โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ย้อนรอยอดีต..เมื่อตลาดหุ้นและทองคำวิ่งพร้อมกัน จุดจบเป็นอย่างไร

ทันหุ้น

อัพเดต 01 ธ.ค. 2568 เวลา 04.32 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2568 เวลา 04.32 น.

#Investment Focus by KTAM #ทันหุ้น การบวกต่อเนื่อง 3 ปีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และทองคำ: บทเรียนจากอดีตและแนวโน้มอนาคต ตั้งแต่ต้นปี 2023 จนถึงปลายปี 2025 ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100) และราคาทองคำ ต่างสร้างผลงานที่น่าประทับใจด้วยการให้ผลตอบแทนเป็นบวกติดต่อกันเป็นปีที่สาม ถือเป็นสัญญาณของภาวะตลาดกระทิง (Bull Market) ที่แข็งแกร่งอย่างชัดเจน

คำถามสำคัญที่นักลงทุนทุกคนกำลังสงสัยคือ รูปแบบการเติบโตพร้อมกันแบบนี้เคยเกิดขึ้นในอดีตหรือไม่? หากเคยเกิดขึ้น ปัจจัยทางเศรษฐกิจและนโยบายดอกเบี้ยในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร ปัจจุบันมีความเหมือนหรือแตกต่างจากอดีตอย่างไร และที่สำคัญที่สุด หากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ปีถัดไปจะเกิดอะไรขึ้น

หากเราไปวิเคราะห์เจาะลึกสถิติในอดีต เปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน และมองหาแนวโน้มที่เป็นไปได้ในอนาคต จะเห็นว่า ในช่วงสามปีที่ผ่านมา สินทรัพย์สำคัญทั้งสามตัวได้สร้างผลตอบแทนสะสมที่โดดเด่น โดยเฉพาะในปี 2024 และ 2025 ที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงตลาดที่กำลังเฟื่องฟู แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้มีปัจจัยสำคัญหลายประการ

ปัจจัยหนุนหลักในปัจจุบัน:

  • การปรับนโยบายดอกเบี้ยของ Fed: หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงในปี 2022 เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่พุ่งแตะ 9% ในที่สุด Fed ก็เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายและลดดอกเบี้ยจากจุดสูงสุดที่ 5.33% ในเดือนสิงหาคม 2023 ลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.09% ในช่วงปลายปี 2025 นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงช่วยลดต้นทุนทางการเงินของบริษัทและกระตุ้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น)
  • เงินเฟ้อที่ชะลอตัว: อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงจากจุดสูงสุดสู่ระดับประมาณ 3% ในช่วงปลายปี 2025 ทำให้ตลาดมีความมั่นใจว่า Fed จะสามารถจัดการกับเศรษฐกิจแบบ Soft Landing ได้สำเร็จ
  • กระแส AI และเทคโนโลยี: การปฏิวัติของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีใน Nasdaq ทำให้เกิดการเติบโตของรายได้และมูลค่าหุ้นอย่างมหาศาล
  • ความต้องการทองคำที่สูงขึ้น: แม้ว่าตลาดหุ้นจะดี แต่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) และการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทองคำยังคงสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกับตลาดหุ้น

ช่วงเวลาที่ตลาดหุ้น S&P 500 บวกติดต่อกันยาวนานในอดีต

การที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ บวกติดต่อกัน 3 ปีไม่ใช่เรื่องแปลกในประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือจุดจบของรอบนั้นๆ มักจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายดอกเบี้ยหรือวิกฤตเศรษฐกิจ อาทิ

  • ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (1949–1956)
  • ระยะเวลา: 7 ปีติดต่อกัน
  • บริบท: เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นโยบายดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • จุดจบ: ในปี 1956 Fed เริ่มส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป ส่งผลให้ตลาดหุ้นเริ่มชะลอตัวและมีความผันผวนมากขึ้นในปีถัดมา
  • ยุค Reaganomics (1982–1987)
  • ระยะเวลา: 5 ปีติดต่อกัน
  • บริบท: หลังจาก Paul Volcker ประธาน Fed ในขณะนั้น ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเพื่อปราบเงินเฟ้อ (ดอกเบี้ยแตะ 19%) และสามารถกดเงินเฟ้อลงได้สำเร็จ จึงเริ่มมีการลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 6% ส่งผลให้เศรษฐกิจและการลงทุนฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
  • จุดจบ: สิ้นสุดลงด้วยเหตุการณ์ “Black Monday” ในเดือนตุลาคม 1987 ซึ่งดัชนี Dow Jones ปรับตัวลดลงกว่า 22% ภายในวันเดียว ถือเป็นการปรับฐานครั้งใหญ่ที่เกิดจากการประเมินมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไปและระบบการซื้อขายอัตโนมัติ
  • ยุคฟองสบู่ Dot-com (1987–2000)
  • ระยะเวลา: 12 ปีติดต่อกัน (เป็นสถิติที่ยาวนานที่สุด)
  • บริบท: ยุคทองของเทคโนโลยีและการสื่อสาร ดอกเบี้ยลดลงอย่างต่อเนื่อง สร้างความคึกคักในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
  • จุดจบ: นำไปสู่การแตกของฟองสบู่ Dot-com ในปี 2000 ซึ่งดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลงเกือบ 50% และ S&P 500 ปรับตัวลงอย่างหนัก เป็นผลมาจากการประเมินมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีที่เกินจริงและการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในช่วงปลายรอบ
  • ยุค QE หลังวิกฤติซับไพรม์ (2009–2020)
  • ระยะเวลา: 11 ปีติดต่อกัน
  • บริบท: เป็นผลมาจากการอัดฉีดสภาพคล่องขนานใหญ่ (Quantitative Easing – QE) และการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์เป็นเวลานานหลังวิกฤติการเงินโลกปี 2008
  • จุดจบ: สิ้นสุดลงชั่วคราวด้วยวิกฤตการณ์โควิด-19 ในเดือนมีนาคม 2020 ที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างรวดเร็ว (Crash -34%) ก่อนจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

ช่วงเวลาที่ดัชนี Nasdaq และราคาทองคำ บวกติดต่อกันในอดีต

  • ดัชนี Nasdaq: ยุคเทคบูม

Nasdaq เป็นดัชนีที่เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี มีประวัติการเติบโตที่หวือหวาและมักจะนำตลาด S&P 500 ในช่วงขาขึ้น

  • 1991–2000 (9 ปีติดต่อกัน): เป็นช่วงเวลาของฟองสบู่ Dot-com อย่างแท้จริง การเติบโตนี้มีจุดจบที่รุนแรงเมื่อฟองสบู่แตกในปี 2000

  • 2010–2020 (10 ปีติดต่อกัน): เป็นผลพวงโดยตรงจากนโยบายดอกเบี้ยต่ำหลังวิกฤต 2008 สิ้นสุดลงด้วยโควิด-19 แครช

  • ราคาทองคำ: สถิติ 12 ปีที่ไม่ธรรมดา

ราคาทองคำมักจะทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันความเสี่ยง ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน หรือในช่วงที่เงินเฟ้อสูง

  • 1970–1980 (10 ปีติดต่อกัน): เป็นยุคที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ สูงถึงขีดสุด (Stagflation) นโยบายดอกเบี้ยของ Fed พุ่งไปถึง 19% ในช่วง Volcker era ราคาทองคำในช่วงนี้พุ่งขึ้นกว่า 2,300% จากประมาณ 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปแตะเกือบ 800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะปรับฐานลงอย่างรุนแรง
  • 2001–2011 (11 ปีติดต่อกัน): หลังจากฟองสบู่ Dot-com แตกและความกังวลเรื่องวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 ทำให้นักลงทุนเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำอย่างต่อเนื่อง ราคาทองคำปรับตัวขึ้นกว่า 8 เท่า ในช่วงนี้
  • จุดจบ: หลังปี 2011 เมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และมีการคาดการณ์ว่า Fed จะเริ่มลดขนาด QE ราคาทองคำก็เข้าสู่ช่วงตลาดหมี (Bear Market) ยาวนานหลายปี ปรับฐานลงเกือบ 50% จากจุดสูงสุด

สถิติผลตอบแทนรายเดือนและรายปีในอดีต:

  • S&P 500 บวกรายเดือนติดต่อกันสูงสุด: 15 เดือน (มี.ค. 1958 – พ.ค. 1959)
  • S&P 500 บวกรายปีติดต่อกันสูงสุด: 12 ปี (1987 – 2000)
  • ราคาทองคำ บวกรายปีติดต่อกันสูงสุด: 12 ปี (1999 – 2011)
  • ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนระยะยาว: ทั้ง S&P 500 และทองคำ มีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในระยะยาวใกล้เคียงกันที่ประมาณ 10-11% ต่อปี

หากเปรียบเทียบปัจจุบันกับอดีต – เหมือนหรือต่าง?

