ไทยติด 2 เกณฑ์ IAEA กฟผ.ชี้ ถึงเวลาตัดสินใจนิวเคลียร์
รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ.ระบุร่าง PDP 2024 วางกรอบพัฒนา SMR 2 โรง กำลังผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ ชี้เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ไม่ผูกกับรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง รอสัญญาณนโยบายรัฐชี้ขาด “ไปต่อ-ไม่ไปต่อ” นิวเคลียร์ หากเคาะใช้เวลา 12-13 ปีเกิดโรงแรก
ภายใต้กระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยที่จะส่งผลให้ร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่เกิดความล่าช้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังคงยืนหยัดบทบาทหลักในการดูแล “ความมั่นคงระบบไฟฟ้า” พร้อมวางรากฐานรองรับความต้องการไฟฟ้าในอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับโลกภายใต้เป้าหมาย Net Zero
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ระหว่างการศึกษาดูงานนวัตกรรมพลังงานสะอาด ณ สาธารณรัฐเกาหลีใต้
การเมืองฉุดแผน PDP ล่าช้า
ปัจจัยทางการเมืองที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจส่งผลให้ร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่เกิดความล่าช้าลงบ้าง แต่ในเชิงเนื้อหาแผน PDP ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาไปมากพอสมควรแล้ว ซึ่งในร่าง PDP 2024 ได้กำหนดกรอบการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) จำนวน 2 โรง กำลังผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580
ซึ่งในมุมมองของ กฟผ. การพัฒนา SMR ไม่ใช่โครงการระยะสั้นที่ต้องรอจังหวะรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ต้องใช้เวลาเตรียมการนานกว่า 10 ปีขึ้นไป ตั้งแต่การจัดทำกฎหมาย กฎระเบียบ การกำกับดูแล ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร
รัฐต้องชัด “เอา-ไม่เอา” SMR
สิ่งสำคัญที่สุดในขั้นตอนถัดไปคือ การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาล ว่าประเทศไทยจะ “เอา” หรือ “ไม่เอา” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หากมีการตัดสินใจเดินหน้าอย่างเป็นทางการ ตามมาตรฐานและกระบวนการของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency : IAEA) ที่เคยเข้ามาประเมินประเทศไทย จะต้องใช้เวลา 12-13 ปีจึงจะเห็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงแรกเกิดขึ้นจริง สำหรับกระบวนการคัดเลือกเทคโนโลยี จะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งความเหมาะสมของเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันมีผู้พัฒนาเทคโนโลยีหลักอยู่ 4 กลุ่ม ได้แก่ จีน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้
ประเทศไทยจำเป็นต้องศึกษาเปรียบเทียบเทคโนโลยีอย่างละเอียด ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Transfer of Technology) ผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย รวมถึงความพร้อมของบุคลากร ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีการเตรียมตัวและมีการพัฒนาบุคลากรไว้ในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น SMR เป็นเรื่องที่สามารถเดินหน้าคู่ขนานไปได้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะเป็นโครงการระยะยาว ไม่ใช่โครงการเร่งด่วน
แต่ขณะเดียวกัน ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่คือการสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากสังคม ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง และความชัดเจนของนโยบายรัฐ
“เราเดินหน้าตามแผน PDP 2024 ประเทศไทยจำเป็นต้องดู Value Chain หรือกระบวนการทั้งหมด เพื่อนำมาปรับใช้แบบยั่งยืน เพราะถ้าตัดสินใจไปต่อสำหรับโรงไฟฟ้า SMR เราจำเป็นต้องยืนด้วยขาตนเอง”
เกณฑ์ IAEA ไทยติดแค่ 2 ข้อ
