี่ปินรีบเงยหน้ามองทันที นางเห็นบิดาของตนลืมตาแล้วจริง ๆ
เด็กหญิงอดไม่ได้ที่จะคัดจมูกด้วยความปิติและความตื้นตัน มือน้อยบิดผ้าเช็ดหน้าแน่น ร้องเรียกเสียงสั่นเครือ
"ท่านพ่อ!"
หลินเจียงส่งยิ้มให้บุตรสาว เอ่ยขึ้นอย่างโล่งใจ
"พ่อไม่เป็นไร ก่อนหน้านี้เพียงแค่เหนื่อยเกินไปเท่านั้น… ตอนนี้ได้นอนเต็มอิ่มแล้ว รู้สึกสบายตัวมาก"
หลินยวี่ปินมองรอยยิ้มของบิดาด้วยดวงตาที่เอ่อคลอ ก่อนหยาดน้ำตาจะร่วงหล่นเป็นสาย นางยื่นมือเล็ก ๆ จับแขนเสื้อของบิดาไว้แน่น แล้วสะอื้นไห้สะเทือนใจ
“ท่านพ่อ… ท่านอาก็ป่วย… พวกท่านป่วยกันหมดเลย…”
ดวงตาของหลินเจียงหม่นลง เขาเอื้อมมือไปตบหลังมือน้อย ๆ อย่างอ่อนโยน แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ยังฝืนยิ้มให้บุตรสาวเพื่อปลอบประโลม
“ไม่ต้องกลัว พ่อจะปกป้องเจ้าเอง… ส่วนอาเล็กของเจ้านาง…” เขากลืนความเศร้าโศกลงไป ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อาเล็กของเจ้ายังสบายดี”
เมื่อกล่าวจบ สายตาของเขาก็เหลือบมองไปยังหลินหมัวมัว ซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง นางขบเม้มริมฝีปาก ก่อนกล่าวขึ้นอย่างลังเล
“นายท่าน… คุณหนูใหญ่หมดสติไปตั้งแต่วันที่ท่านล้มป่วย…” เสียงของนางสั่นเครือ “ท่านหมอบอกว่า…”
หลินหมัวมัวกัดริมฝีปากแน่นเหมือนลังเลที่จะพูด ก่อนจะฝืนกล่าวออกมา “ท่านหมอบอกว่า… เหลือเวลาอีกเพียงสองวันเท่านั้น…”
ดวงตาของหลินเจียงสั่นไหว ร่างกายของเขาเย็นเฉียบไปชั่วขณะ ความเจ็บปวดในใจท่วมท้นจนยากจะระงับ เขาฝืนพยุงตัวขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว เอ่ยออกมาอย่างเด็ดขาด
“พาข้าไปเรือนชุนฮุย”
“นายท่าน!” หลินหมัวมัวรีบเข้ามาพยุงเขา “ท่านเพิ่งฟื้น ร่างกายยังอ่อนแอนัก ควรให้ท่านหมอตรวจดูก่อนแล้วค่อยว่ากันเถิดเจ้าค่ะ”
หลินเจียงรู้ดีว่าตนเองยังตายไม่ได้ และเขาไม่อาจทอดทิ้งน้องสาวไว้ในสภาพเช่นนี้ได้ เขาผลักหลินหมัวมัวออกเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ไม่เป็นไร ให้คนเตรียมเกี้ยวมา”
เขาหันไปมองไป๋เวิงและหลินชิงหว่านซึ่งยืนอยู่ข้างเตียง พร้อมพยักหน้าให้เป็นสัญญาณให้ติดตามไปด้วย
บ่าวรับใช้ไม่กล้าขัดคำสั่ง ไม่นานนัก เกี้ยวก็ถูกยกเข้ามา หลินเจียงแม้จะอ่อนแรงจากการล้มป่วยไปสามวัน ไม่ได้แตะต้องข้าวน้ำใด ๆ แต่ยังคงอดทนนั่งบนเสลี่ยงให้บ่าวแบกไปได้
หลินยวี่ปินเดินอยู่ข้างเกี้ยว เฝ้ามองบิดาด้วยสีหน้ากังวลตลอดทาง
ระหว่างเดินทาง พวกเขาพบกับหมอสวีที่เพิ่งออกจากเรือนชุนฮุย หมอสวีมองหลินเจียงอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะเดินตามขบวนเกี้ยวไปเงียบ ๆ
เมื่อถึงเรือนชุนฮุย บรรยากาศที่อบอวลอยู่ในเรือนนั้นกลับเศร้าหมองกว่าที่หลินเจียงคาดคิด เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังมาจากหน้าห้อง ลี่ชุนและลี่เซี่ย บ่าวรับใช้ของคุณหนูใหญ่ ต่างคุกเข่าอยู่ข้างเตียง น้ำตานองหน้า
บนเตียง คุณหนูใหญ่หลินนอนนิ่ง ผิวขาวซีดราวกับกระดาษ หากไม่เห็นแผ่นอกของนางที่ยังขยับขึ้นลงแผ่วเบา คงทำให้เข้าใจไปแล้วว่านางได้จากไปแล้ว
หลินเจียงขบกรามแน่น ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม มือนึงกุมมือบุตรสาวแน่นขณะเอ่ยเสียงเย็นชา
“ร้องไห้ทำไม? คุณหนูของพวกเจ้ายังไม่ตาย”
ลี่ชุนและลี่เซี่ยสะดุ้งสุดตัว รีบหันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นนายท่าน พวกนางยิ่งตกใจจนทรุดลงกับพื้น
หลินเจียงสูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวเสียงเรียบเย็น
“ถอยไป”
ลี่ชุนและลี่เซี่ยหน้าซีดเผือด พยุงกันออกไปเงียบ ๆ ทิ้งให้หลินเจียงก้าวเข้าไปใกล้เตียง สายตาของเขาจับจ้องน้องสาวที่นอนนิ่งราวกับไร้วิญญาณ ดวงตาปิดสนิท ร่างกายผ่ายผอมจนแทบเห็นกระดูก มือที่ซีดขาวของนางยังคงเย็นเยียบ เขาบีบมือนางแน่นราวกับต้องการส่งผ่านความอบอุ่นและกำลังใจไปให้
แม้จะรู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับความจริงว่าหว่านเจี่ยกำลังจะจากไป หลินเจียงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดราวหัวใจถูกบีบ
นางเพิ่งถึงวัยปักปิ่น เป็นช่วงเวลาที่ควรมีชีวิตที่สดใสที่สุดแท้ ๆ
