โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลาดอสังหาฯ ปี 69 ชะลอต่อแต่มีช่องโต KKP เน้น “แนวราบ-เรียลดีมานด์”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 ธ.ค. 2568 เวลา 15.46 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2568 เวลา 08.46 น.

ยอดโอนฯ อสังหาปี 68 จ่อต่ำสุดรอบ 7 ปี ยอดขายดิ่ง-สต็อกสูงโครงการเปิดใหม่ลดฮวบ 33% กำลังซื้ออ่อนแรง สต็อกล้นเฉพาะกลุ่ม “บ้านหรู-ทาวน์เฮาส์ 2-5 ล.” เสี่ยง KKP คุมสินเชื่อระวัง ตั้งเป้า 1.2 หมื่นล้าน เน้นทำเลศักยภาพ-ลดขนาดโครงการ

1 ธันวาคม 2568 -นายกรทิพย์ พฤกษ์ประเสริฐดี นักวิจัยข้อมูลอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยว่า ยังคงส่งสัญญาณฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงปี 2568–2569 ยังคงถูกประเมินว่าอยู่ในช่วง ปรับฐาน และยอดขายยังไม่สามารถกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปี 2562 ที่ยอดขายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเคยสูงถึง 120,000 ยูนิตต่อปี

การฟื้นตัวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้นมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และภาวะชะลอตัวอาจจะยืดเยื้อต่อไปอีก 2–3 ปี ปัจจัยสำคัญมาจาก กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแรง และ อุปทานคงค้างในระบบที่สูง โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านหรูและคอนโดมิเนียม ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน โดยเน้นการเจาะดีมานด์เฉพาะกลุ่ม การคัดเลือกทำเลที่แม่นยำ และการปรับตัวสู่การพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon) เพื่อบริหารความเสี่ยงในสภาพตลาดที่ยังเปราะบางและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปี 2568 : ยอดขายดิ่ง-สต็อกสูง

ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 ยังคงอยู่ในช่วงปรับฐานอย่างชัดเจน โดยคาดว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศปี 2568 จะอยู่ที่ราว 3 แสนหน่วย ซึ่งลดลงจากระดับก่อนโควิดที่เคยมีปีละประมาณ 4 แสนหน่วย ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี และยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี

  • โครงการเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก คาดการณ์ทั้งปี 2568 จะมีเพียงประมาณ 41,160 หน่วย ซึ่งลดลงกว่า 33% หรือราว 20,000 หน่วยจากปี 2567 โดยมูลค่ารวมลดลงเหลือ 2.4 แสนล้านบาท จากระดับ 4.18 แสนล้านบาทในปีก่อนหน้า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดตัวโครงการใหม่ชัดเจนที่สุดคือ แนวราบ โดยบ้านเดี่ยวลดลง 46% บ้านแฝดลดลง 45% และทาวน์เฮาส์ลดลง 36% ขณะที่คอนโดมิเนียมลดลงในอัตราที่น้อยกว่า อยู่ที่ 11%
  • ยอดขายในพื้นที่หลัก (กทม.-ปริมณฑล) ก็มีสัญญาณลดลงอย่างต่อเนื่องและต่ำสุดในรอบ 7 ปีเช่นกัน โดยมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 46,000 หน่วย มูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ลดลง 21% จากปีก่อน

ในแง่ของประเภทที่อยู่อาศัยที่มียอดขายลดลงมากที่สุดในปี 2568 คือ คอนโดมิเนียม ซึ่งมียอดขายหดตัวถึง 28% รองลงมาคือ กลุ่มบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดที่ลดลง 15% โดยเฉพาะกลุ่ม บ้านเดี่ยวราคาสูง 25-50 ล้านบาท เป็นเซกเมนต์ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะแม้ยอดขายจะลดลงเพียง 13% แต่จำนวนยูนิตเหลือขายกลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าสิ้นปีบ้านเดี่ยวเหลือขายจะสูงถึง 53,000 ยูนิต โดยกลุ่มราคาสูงดังกล่าวมีถึง 3,000 หน่วย ที่อาจต้องใช้เวลาถึง 5-6 ปีในการดูดซับ

แนวโน้มปี 2569: โอกาสในทำเลศักยภาพและการปรับตัวของดีมานด์

สถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แต่คาดว่าจะอยู่ในอัตราที่ลดลงประมาณ 6% เนื่องจากอุปสงค์ของกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) คาดว่าจะเริ่มกลับมาอย่างช้าๆ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นจากนโยบายของรัฐบาลใหม่ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงข่ายรถไฟฟ้าส่วนขยาย (สายสีม่วงใต้, สีชมพู, สีส้ม) และศูนย์ราชการแห่งใหม่ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่ช่วยหนุนการพัฒนาโครงการใหม่และเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่รอบนอก