ทั้งนี้ จากเกณฑ์มาตรฐาน 19 ด้านที่ IAEA ใช้ในการประเมินความพร้อมประเทศ พบว่าประเทศไทยยังติดข้อจำกัดหลักเพียง 2 เรื่องคือ กฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และการสร้างความเข้าใจ รวมถึงการยอมรับของประชาชน ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง และความชัดเจนของภาครัฐในการยืนยันว่าจะให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในประเทศไทย ซึ่ง กฟผ.เตรียมทบทวนสิ่งที่ IAEA เคยประเมินไว้ทั้งหมด เพื่อเดินหน้าโครงการ SMR อย่างเป็นระบบ และเชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถผ่านข้อกำหนดทั้ง 19 ด้านได้ หากมีนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง
ชี้จุดอ่อนใช้พื้นที่ทหาร
ในส่วนของที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น ในอดีตไทยเคยมีการศึกษาพื้นที่ไว้แล้ว เช่น บริเวณอ่าวไผ่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2511 แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะสมอีกต่อไป เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนและเมืองจึงจำเป็นต้องทบทวนใหม่ทั้งหมด โดยต้องยึดเกณฑ์ความปลอดภัยของ IAEA เป็นหลัก เช่น ต้องไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ และไม่มีรอยเลื่อนทางธรณีวิทยา ส่วนแนวคิดตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ทางทหาร มองว่าเป็นหนึ่งในทางเลือก แต่ไม่ใช่ทางเลือกหลัก เพราะไม่ต้องการให้การตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดจากความกลัวของประชาชน แต่ควรอยู่บนหลักการกำกับดูแลที่ดี และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนกับชุมชน
เทคโนโลยี SMR มีจุดเด่นที่ช่วยลดข้อจำกัดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม โดยมีความปลอดภัยสูง ใช้ระบบ Passive Safety ที่สามารถหยุดการทำงานอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าภายนอก ใช้พื้นที่ก่อสร้างจำกัดราว 100 ไร่ และมีกำลังผลิตต่อโรงตั้งแต่ 50-300 เมกะวัตต์ เทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่มีกำลังผลิตมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ และต้องใช้พื้นที่กว่า 1,000 ไร่
Net Zero ต้องมี SMR
หากประเทศไทยต้องเดินหน้า Net Zero ปี 2050 โดยไม่มี SMR เป็นทางเลือก ต้นทุนค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะต้องพึ่งพาระบบกักเก็บพลังงานและเชื้อเพลิงนำเข้าในสัดส่วนสูง SMR จึงไม่ใช่เรื่องเลือกหรือไม่เลือกนิวเคลียร์ แต่เป็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
นอกจาก SMR แล้ว ปัจจุบัน กฟผ.อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการผสมไฮโดรเจน 5% กับก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 6 แห่ง ได้แก่ พระนครเหนือ, พระนครใต้, วังน้อย, บางปะกง, น้ำพอง, และจะนะ พร้อมจับมือกับบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น เช่น มิตซูบิชิ (ประเทศไทย) จำกัด (MCT) เพื่อศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียในพื้นที่ศักยภาพของ กฟผ. ซึ่งในระยะเปลี่ยนผ่าน ไทยมุ่งผลักดัน Blue Hydrogen ควบคู่เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งโครงการนำร่องจำเป็นต้องอยู่ในแหล่งปิโตรเลียมกลางทะเล เพื่อใช้ธรรมชาติเป็นบัฟเฟอร์ในการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งไทยอยู่ในช่วงศึกษาอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวน
ในท้ายที่สุด เส้นทางสู่ Net Zero ของประเทศไทย ไม่ใช่คำถามว่าจะชอบหรือไม่ชอบนิวเคลียร์ แต่คือการตัดสินใจอย่างจริงจังว่าประเทศจะเลือกมี SMR เป็นฐานพลังงานระยะยาว หรือเลือกแบกรับต้นทุนค่าไฟและความเสี่ยงด้านพลังงานที่สูงขึ้นในอนาคต
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทยติด 2 เกณฑ์ IAEA กฟผ.ชี้ ถึงเวลาตัดสินใจนิวเคลียร์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net