หลินชิงหว่านจ้องมองเด็กสาวบนเตียง นางซีดเซียวและไร้เรี่ยวแรงจนดูเหมือนเทียนที่ใกล้มอดดับ ทว่าเมื่อพินิจดูดี ๆ กลับพบว่าหน้าตาของนาง…
หลินชิงหว่านเผลอเอื้อมมือขึ้นแตะใบหน้าตนเอง นางคล้ายกับเธอเมื่อตอนเรียนชั้นมัธยมต้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ไป๋เวิงเห็นท่าทางของนางจึงหันไปมองเด็กสาวบนเตียงสลับกับหหลินชิงหว่าน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ดูท่าแม่นางทั้งสองจะมีวาสนาต่อกัน ไม่เพียงชื่อเหมือนกัน อักษรตรงกัน กระทั่งหน้าตายังละม้ายคล้ายกันถึงหกเจ็ดส่วน”
ถ้าไม่ใช่เพราะหลินชิงหว่านแต่งกายแปลกตาสำหรับยุคนี้ เช่นเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ คงยิ่งทำให้เหมือนกันมากขึ้นไปอีก
หลินชิงหว่านที่เพียงสวมเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ถูกมองว่าแต่งตัวประหลาด: ----
ขณะที่หลินเจียงสนทนากับท่านหมอสวี หมอสวีกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ใต้เท้าหลิน โปรดเตรียมใจไว้โดยเร็วที่สุด”
ทันทีที่กล่าวจบ เสียงร่ำไห้ก็ดังระงมไปทั่วทั้งห้อง หลินยวี่ปินถึงกับยกมือปิดหน้าร้องไห้ นางพยายามกลั้นเสียงสะอื้น ทว่าความเสียใจยังเอ่อท้นออกมาจนสุดจะระงับ
หลินเจียงปวดใจนัก เขาโบกมือเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าต้องการอยู่กับนางตามลำพัง”
เขาหันไปลูบศีรษะบุตรสาว “ยวี่ปิน เจ้าไม่ได้นอนมาหลายคืนแล้ว รีบกลับไปพักเถอะ ให้หวางหมัวมัวเคี่ยวยาสงบใจให้เจ้า พ่อกับอาเล็กยังรอให้เจ้าดูแลอยู่นะ หากเจ้าอ่อนแอไปอีกคน เราจะทำอย่างไร?”
แม้หลินยวี่ปินจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นท่าทีแน่วแน่ของบิดา นางก็เข้าใจว่าเขามีเรื่องที่ต้องจัดการและไม่ต้องการให้ตนรับรู้ จึงจำใจลุกออกไป
หลังจากทุกคนออกจากห้อง หลินเจียงจึงหันมาสั่งหลินหมัวมัว “ไปเฝ้าหน้าประตู ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้ามารบกวน”
หลินหมัวมัวโค้งคำนับรับคำสั่ง แล้วค้อมตัวออกไปนั่งอยู่บนทางเดินหน้าห้อง แม้นางจะสามารถมองเห็นทั่วทั้งลานบ้าน แต่กลับไม่ได้ยินเสียงใดจากภายในห้องเลย
หลินเจียงสูดหายใจลึก หันไปทางไป๋เวิงกล่าวอย่างจริงจัง “รบกวนท่านเทพแล้ว”
ไป๋เวิงพยักหน้าเล็กน้อย มือของเขาก่อเกิดแสงสีขาวอ่อนโยนปกคลุมร่างของหว่านเจี่ย สีหน้าซีดเซียวของนางค่อย ๆ มีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย เปลือกตาสั่นไหวก่อนที่นางจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
เขาไม่ได้ต่อชีวิตให้นาง เพียงช่วยให้นางฟื้นคืนสติขึ้นมาเพียงชั่วครู่เท่านั้น
ทันทีที่หว่านเจี่ยฟื้นขึ้นมา นางเห็นพี่ชายของตนจึงกล่าวอย่างดีใจ “พี่ใหญ่ ท่านหายดีแล้วหรือ?”
หลินเจียงยิ้มบาง ๆ พยักหน้ารับ “พี่ไม่เป็นไรแล้ว เจ้าล่ะ รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
หว่านเจี่ยส่ายหน้าเล็กน้อย นางพูดด้วยสีหน้าผ่อนคลาย “ข้ารู้สึกดีขึ้น หรือว่า ข้าจะตายไม่ได้จริง ๆ?”
หลินเจียงมองน้องสาวอย่างอ่อนโยนก่อนจะถามว่า “หากเจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เจ้าจะยอมใช้ชีวิตต่อไปหรือไม่?”
หว่านเจี่ยส่ายหน้า กล่าวด้วยรอยยิ้มขื่นขม “โลกนี้แปดเปื้อนเกินไป ข้าอยู่ต่อไปก็มีเพียงความเจ็บปวด ตายเร็วยังดีกว่าตายช้า”
คำพูดนี้ ครั้งก่อนเคยเป็นเพียงคำพูดเล่น แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่
หลินเจียงรับรู้ถึงความคับแค้นใจของน้องสาวดี หัวใจของเขาหนักอึ้งไปด้วยความรู้สึกผิด ยามเห็นสีหน้าซีดเซียวของพี่ชาย หว่านเจี่ยก็เบือนหน้าไปอีกทาง ทั้งที่ดวงตานั้นเต็มไปด้วยร่องรอยของน้ำตา นางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านพี่ ข้าขอโทษ”
หลินเจียงส่ายหน้าเบา ๆ เอื้อมมือลูบศีรษะของนาง “เป็นพี่ไม่ดีเอง แก้แค้นให้เจ้าไม่ได้ ความคับแค้นของเจ้านั้น พี่เข้าใจดี”
หว่านเจี่ยได้ยินเช่นนั้นก็ร้องไห้โฮออกมา นางเอนกายพิงหัวเตียง จ้องมองพี่ชายด้วยความปวดร้าว
ยามหลินหมัวมัวยินเสียงร่ำไห้ของคุณหนูใหญ่ นางพลันสะดุ้งตกใจ ตั้งแต่คุณหนูใหญ่ล้มป่วยก็ไม่เคยฟื้นขึ้นมาเลย
หมอสวีกล่าวว่านางเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน แล้วเหตุใดนางจึงฟื้นขึ้นมาได้กะทันหันเช่นนี้?