สถานการณ์ปัจจุบัน (2023-2025) มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างจากอดีตอย่างน่าสนใจ

จุดที่คล้ายคลึงกับอดีต:

  • การลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ: เช่นเดียวกับช่วงปี 1982-1987 และ 2009-2020 การที่ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยลงจากจุดสูงสุดช่วยกระตุ้นให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง
  • นวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นตัวนำ: เช่นเดียวกับยุค Dot-com ในทศวรรษ 90s ปัจจุบัน AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นสูงและยอมจ่ายแพงสำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
  • ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงอยู่: การที่ทองคำบวกพร้อมกับหุ้นชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนยังคงมีความกังวลแฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์หรือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจกลับมา ซึ่งคล้ายกับช่วงหลังวิกฤตปี 2008

จุดที่แตกต่างจากอดีต:

  • จุดเริ่มต้นเงินเฟ้อ: ในยุค 1970s ทองคำพุ่งขึ้นเพราะเงินเฟ้อ กำลัง พุ่งสูงขึ้น แต่ในปัจจุบัน ราคาทองคำพุ่งขึ้นในขณะที่เงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลง ซึ่งเป็นภาพที่ต่างกัน
  • การเข้าซื้อของธนาคารกลาง: ปัจจุบันธนาคารกลางทั่วโลกเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดในประวัติการณ์ ซึ่งเป็นแรงหนุนพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ต่างจากอดีตที่เน้นการซื้อโดยนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน
  • ความสัมพันธ์ของสินทรัพย์: โดยปกติทองคำกับหุ้นมักจะสวนทางกัน แต่ในช่วง 3 ปีนี้กลับบวกพร้อมกัน ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว และมักเกิดในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องล้นเหลือหรือมีความกังวลซ่อนอยู่

แนวโน้มความเสี่ยง และโอกาสหลังจากรูปแบบปัจจุบันนี้กับในอดีต

ประวัติศาสตร์มักไม่ซ้ำรอยเดิมเป๊ะ แต่คล้องจองกันเสมอ บทเรียนสำคัญคือ หลังจากช่วงที่ตลาดบวกแรงติดต่อกันหลายปี มักจะเกิดการปรับฐาน (Correction) หรือวิกฤตครั้งใหญ่ตามมาภายใน 1-3 ปีถัดไป โดยเฉพาะเมื่อการประเมินมูลค่า (Valuation) ของตลาดสูงถึงระดับวิกฤตและอัตราดอกเบี้ยเริ่มกลับทิศทาง

แนวโน้มหลังจากรูปแบบนี้ในอดีต (หลัง Streak ยาว)

  • หลังปี 1949–1956: ตลาดยังคงบวกต่อไปอีกประมาณ 2 ปี ก่อนที่จะมีการปรับฐานเล็กน้อยและชะลอตัวลง

  • หลังปี 1982–1987: เกิดเหตุการณ์ Crash 1987 (-22%) ตามมาอย่างรวดเร็ว

  • หลังปี 1987–2000: สิ้นสุดลงด้วย Dot-com crash (-49%) ที่รุนแรงและยาวนาน

  • หลังปี 2009–2020: สิ้นสุดลงชั่วคราวด้วย COVID crash (-34%) ในเดือนมีนาคม 2020

บทเรียนที่ชัดเจนคือ ช่วงเวลาที่ตลาด “สุขสบาย” นานๆ มักจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น และจบลงด้วยการปรับฐานครั้งใหญ่ (Major Correction) โดยเฉพาะเมื่อ Valuation สูงเกินจริงและอัตราดอกเบี้ยเริ่มกลับทิศทาง

ความเสี่ยงและโอกาสในอนาคต

โอกาส:

  • โมเมนตัมจากกระแส AI และการที่ Fed ยังคงแนวทางการลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยังคงเป็นปัจจัยหนุนหลักที่อาจทำให้ตลาดหุ้นสามารถไปต่อได้อีกระยะหนึ่ง
  • ทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ หากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ หรือหากธนาคารกลางยังคงซื้อสะสมอย่างต่อเนื่อง

ความเสี่ยง:

  • Valuation สูงสุดในรอบหลายปี: ระดับราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและดัชนี S&P 500 อยู่ในระดับที่สูงมาก บ่งบอกถึงความคาดหวังที่สูงลิบลิ่ว

  • ดอกเบี้ยที่ยังสูงกว่ายุค QE: แม้ Fed จะลดดอกเบี้ยแล้ว แต่อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังคงสูงกว่ายุคหลังวิกฤต 2008-2020 มาก ซึ่งอาจเป็นภาระต่อเศรษฐกิจและบริษัทที่มีหนี้สูง

  • ความผันผวนจากภายนอก: ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น เป็นปัจจัยที่พร้อมจะสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ตลอดเวลา

หากมองแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นถัดไปจากนี้:

หากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ปี 2026–2027 อาจเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ มีโอกาสสูงที่จะเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ (Correction) ในช่วง 10% ถึง 30% ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่รอบวัฏจักรใหม่ต่อไป แต่ประวัติศาสตร์มักมีไว้ทำลาย การบวกต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดในอดีตของแต่ละดัชนี เมื่อเทียบกับปัจจุบันเรามากันได้แค่ครึ่งทางหรือยังไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำ

คอลัมน์: Investment Focus by KTAM
โดย: ชัชพล สีวลีพันธ์

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์

บลจ. กรุงไทย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...