ในสภาพตลาดที่ระมัดระวังนี้ ผู้ประกอบการหันมาพัฒนาโครงการขนาดเล็กลง เจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ และให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้ามากขึ้น เพื่อควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ ส่งผลให้ตลาดเริ่มปรับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น โดยคาดว่าจำนวนบ้านเหลือขายทั่วประเทศในปี 2569 จะลดลงเหลือประมาณ 207,998 หน่วย หรือลดลงราว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตลาดที่มีโอกาสเติบโตได้ดีคือพื้นที่รับอานิสงส์จากรถไฟฟ้าสายใหม่ รวมถึงโซนที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ ได้แก่ รัชดาฯ ลาดพร้าว สุขุมวิท บางนา หรือจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะกลุ่ม ทาวน์เฮาส์ในระดับราคา 2-5 ล้านบาท ที่มีจำนวนยูนิตเหลือขายประมาณ 115,000 หน่วย หรือ 57% ของจำนวนยูนิตเหลือขายทั้งหมด กระจายอยู่ในหลายพื้นที่รอบนอก ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการแข่งขันด้านราคา

ตลาดต่างชาติ: ภูเก็ตยังเป็นตลาดศักยภาพสูง

ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมให้คนต่างชาติทั้งประเทศปี 2568 มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยที่ 4% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยจังหวัดที่มียอดโอนลดลงมากที่สุดคือ ชลบุรี เชียงใหม่ และสมุทรปราการ ในทางกลับกัน กรุงเทพฯ ประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฏร์ธานี มียอดโอนเพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศักยภาพของแต่ละพื้นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ภูเก็ต ยังคงเป็นตลาดศักยภาพสูง โดยยอดโอนในปี 2568 มียอดเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปี 2567 และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นได้อีกในปี 2569 และ 2570 จากกลุ่มชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดในลักษณะ สัญญาเช่าระยะยาว (Leasehold) ประกอบกับการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติ ทำให้เกิดเป็นความต้องการที่อยู่อาศัยระยะยาวลักษณะครอบครัวขนาดใหญ่

KKP คุมสินเชื่อระวัง-ปรับพอร์ตรับความเสี่ยงตลาด

นายวิศรุต ปัญญาภิญโญผล Real Estate Lending Head ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ปี 2568 อยู่ที่ 12,000 ล้านบาท ลดลงราว 20% จากปีก่อน สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ประกอบการที่ระมัดระวังและชะลอการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนา

“เมื่อเรามีพอร์ตคอนโดน้อย ทำให้ portfolio โดยรวมของเราค่อนข้างนิ่ง สัดส่วนส่วนใหญ่จะอยู่ที่แนวราบ”นายวิศรุตกล่าว

เขาระบุว่า Portfolio Real Estate ของ KKP ส่วนใหญ่ 85% อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยในอดีตการปล่อยสินเชื่อ 70% เป็น “สินเชื่อเพื่อโครงการใหม่” แต่ตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2569 สัดส่วนสินเชื่อเพื่อโครงการใหม่ลดลงเหลือ 40-50% และสัดส่วนที่ลดลงชัดเจนคือ “การซื้อที่ดินรอการพัฒนา” เนื่องจากโครงการเปิดใหม่ลดลงและยอดขายช้าลง

“พอร์ตส่วนใหญ่ของเรา 70% เป็น SME Developer… วันนี้สัดส่วนของเราก็อาจจะปรับมาเป็น Listed Company มากขึ้น ปัจจุบันสัดส่วนอยู่ครึ่ง ๆ” ซึ่งหมายความว่า Non-Listed Company สามารถชะลอตัวได้ในช่วงที่ไม่จำเป็นต้องทำโครงการใหม่

สำหรับแนวทางการให้สินเชื่อนั้น KKP ยังคงตั้งเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อปี 2569 ที่ 12,000 ล้านบาท โดยเน้นการเลือกทำเลและมั่นใจว่าสินค้า เรียลดีมานด์ ราคา 3-5 ล้านบาท ยังขายได้ เพราะสอดคล้องกับความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเผื่อระยะเวลาในการปิดโครงการให้ยาวกว่าเดิม

“ถ้าผู้ประกอบการคุยกับแบงก์แล้วสามารถรับได้กับความช้าของยอดขายแต่อยู่รอด ซึ่งก็ต้องพึ่งความสามารถของสภาพคล่องและเงินทุน หรืออีกทางคือลดขนาดของโครงการลงให้ปิดโครงการได้เร็ว ก็เป็นจุดที่เราสามารถไปกับลูกค้าได้”

นายวิศรุตเสริมว่า ปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในสภาวะการณ์นี้ คือ การคัดเลือกทำเลที่สามารถสร้างยอดขายที่ดีได้จาก Demand เฉพาะ เช่น อยู่ใกล้แหล่งงาน โรงเรียน หรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่ นอกจากนี้ KKP ยังมองเห็นแนวโน้มที่ผู้ประกอบการจะปรับตัวสู่มาตรฐาน Green & Sustainable Living โดยการเลือกใช้วัสดุคาร์บอนต่ำและเน้นการออกแบบเพื่อประหยัดพลังงาน ซึ่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันในตลาดอนาคต

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...