ทำความรู้จัก
ภายในห้อง หลินเจียงรอให้น้องสาวสงบจิตใจลงก่อนจะกระซิบถาม “น้องพี่ เจ้ายังจำคำที่พี่เคยกล่าวกับเจ้าได้หรือไม่?”
หว่านเจี่ยที่พึ่งฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยขมวดคิ้ว “คำกล่าวใดหรือ?”
“เรื่องที่เกี่ยวกับชะตาของยวี่ปิน และการล่มสลายของบ้านสกุลหลิน”
หว่านเจี่ยชะงัก สีหน้าปรากฏความฉงน “พี่ใหญ่ ท่านกล่าวจริงจังหรือ?” นางเคยคิดว่าคำพูดของพี่ชายเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหว่านล้อมให้นางอยากมีชีวิตต่อไป
ทันใดนั้น ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย สายตามองเลยผ่านพี่ชายไปที่ด้านหลัง นางขยี้ตาด้วยความไม่แน่ใจ แต่ภาพที่เห็นก็ยังคงเดิม—หญิงสาวท่าทางรุ่มร่ามและชายชราเคราขาว ยืนอยู่ด้านหลังหลินเจียง ทั้งสองพยักหน้าให้นางราวกับรับรองความจริง
หลินเจียงมองตามสายตาน้องสาวแล้วอดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่ไป๋เวิง น้องสาวของเขาเป็นคนขี้ตกใจ หากถูกเล่นงานด้วยวิธีนี้จนเสียสติไป จะให้ทำเช่นไร?
ไป๋เวิงเพียงก้มหน้าลงเงียบๆ ไม่แลฟ้า ไม่แลดิน ไม่สนใจสายตากราดเกรี้ยวของหลินเจียง
หว่านเจี่ยที่เห็นพี่ชายไม่ได้มีปฏิกิริยาแตกตื่นใดๆ ก็พอคลายใจลง แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงเบา “พี่ใหญ่… สองท่านนี้คือ?”
“ท่านหนึ่งเป็นเทพแห่งสวรรค์ ส่วนอีกท่านเป็นผู้ช่วยเหลือที่พี่เสาะหามา” หลินเจียงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“หวานเจี่ย เมื่อไม่กี่วันก่อนพี่บังเอิญได้รับรู้บางสิ่งเกี่ยวกับอดีตและอนาคต การยืดอายุขัยแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ขอเพียงเจ้ามีใจแน่วแน่ เจ้าสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหลายสิบปี สกุลหลินของเราสั่งสมคุณงามความดีมาหลายชั่วอายุคน หากยามนี้จะนำมาปกป้องลูกหลานก็นับว่าเป็นเรื่องสมควร เช่นนั้น…เจ้าจะพิจารณาใหม่อีกครั้งได้หรือไม่?”
หว่านเจี่ยมองพี่ชาย ก่อนหันไปมองเทพและผู้ช่วยเหลือผู้นั้น เกิดความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นภายในใจ นางส่ายศีรษะช้าๆ กล่าวอย่างแผ่วเบา “ในเมื่อมีวิญญาณทั้งบนสวรรค์และโลกมนุษย์ ย่อมต้องมีการกลับชาติมาเกิด พี่ใหญ่ โปรดยกโทษให้ข้าที่เห็นแก่ตัว”
หากไม่อาจครองคู่กับเซี่ยเอ้อร์เกอในโลกมนุษย์ เช่นนั้นก็ไปแต่งในนรกภูมิแทนก็แล้วกัน
หลินเจียงเข้าใจความตั้งใจของนางดี เขาถอนหายใจแผ่วเบาแล้วเอ่ยว่า “เอาเถิด เช่นนั้นพี่ขอถามเจ้าสักเรื่อง” เขาหันไปทางหลินชิงหว่านก่อนหันกลับมามองน้องสาว “แม่นางผู้นี้มีชื่อและแซ่เดียวกันกับเจ้า วันเดือนปีเกิดตรงกัน นางคือผู้ช่วยเหลือที่พี่เสาะหาจากโลกอื่นมา…”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เมื่อเจ้าจากไป พี่จะให้นางใช้ร่างของเจ้าแทน ลางทีนี่อาจเป็นโอกาสรอดของยวี่ปิน และเป็นทางรอดสุดท้ายของสกุลหลิน”
หว่านเจี่ยมองหลินชิงหว่าน มือกำผ้าห่มแน่น สีหน้าปรากฏความลังเล ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ “…ในเมื่อพี่ใหญ่สามารถยืดอายุให้ข้าได้ เหตุใดจึงไม่ยืดอายุให้ตัวเอง?”
หลินเจียงตอบเสียงต่ำ “พี่ไม่อาจอยู่ในโลกนี้นานได้ หากฝืนดึงรั้งไว้จะเกิดผลกระทบต่อสกุลหลิน ยวี่ปิน และแม้แต่โลกใบนี้”
เขาหลุบตาลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงแผ่ว “หากสามารถมีชีวิตต่อไปได้ ใยพี่จะไม่อยากอยู่? แต่หากต้องแลกด้วยอนาคตของบุตรสาวและสกุลหลิน การมีชีวิตเป็นอมตะจะมีประโยชน์อันใด?”
ไป๋เวิงเคยกล่าวว่า เขาคือจินเซียนกลับชาติมาเกิด หากเขาตาย พลังและความทรงจำที่ถูกผนึกไว้จะตื่นขึ้น และเมื่อถึงตอนนั้น โลกนี้จะไม่อาจรับตัวตนของเขาไว้ได้
หว่านเจี่ยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเหลือบมองไป๋เวิง พลางคิดว่าหากพี่ใหญ่มีชะตากรรมเช่นนั้น เช่นนี้ก็ตายไม่ได้จริงๆ นางรู้สึกเศร้ายิ่งนัก นับแต่ภัยพิบัติเมื่อคราวนั้น อายุขัยของผู้คนในตระกูลหลินต่างก็สั้นลง เมื่อมองใบหน้าซีดเซียวของพี่ชาย นางก็อดนึกถึงคำพูดของเขาเมื่อไม่นานนี้ไม่ได้—ที่ว่าเขาเหลือเวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้น
หว่านเจี่ยเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนเหลือบตามองหลินชิงหว่าน แม้นางจะไม่สบายใจนักที่มีคนอื่นมาใช้ร่างแทนตน แต่เพื่อบ้านสกุลหลินแล้ว… นางพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงยอมรับ
กระนั้น นางก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบาๆ “แล้ว… ภายหน้านางจะแต่งงานหรือไม่?”
