ทรัมป์อยากคุมดอกเบี้ยบัตรเครดิตเหลือ 10% ถูกวิจารณ์หวังผลทางการเมือง
Donald Trump ออกมาสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดการเงินและภาคธนาคารสหรัฐฯ หลังเรียกร้องให้ จำกัดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตไม่เกิน 10% ต่อปี เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของชาวอเมริกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายปีนี้
ทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า ต้องการให้เพดานดอกเบี้ยดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม ซึ่งเป็นวันครบรอบการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี และให้มีผลเป็นเวลา 1 ปี โดยชี้ชัดว่าประชาชนไม่ควรถูก “เอาเปรียบ” จากบริษัทบัตรเครดิตที่คิดดอกเบี้ยสูงถึง 20–30% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์มีเครื่องมือทางกฎหมายหรือกฎระเบียบใด ที่จะใช้บังคับให้เพดานดอกเบี้ยดังกล่าวเกิดขึ้นจริงได้ ขณะที่ทำเนียบขาวยังไม่ออกมาให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการบังคับใช้
หนี้บัตรเครดิตสหรัฐฯ แตะ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์
ดอกเบี้ยเฉลี่ย 20% คือแรงกดดันทางการเมือง
ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาเซนต์หลุยส์ ระบุว่า ยอดหนี้บัตรเครดิตของสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 20% ต่อปี ซึ่งกลายเป็นภาระสำคัญของครัวเรือน ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพที่ยังตึงตัว
อย่างไรก็ตามข้อเสนอของทรัมป์ถูกมองว่าเป็น สัญญาณทางการเมืองมากกว่านโยบายการเงิน โดยเฉพาะเมื่อมหาเศรษฐีนักลงทุนอย่าง Bill Ackman ออกมาวิพากษ์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า แนวคิดนี้เป็น “ความผิดพลาด”
ในช่วงที่ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ให้เห็นว่า คะแนนนิยมต่อนโยบายเศรษฐกิจของเขาลดลง และการเลือกตั้งกลางเทอมกำลังใกล้เข้ามา ความจริงแล้ว แนวคิดการจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิตไม่ใช่เรื่องใหม่ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วุฒิสมาชิก Bernie Sanders และ Josh Hawley จากสองขั้วการเมือง ได้เสนอร่างกฎหมายกำหนดเพดานดอกเบี้ยไว้ที่ 10% เช่นกัน แต่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา
ถูกมอง“กดดันธุรกิจใหญ่” เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย
ข้อเสนอเรื่องดอกเบี้ยบัตรเครดิต เป็นเพียงหนึ่งในชุดนโยบายที่ทรัมป์ใช้ แรงกดดันต่อภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยระบุว่า ต้องการ ห้ามนักลงทุนรายใหญ่เข้าซื้อบ้านเดี่ยวในสหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบต่อราคาที่อยู่อาศัย และยังสั่งการให้บริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ งดการซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) และจ่ายเงินปันผล จนกว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตอุปกรณ์ทางทหารได้ตามที่รัฐบาลต้องการ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนท่าทีของรัฐบาลที่พยายามตอบโจทย์ความไม่พอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อประเด็น “ความสามารถในการดำรงชีพ” (Affordability) หลังพรรคเดโมแครตที่เคยทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งท้องถิ่นนอกวาระเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ทรัมป์มองว่า เป็นเรื่องหลอกลวงที่พรรคเดโมแครตสร้างขึ้น
ตามการประเมินของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคในปี 2024 ผู้ให้กู้บัตรเครดิตมีรายได้จากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมรวมกันราว 130,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยกลุ่มสมาคมอุตสาหกรรมธนาคารคัดค้านการกำหนดเพดานดอกเบี้ยอย่างแข็งขัน
“การศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่าแสดงให้เห็นว่า แม้แต่การควบคุมราคาของรัฐบาลในระดับเล็กน้อย ก็กลับทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แทนที่จะลดลง” สมาคมธนาคารอเมริกัน และสมาคมธนาคารระดับรัฐอีก 52 แห่ง ระบุไว้ในจดหมายเมื่อปีที่แล้ว เพื่อคัดค้านการกำหนดเพดานดอกเบี้ยที่ 10 %
หากมองกลับมาที่ประเทศไทย ภาพอาจต่างกันในรายละเอียด แต่ โจทย์ใหญ่คล้ายกันอย่างยิ่ง นั่นคือปัญหา หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาระดอกเบี้ยของประชาชน
ปัจจุบัน ประเทศไทยกำหนด เพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงสุดที่ 16% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อเทียบกับระดับรายได้ของครัวเรือนไทย ภาระดังกล่าวยังถือว่าสูง และเป็นปัญหาที่รัฐบาลทุกชุดต้องเผชิญ
แนวทางของไทยในช่วงนี้ ไม่ได้เลือกใช้การลดเพดานดอกเบี้ยแบบฉับพลัน แต่เน้นการ “ประคองความสามารถในการชำระหนี้” ผ่านมาตรการกำกับ เช่น
- การ คงอัตราการจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ที่ 8% ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2569
- การส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย
กรณีสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า ดอกเบี้ยบัตรเครดิตไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเงิน แต่ยังเป็นประเด็นทางการเมืองที่ผูกโยงกับค่าครองชีพ ความไม่พอใจของประชาชน และคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ขณะที่ประเทศไทย แม้ยังไม่เดินไปถึงการ “ล็อกเพดานดอกเบี้ย” แบบแข็งกร้าว แต่ก็สะท้อนความจริงเดียวกันว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนและดอกเบี้ย คือโจทย์ใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และการออกแบบนโยบายต้องเดินบนเส้นทางระหว่างการช่วยประชาชน กับการไม่สร้างความเสี่ยงใหม่ให้ระบบการเงิน
ที่มาข้อมูล: https://www.ft.com/content/52a8bc1f-05a9-4d5e-b2cc-aa2591ac4471
https://www.nytimes.com/2026/01/09/us/politics/credit-card-interest-cap.html#