ทั้งสามคนที่เหลืออึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าแม่นางน้อยจะถามเรื่องนี้ออกมาได้!
หลินเจียงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่หลินชิงหว่านกลับเป็นคนแรกที่ตอบสนอง นางส่ายศีรษะช้าๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “ไม่แน่นอน ครอบครัวของข้าอยู่อีกโลกหนึ่ง เสร็จสิ้นเรื่องนี้ ข้าก็ต้องกลับบ้าน”
หว่านเจี่ยถอนหายใจเบาๆ แต่ยังคงจ้องมองพี่ชายของนางอย่างมีความหวัง หลินเจียงเห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยขึ้น “ไม่ต้องกังวล พี่ได้วางแผนให้นางครองสถานะหญิงม่าย และกลับไปดูแลบ้านสกุลหลินในฐานะท่านอาหญิง”
ดวงตาของหว่านเจี่ยเป็นประกายขึ้นทันที นางลุกขึ้นนั่งตรง ถามเสียงสั่นเครือ “จริงรึ? เช่นนั้น… เช่นนั้นข้าสามารถไหว้ฟ้าดินกับเซี่ยเอ้อร์เกอได้หรือไม่?”
หลินเจียงรู้สึกตะหงิดในใจเล็กน้อย เขาลูบหน้าผาก ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ยามนี้พิธีไว้อาลัยเซี่ยเอ้อร์ยังไม่แล้วเสร็จ พี่จะเร่งปรึกษาทางบ้านสกุลเซี่ยโดยเร็ว”
หว่านเจี่ยมองพี่ชายด้วยแววตาอ้อนวอน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวัง “พี่ใหญ่ ให้ข้าได้ไหว้ฟ้าดินเถิด ต่อให้ต้องถือป้ายวิญญาณเข้าพิธี ข้าก็พอใจ”
หลินเจียงรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะท้านในหัวใจของตนเอง เมื่อนึกถึงเรื่องของเซี่ยอี้หมิง เขาเคยทั้งโกรธและโศกเศร้า แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เขาเป็นห่วงที่สุดกลับกลายเป็นอนาคตของน้องสาว
เขาเคยคิดจะแก้ไขชะตากรรมของนางด้วยการหาคู่ครองใหม่ให้ มีตัวเลือกถึงสามคนที่เขาเลือกสรรมาแล้วอย่างรอบคอบ แต่น่าเสียดาย… ต่อให้ชายเหล่านั้นดีเพียงใด ก็ไม่อาจแทนที่เซี่ยอี้หมิงในใจของน้องสาวได้ นางยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อรักแท้ และไม่ต้องการมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะนางเบาๆ จากนั้นก็พยักหน้ารับ “ย่อมได้… แต่เจ้าต้องมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนั้น พิธีไหว้ฟ้าดินไม่ได้ทำเสร็จภายในครึ่งเค่อ”
หว่านเจี่ยเผยรอยยิ้มสดใสราวกับเด็กน้อย “พี่ใหญ่วางใจเถิด ข้าต้องมีชีวิตอยู่จนถึงพิธีไหว้ฟ้าดินแน่นอน”
แต่แล้ว ไป๋เวิงกลับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “แม้นางจะตั้งใจแน่วแน่เพียงใด ก็มีเวลาไม่เกินสิบวัน ดังนั้นรีบดำเนินการเถิด”
หลินชิงหว่านมองหว่านเจี่ยด้วยความรู้สึกหดหู่ นางเพิ่งอายุเพียงสิบห้าเท่านั้น ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งแท้ๆ
หว่านเจี่ยที่สังเกตเห็นความเศร้าบนใบหน้าของหลินชิงหว่านพลันเผยรอยยิ้ม “แม่นางอย่าได้สงสารข้าเลย ยามนี้ข้าเป็นสุขยิ่งนัก ครึ่งเดือนมานี้ ข้าไม่เคยรู้สึกมีความสุขเท่านี้มาก่อน”
หลินชิงหว่านนั่งลงข้างเตียง มองหน้านางอย่างพินิจ ก่อนถามด้วยความสงสัย “คู่หมั้นของเจ้าต้องเป็นคนดีมากแน่ ใช่หรือไม่?”
หากไม่เป็นเช่นนั้น พี่ชายของนางก็คงไม่ยอมให้หว่านเจี่ยสละชีวิตเพื่อความรักหรอก
หว่านเจี่ยแย้มยิ้ม ดวงตาเปล่งประกายราวกับดวงดาราบนฟากฟ้า ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง “แน่นอนว่าเขาเป็นคนดี เขาดีที่สุดในโลกเลยล่ะ”
นางเข้าใจดีว่าหลินชิงหว่านก็คือตัวของนางเองในภายหน้า พี่ใหญ่ให้นางอยู่ด้วยก็เพื่อให้คุ้นเคยกัน เพื่อที่คนอื่นจะได้ไม่ผิดสังเกตในอนาคต แม้ว่านางจะรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย แต่ก็ยังเต็มใจบอกเล่าเรื่องราวระหว่างตนเองกับเซี่ยอี้หมิง
และที่สำคัญ ยามได้เอ่ยถึงเขา นางก็มีความสุขยิ่งนัก…
เมื่อเล่าจบ หวานเจี่ยก็หันไปมองหลินชิงหว่าน เอ่ยถามด้วยความสนใจ “แม่นางหลิน เจ้าหมั้นหมายแล้วหรือยัง?”
หลินชิงหว่านชะงักไปเล็กน้อย ดูจากอายุของนางแล้วคงมากกว่านางไม่น้อย เช่นนั้นคงแต่งงานแล้วกระมัง?
หลินชิงหว่านเผยรอยยิ้มบาง "ยังเลย ข้าโชคดีไม่เท่าเจ้า ยังไม่พบผู้ใดที่ถูกใจ"
หว่านเจี่ยเบิกตากว้าง "อายุยี่สิบห้านี่ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ใหญ่อีกหรือ?"
หลินชิงหว่านหัวเราะเบา ๆ ลูบศีรษะของนางด้วยความเอ็นดู "ในโลกของข้า อายุเพียงเท่านี้ยังไม่นับว่าเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว มีคนมากมายที่แต่งงานเมื่ออายุมากแล้ว แถมมีกฎหมายกำหนดไว้ว่า หญิงสาวต้องมีอายุยี่สิบปีขึ้นไปจึงจะแต่งงานได้ และหากไม่ปรารถนาจะแต่งเลยตลอดชีวิต ก็หาใช่เรื่องผิดแปลก"
หว่านเจี่ยฟังแล้วก็อัศจรรย์ใจนัก ทั้งยังเอ่ยด้วยความอิจฉา "ช่างเป็นกฎที่ดีนัก ไม่เหมือนพวกเราที่นี่ หากสตรีอายุเกินสิบแปดยังมิได้แต่งงาน ก็ต้องเสียค่าปรับ หลายสิบปีก่อนกฎเกณฑ์กำหนดไว้ที่ยี่สิบ ต่อมาลดลงเหลือสิบเก้า และบัดนี้เหลือเพียงสิบแปดปีแล้ว"
แม้นางจะมีบุรุษที่พึงใจ ทั้งยังอยากแต่งงานโดยเร็ว แต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า หากสตรีได้แต่งออกไปช้าสักหน่อยก็ย่อมเป็นผลดี เช่นเดียวกับพี่ชายของนางที่อยากให้แต่งเมื่ออายุครบสิบเจ็ดปี ตามกฎหมายที่กำหนดไว้
"เช่นนี้แล้ว การลดอายุขั้นต่ำในการแต่งงานมิใช่สิ่งที่จะกำหนดขึ้นยามศึกสงครามหรือหลังสงครามเสร็จสิ้นหรือ?" หลินชิงหว่านเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หว่านเจี่ยพยักหน้า "ใช่แล้ว ต้าเหลียงของเราพึ่งจะทำสงครามกับต้าฉู่ไปเมื่อสองปีก่อน องค์ชายใหญ่สิ้นพระชนม์ในศึกครานั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม่ทัพจงก็ดูแลชายแดนอย่างเข้มแข็ง" นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามกลับ "แต่เหตุใดแม่นางหลินจึงคิดว่าต้าเหลียงกำลังอยู่ในภาวะสงคราม?"
หลินชิงหว่านถอนหายใจ "การลดอายุขั้นต่ำในการแต่งงาน มักเกิดขึ้นยามประชากรลดลงมากเกินไป ทางการย่อมต้องการแรงงานใหม่โดยเร่งด่วน และต้าเหลียงเองก็กำหนดโทษแก่ผู้ที่มิได้แต่งงานตามเกณฑ์ใช่หรือไม่?"
หว่านเจี่ยนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่ "เป็นเช่นนั้น เมื่อก่อนค่าปรับเพียงปีละห้าตำลึงเงิน บัดนี้กลับเพิ่มขึ้นอีกสองตำลึง ผ้าห้าพับ และธัญพืชอีกหนึ่งโต่ว"
หลินชิงหว่านขมวดคิ้ว "เช่นนี้มิหนักเกินไปหรือ?"
"แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ เหล่าสตรีจึงจำต้องเร่งแต่งงานเสียแต่เนิ่น ๆ" หวานเจี่ยกล่าวก่อนเหลือบมองหลินชิงหว่าน นางไม่เคยพบสตรีอายุปานนี้ที่ยังไม่หมั้นหมาย ช่างหาได้ยากนัก "แม่นางหลินกล่าวว่าตัวเจ้าร่ำเรียนในสำนักศึกษามาโดยตลอด? เช่นนี้ต้องเป็นสตรีผู้เฉลียวฉลาด อีกทั้งคงมาจากครอบครัวบัณฑิตกระมัง จึงสามารถเข้าเรียนได้"
หลินชิงหว่านยิ้มบาง "ในโลกของข้า ขอเพียงมีความขยัน ไม่ว่าใครก็สามารถเรียนหนังสือได้" เธอเล่าเรื่องการศึกษาภาคบังคับและระบบการเรียนรู้ในโลกของตนเองแก่หวานเจี่ย ขณะที่อีกฝ่ายก็เล่าถึงวิถีชีวิตและกฎระเบียบในแผ่นดินต้าเหลียงให้ฟัง
ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน แม้จะอยู่ห่างกันนับพันปี แต่กลับพบว่ามีความชอบคล้ายคลึงกันในหลายสิ่ง
หลินชิงหว่านมองหวานเจี่ยด้วยความชื่นชม "ยามข้าอายุเท่าเจ้า ข้าทำเพียงเรียนหนังสือ คิดเพียงว่ามื้อถัดไปจะกินสิ่งใด หรือจะไปเที่ยวที่ไหน ไยมิได้มีความคิดถึงบ้านเมืองดั่งเจ้าเลย"
หวานเจี่ยหัวเราะพลางเอ่ย "เซี่ยเอ้อร์เกอบอกข้าว่า หากข้าเกิดเป็นบุรุษ คงได้ร่วมทัพกับเขา แต่ข้ารู้ว่าเขาเพียงปลอบโยนข้าเท่านั้น เขาเป็นคนแสนดีนัก แต่กลับต้อง…." นางเม้มริมฝีปาก กลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอ "หากข้ารู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ คงไม่ส่งกลอนบทนั้นออกไป ทำให้เขาต้องเดินทางมาจากซีตู เอาชีวิตมาทิ้งเสียกลางทาง"
หลินชิงหว่านแม้ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น แต่ก็มิอยากซ้ำเติมความเจ็บปวด เธอยื่นมือไปหมายปลอบโยน ทว่ามือของเธอกลับทะลุร่างของหวานเจี่ยออกไป
หวานเจี่ยเห็นดังนั้นก็พลันได้สติ แย้มยิ้มบางเอ่ย "แม่นางหลินไม่ต้องกังวล ข้าร่ำไห้มาครึ่งเดือนแล้ว บัดนี้น้ำตาของข้าหมดสิ้นไปแล้วเช่นกัน"
เชื่อใจ
หลินชิงหว่านยืนตกตะลึงอยู่ข้างเตียง มองดูความโกลาหลตรงหน้า บรรดาบ่าวรับใช้ต่างเร่งรีบเข้าออกห้องอย่างไม่ขาดสาย บ้างช่วยกันประคองร่างที่อ่อนแรงของหว่านเจี่ย บ้างรีบนำยาต้มเข้ามา บ้างรุดไปตามหมอ
ทั้งที่เมื่อครู่ยังสนทนากันอยู่ดี ๆ แต่ทันใดนั้น หว่านเจี่ยก็กระอักโลหิตออกมาอย่างรุนแรง จากนั้นร่างของนางก็ซูบซีดลงราวกับพลังชีวิตถูกสูบหายไปในพริบตา
น่าแปลกที่เหล่าบ่าวรับใช้ของเรือนชุนฮุยกลับดูไม่แตกตื่น พวกเขาเหมือนคุ้นเคยกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างดี ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความเป็นระเบียบ และมีขั้นตอนชัดเจน
หมอสวีที่ถูกตามตัวมารักษาถึงกับขมวดคิ้วแน่น แต่ยังคงรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง มือของเขาขยับคล่องแคล่ว ฝังเข็มตามจุดสำคัญอย่างแม่นยำก่อนกล่าวเสียงเรียบ “คุณหนูโปรดถนอมกาย สองสามวันนี้พวกเจ้าต้องดูแลให้คุณหนูพักผ่อนให้มากที่สุด”
เขาเพิ่งได้รับคำสั่งจากหลินเจียงให้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้หว่านเจี่ยมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด
ลี่ชุนกับลี่เซี่ย สาวใช้ข้างกายของหว่านเจี่ย ฟังคำแนะนำของหมอสวีอย่างตั้งใจ ขณะที่หลินชิงหว่านมองใบหน้าซีดเซียวของหว่านเจี่ย นางฝืนลืมตาอย่างยากลำบาก หลินชิงหว่านจึงค้อมตัว อ้อมท่านหมอเข้าไปกระซิบเบาๆ
“เธอวางใจได้ ชั้นจะบอกให้พี่ชายของเธอจัดการให้เร็วขึ้น เธอจะต้องได้แต่งงานตอนที่ยังมีชีวิตแน่”
แววตาของหว่านเจี่ยดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะผล็อยหลับไปพร้อมรอยยิ้มจางๆ
หมอสวีขนลุกซู่ไปทั้งร่าง รู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง เมื่อครู่…เขารู้สึกราวกับว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาจากด้านขวาของตน เขาหันขวับไปมอง แต่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า
“พวกเจ้าเห็นหรือไม่?” เขาถามเสียงเคร่งขรึม “เมื่อครู่คุณหนูเหมือนจะส่งยิ้มมาให้ข้างกายข้า”
ลี่เซี่ยจ้องเขาเขม็ง “ท่านหมอสวี ท่านเพ้อเจ้ออะไรกัน? คุณหนูส่งยิ้มให้ท่านชัด ๆ”
ท่านหมอสวีรู้สึกเสียวสันหลังยิ่งขึ้นไปอีก “เจ้า…เจ้าแน่ใจหรือว่าคุณหนูมองมาทางข้าจริง ๆ?”
“แน่นอน” ลี่เซี่ยตอบหนักแน่น ขณะที่ลี่ชุน แม้จะมีท่าทีลังเลไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ พยักหน้า “คุณหนูมองมาทางนี้บ่อยจริง ๆ”
…ทว่า ทางขวามือของท่านหมอสวี—ที่ทุกคนยืนยันว่าหว่านเจี่ยกำลังมองไปนั้น กลับเป็นที่ที่หลินชิงหว่านยืนอยู่พอดี…
หลินชิงหว่านมองท่านหมอเงียบ ๆ แล้วลองยื่นมือออกไปโบกตรงหน้าของเขา ทว่าหมอสวีกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
ทว่าพอออกมาถึงลานบ้าน เธอกลับต้องหยุดชะงัก เอ่อ…เมื่อกี้พวกเขามาจากทางซ้ายหรือขวานะ?
หลินชิงหว่านยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นว่าไม่มีวี่แววว่าหลินเจียงหรือไป๋เวิงจะมารับ เธอจึงตัดสินใจออกเดินเอง…แบบสุ่มทิศทาง
ระหว่างที่เดินไป เธอเริ่มหลงทางเล็กน้อย ต้องเดินวนไปมา เข้าไปในลานบ้านทุกแห่งที่พบ แล้วพยายามจำเส้นทางกลับออกมา พอไม่พบหลินเจียงก็เดินหาต่อไป บางครั้งเจอกำแพงสูงก็ใช้วิธี…ลอยข้ามมันไปแทน
ใช้เวลาร่วมชั่วโมง ในที่สุดเธอก็พบห้องหนังสือของหลินเจียง ระหว่างทางเธอได้ยินเหล่าบ่าวรับใช้พูดคุยซุบซิบกันไม่ขาดปาก เรื่องที่เธอเก็บเกี่ยวมาได้นั้นน่าสนใจไม่น้อย…
กว่าเธอจะพบหลินเจียงในห้องหนังสือของเรือนหน้า เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าหนึ่งชั่วยาม หลินชิงหว่านทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ พลางถอนหายใจ แม้ว่าร่างวิญญาณจะไม่รู้จักความเมื่อยล้า แต่เธอกลับรู้สึกเหนื่อยล้าในใจอย่างประหลาด
กระนั้น ดูเหมือนว่าการลอยไปมาไร้ร่างกายจะเป็นสถานะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสอดส่องและรวบรวมข่าวสาร หลินชิงหว่านจึงเอ่ยกับหลินเจียงว่า “ใต้เท้าหลิน ชั้นคิดว่าตอนนี้การลอยไปมานับว่าสะดวกไม่น้อย หากการเป็นวิญญาณเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดผลเสีย ชั้นก็จะคงอยู่ในสภาพนี้ต่อไป”
ไป๋เวิงรีบเอ่ยรับ “ย่อมไม่มีผลเสียแน่นอน แม่นางหลินวางใจเถิด ข้าจะช่วยเสริมพลังวิญญาณให้เจ้าทุกวัน อีกทั้งจะสลักอักขระมงคลลงบนไม้เลี้ยงวิญญาณให้เจ้าพกติดตัว พลังวิญญาณของเจ้าจะไม่อ่อนแอลง แต่จะกลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ”
ไป๋เวิงไม่ต้องการหาวิธีให้หลินชิงหว่านเข้าสิงร่างชั่วคราว เพราะมันยุ่งยากเกินไป การยืมร่างคืนชีพไม่เพียงสิ้นเปลืองทรัพยากร ยังต้องใช้พลังอิทธิฤทธิ์ไม่น้อย
หลินเจียงได้ฟังก็ให้รู้สึกละอายใจนัก เป็นเพราะเขาไม่ทันไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ตอนที่เขาเคยเป็นวิญญาณล่องลอยอยู่สามวัน เขายังรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก แล้วนี่หลินชิงหว่านต้องเป็นเช่นนี้ถึงสิบวัน นางจะต้องรู้สึกเช่นไรเล่า?
การเป็นวิญญาณนั้นแม้จะไม่ต้องกิน ไม่ต้องนอน ไม่ต้องชำระร่างกาย แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีมนุษย์ จะให้ใครต้องอยู่โดยไร้ซึ่งกิจวัตรเหล่านี้ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกและไม่มั่นคง อีกทั้งการไม่สามารถสัมผัสวัตถุได้ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกไร้ตัวตน หลินเจียงเข้าใจดีถึงความทุกข์นี้ ทว่าในยามนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอดทนรอคอย
เมื่อทุกฝ่ายตกลงกันแล้ว หลินเจียงจึงเอ่ยขึ้นว่า “แม่นางหลิน แม้ข้าจะยังมีเวลาอีกครึ่งปี แต่เรื่องราวในบ้านสกุลหลินนั้นซับซ้อนยิ่งนัก ข้ากลัวว่าเจ้าจะรับช่วงต่อไม่ไหว เช่นนั้นแล้วจึงควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่บัดนี้”
หลินเจียงพึ่งทราบว่าตนเองอายุขัยใกล้สิ้นสุดเมื่อไม่นานมานี้ แต่ละวันล้วนใช้ชีวิตแบบนับวันรอ นับแล้วเหลือเพียงหกเดือนแปดวันเท่านั้น เขาต้องรีบถ่ายทอดทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับต้าเหลียงและบ้านสกุลหลินให้หลินชิงหว่านเข้าใจ
เขายกกองสมุดบัญชีที่วางอยู่บนโต๊ะด้านข้าง กองเอกสารสูงจนถึงคางของเขา วางลงตรงหน้าหลินชิงหว่าน พลางกล่าวว่า “นี่เป็นบันทึกทรัพย์สินและกิจการสำคัญของบ้านสกุลหลิน แม้เจ้าจะไม่ต้องดูแลเองโดยตรง แต่เจ้าก็ต้องเข้าใจมันให้ละเอียด”
หลินชิงหว่านมองกองสมุดบัญชีตรงหน้า พลางครุ่นคิด ธุรกิจที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นชีวิตคนได้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
เธอเอ่ยถามเสียงเรียบ “หลังจากที่ท่านสิ้นชีพ ข้ากับบุตรสาวของท่านสามารถสืบทอดมรดกพวกนี้ได้หรือไม่?”
ในโลกจีนโบราณ มรดกของสตรีมักเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย สตรีในห้องหอที่เป็นทายาทเพียงลำพัง มักได้รับเพียงบางส่วน ที่เหลือมักถูกริบเข้าคลังหลวง หรือหากจะสืบทอดต้องจ่ายภาษีจำนวนมาก อีกทั้งหากแต่งงาน มรดกเหล่านั้นก็อาจถูกสายตระกูลฝั่งบิดาขัดขวางไม่ให้ติดตัวไป
เธอไม่รู้กฎหมายของต้าเหลียง ไม่รู้ระบบมรดกของที่นี่ และไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์ของโลกนี้
หลินเจียงฟังคำถามของนางแล้วพลันถอนหายใจ เขาพลิกหนังสือกฎหมายต้าเหลียงในมือพลางเอ่ยว่า “นี่คือเหตุผลที่ข้าต้องให้เจ้ามาอยู่ที่นี่ ข้ายอมให้หวานเจี่ยแต่งให้เซี่ยอี้หมิง ก็นับเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่ง”
เขากล่าวต่อ “ข้าไม่มีบุตรชาย และไม่ต้องการทายาท ดังนั้นบ้านสกุลหลินของเราถือว่าสายตระกูลขาดแล้ว การที่พวกเจ้าจะสืบทอดมรดกไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องจ่ายภาษีจำนวนไม่น้อย แต่ถึงจะได้รับมาแล้ว เจ้าก็ยากที่จะนำติดตัวไปได้ทั้งหมด เพราะสายตระกูลของข้าย่อมไม่ยอมให้สูญเสียสมบัติของบรรพบุรุษไป”
ดวงตาของหลินชิงหว่านหรี่ลงเล็กน้อย แม้ไม่รู้ว่าระบบกฎหมายของโลกนี้จะซับซ้อนเพียงใด แต่เรื่องมรดกไม่ใช่เรื่องที่เธอจะมองข้ามไปได้โดยง่าย
นี่เป็นหนึ่งใน ‘อนาคต’ ที่เขาเห็นผ่านคันฉ่องส่องนภา
“ในสายตระกูลฝั่งบิดาของข้ามีด้วยกันห้ารุ่น ยวี่ปินถือเป็นรุ่นที่หกที่ต้องแต่งออก พวกเรายังมีญาติใกล้ชิดอีกสายหนึ่ง ในยามที่ข้ายังมีชีวิต พวกเขาเป็นผู้ที่มีสิทธิ์รับช่วงจัดการมรดกฝั่งบิดาหลังจากสตรีในห้องหอแต่งออก รวมถึงยังมีสิทธิ์เสนอคนในสายตระกูลของพวกเขามาเป็นทายาทของสกุลหลิน
แต่เมื่อข้าตาย พวกเขาสามารถใช้ข้ออ้างเพื่อแย่งสิทธิ์ในการจัดการมรดกไปจากยวี่ปินได้โดยง่าย”
หลินชิงหว่านขมวดคิ้ว แม้จะไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายของต้าเหลียงโดยตรง แต่จากที่เคยทำวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เธอพบว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในยุคโบราณ
ในสังคมที่สายตระกูลยังแข็งแกร่งและมีอำนาจในการกำหนดทายาทของผู้ที่ไร้บุตรชาย ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เธอตระหนักว่า หากสกุลหลินไม่มีมาตรการป้องกัน ยวี่ปินก็คงไม่ต่างจากลูกแกะที่ถูกฝูงหมาป่ารุมล้อม
สิ่งที่ทำให้เธอกังวลไปกว่านั้นคืออันตรายจากภายนอก หากท้ายที่สุด ทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของสกุลหลินตกอยู่ในมือของเด็กหญิงอายุเพียงสิบเอ็ดปี นั่นก็ไม่ต่างจากให้เด็กไม่รู้ประสาแบกทองเข้าไปในตลาด
“ใช่แล้ว!” หลินเจียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
เขานึกถึงสิ่งที่ตนเห็นผ่านคันฉ่องส่องนภา สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดต่อ “เงินทองเป็นของนอกกาย ความตั้งใจเดิมของข้าคือให้ยวี่ปินมีชีวิตที่สงบสุข ข้าไม่ติดใจหากต้องสละทรัพย์สินเพื่อแลกกับความปลอดภัยของนาง ข้าจึงเคยเขียนฎีกา แบ่งทรัพย์สินออกเป็นสองส่วน
หนึ่งส่วนมอบให้สายตระกูล อีกหนึ่งส่วนมอบให้ราชสำนัก ส่วนที่เหลือเพียงเล็กน้อยนั้นให้เป็นสินเจ้าสาวของยวี่ปิน หวังเพียงให้ทั้งสายตระกูลและราชสำนักเห็นแก่ทรัพย์สินเหล่านี้และให้การดูแลนางเป็นอย่างดี
แต่ทว่า…”
เสียงของเขาหนักแน่นขึ้นราวกับต้องการระงับโทสะ
“แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ข้าเห็นผ่านคันฉ่องส่องนภานั้นกลับไม่ดีขึ้นเลย ไม่ว่าเรื่องราวจะเปลี่ยนไปอย่างไร จุดจบของยวี่ปินก็ยังเป็นเช่นเดิม นางจากไปตั้งแต่ยังเยาว์
ไม่ว่าจะเป็นสายตระกูลหรือราชสำนัก ต่างไม่สามารถปกป้องนางได้ ซ้ำร้าย คนในราชวงศ์และสายตระกูลที่เคยได้รับผลประโยชน์จากข้า กลับสงสัยว่าข้าแอบซุกซ่อนทรัพย์สินบางส่วนเอาไว้ให้ยวี่ปิน แม้พวกเขาจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังหาทางกดดันนางอยู่ดี”
เขากำหมัดแน่น ภาพในคันฉ่องส่องนภายังคงติดตรึงในจิตใจ ยวี่ปินอ่อนแอเกินไป ตัวคนเดียวท่ามกลางฝูงหมาป่าที่กระหายทรัพย์สมบัติ นางไม่มีอะไรจะให้พวกเขาได้ จึงทำได้เพียงดิ้นรนเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง
ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็ดูเหมือนว่าชะตาของบุตรสาวจะถูกลิขิตให้จบลงอย่างโหดร้าย
หากไม่ใช่เพราะไป๋เวิงคำนวณได้ว่าพลังชีวิตของบุตรสาวขึ้นอยู่กับหลินชิงหว่าน เขาคงไม่เดินทางข้ามเวลานับพันลี้เพื่อตามหานางในต่างโลก
ไป๋เวิงกล่าวว่าสกุลหลินถูกเบื้องบนคิดบัญชี หรือบางที อาจเป็นเพราะตัวเขาเอง เดิมทีแล้ว สกุลหลินนั้นถึงคราล่มสลายแล้ว
ทว่า กฎแห่งสรรพสิ่งมีห้าสิบข้อ แลชะตาสวรรค์มีเพียงสี่สิบเก้าข้อ ยังเหลืออีกหนึ่งข้อที่เหล่าเทพไม่สามารถคำนวณได้
น้องสาวของเขาและหลินชิงหว่าน คือเงื่อนไขข้อหนึ่งนั้นที่ซ่อนอยู่
แน่นอนว่าเขาหาหลินชิงหว่านเจอก่อนที่นางจะเสียชีวิตกะทันหัน และได้ทำข้อตกลงกับนาง
นางจะเดินทางมายังโลกใบนี้ เพื่อดูแลยวี่ปินและกิจการของสกุลหลิน หากทำสำเร็จ เขาจะยืดอายุขัยของนาง และช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยของปู่นาง
“แม่นาง…” หลินเจียงกล่าวช้า ๆ พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
“บัดนี้ เจ้าเป็นพลังชีวิตเพียงสายเดียวของบุตรสาวของข้า ทรัพย์สมบัติเหล่านี้… ขอมอบให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ว่าจะเก็บไว้ หรือทำลาย มันก็สุดแท้แต่เจ้า” แววตาของเขาฉายชัดถึงความแน่วแน่
หลินชิงหว่านถึงกับพูดไม่ออก เธอรู้สึกเหมือนมีภูเขาถล่มลงบนไหล่ นี่มัน… หน้าที่ที่หนักหนายิ่งนัก!
‘ให้ฉันจัดการทรัพย์สินมหาศาลขนาดนี้…!’ เธอแทบรู้สึกว่าแม้แต่จิตวิญญาณก็มีเหงื่อซึมออกมา
แต่หลินเจียงยังคงพูดต่อ น้ำเสียงของเขาหนักแน่นไม่เปลี่ยน
“แม่นางอย่าได้ลังเล ไป๋เวิงกล่าวไว้ว่า แม้ข้ามีความตั้งใจถึงสิบเท่าก็ยังไม่อาจเทียบชั่วขณะที่เจ้าไม่ตั้งใจ เพราะเจ้าเท่านั้นที่เป็นแหล่งพลังชีวิตของยวี่ปิน ขอเพียงเจ้ายินยอม ตัดสินใจให้เด็ดขาด… ข้าหวังเพียงให้บุตรสาวของข้ามีชีวิตที่สงบสุขเท่านั้น ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ เจ้าอย่าได้ใส่ใจ”
นี่มันช่าง… เผด็จการโดยแท้! กล้าเอากิจการทั้งหมดมาโยนให้มือสมัครเล่นแบบเธอได้อย่างไร!
หลินชิงหว่านฝืนกลืนน้ำลาย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอึดอัด “ข้าจะดูให้…” เธอสูดลมหายใจลึก นี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะตัดสินใจได้โดยพลการ “แต่ข้าคิดว่าข้าต้องเข้าใจสถานการณ์ของต้าเหลียงเสียก่อน”
เธอไม่สามารถจัดการทรัพย์สินเหล่านี้ได้โดยไม่เข้าใจภาพรวมของโลกนี้ ถึงแม้เธอจะได้ฟังเรื่องราวจากหวานเจี่ยแล้ว แต่มันยังตื้นเขินเกินไป
หลินเจียงพยักหน้าช้าๆ ดวงตาทอดมองเธออย่างพิจารณา
“เช่นนั้น สองสามวันนี้เจ้ามาอยู่ข้างกายข้า หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจให้ถามข้า ข้าย่อมบอกทุกสิ่งโดยไม่ปิดบัง”
วันพรุ่งนี้ เขาจะไปบ้านสกุลเซี่ยและศาลาว่าการ นับเป็นโอกาสที่ดีที่นางจะได้พบเห็นและทำความเข้าใจโลกใบนี้ด้วยตาของตนเอง…