โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์ผวาถูกถอดถอนจากตำแหน่งเพราะกรณีเวเนฯ เตือนรีพับบลิกันถ้าแพ้เลือกตั้งรัฐสภาปีนี้เจอดีแน่

The Better

อัพเดต 07 ม.ค. เวลา 07.45 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. เวลา 07.20 น. • THE BETTER
บทวิเคราะห์สถานการณ์ที่ ทรัมป์ จะหลุดจากตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเร็วที่สุดในปีหน้า

เบื้องหลังสถานการณ์ที่ทรัมป์ต้องประสบ
การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา หรือ "การเลือกตั้งกลางเทอม" (เนื่องจากมีการเลือกในช่วงที่ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งได้ 2 ปีจากวาระ 4 ปี) มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในช่วงวาระที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน จะมีการแข่งขันชิงที่นั่งทั้งหมด 435 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และ 35 ที่นั่งจากทั้งหมด 100 ที่นั่งในวุฒิสภา เพื่อตัดสินหาเสียงเลือกตั้งในสภาคองเกรสชุดที่ 120 ของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐและดินแดนใน 39 รัฐ รวมถึงการเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่นอีกมากมายที่จะมีการแข่งขันกันด้วย

ปัจจุบัน พรรครีพับลิกันของ ทรัมป์ เป็นส่สนข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่มีเสียงข้างมากในสัดส่วนไม่มากนัก จึงสุ่มเสี่ยงทางการเมืองพิสมควรสำหรับ ทรัมป์ และหากการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะสามารถควบคุมเสียงส่วนใหญ่ในสภาใดสภาหนึ่งได้ ทรัมป์ ก็จะเจอกับงานยากในการบริหารประเทศ เพราะสภานั้นๆ อาจโหวตขวางการตัดสินใจของเขาในหลายๆ เรื่อง และที่น่ากังวลสำหรับทรัมป์ที่สุดก็คือ พรรคเดโมแครตสามารถดำเนินการ "ถอดถอนประธานาธิบดี" ออกจากตำแหน่งได้หากมีเสียงาวนมาก เพราะในขณะนี้พรรคเดโมแครตพยายามทำเช่นนั้น แต่เพราะไม่มีเสียงส่วนมหากโหวตให้ จึงไม่ได้อาจเริ่มเริ่มกระบวนการถอดถอนทรัมป์ได้

สถานการณ์ล่าสุดกระแสถอดถอนเริ่มแรก
ทรัมป์ เองก็ตระหนักในสถานการณ์นี้ดี เขาจึงกล่าวในการประชุมของพรรคกับสมาชิกพรรครีพับลิกันที่นั่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรว่า พวกเขาต้องรักษาการควบคุมสภาเอาไว้ด้วยการเอาชนะการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะหากพรรคเดโมแครตได้ครองเสียงข้างมากอีกครั้ง เขาอาจจะเจอเข้ากับกระบวนการถอดถอนครั้งที่สามตั้งแต่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก (ซึ่งรอดมาได้ทุกครั้งเพราะพรรคของเขามีเสียงข้างมากในสภา)

“พวกเขาจะหาเหตุผลมาถอดถอนผม” ทรัมป์ บอกกับสมาชิกร่วมพรรคจากการรายงานของ The New York Times "ผมจะถูกถอดถอน”

การที่ ทรัมป์ ออกอาการวิงวอนสมาชิกพรรคขนาดนี้ เพราะมีโอกาสที่รีพับลิกันอาจจะเอาชนะเดโมแครตไม่ได้ และตอนนี้ยังมีกระแสเรียกร้องให้ทำการถอดถอน ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งแล้วเนื่องจากการส่งกำลังทหารไปโ๗มตีและจับกุมตัวผู้นำเวเนซุเอลา

จากการรายงานของนิตยสาร Time ระบุว่า ขณะนี้เสียงเรียกร้องให้ถอดถอน ทรัมป์ กำลังได้รับแรงสนับสนุนมากขึ้น หลังจากที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตบางส่วน รวมถึงบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง ต่างเรียกร้องให้มีการดำเนินการดังกล่าว หนึ่งในนั้นคืส.ส. เอพริล แมคเคลน เดลานีย์ จากรัฐแมริแลนด์ เรียกร้องให้พรรคเดโมแครต "พิจารณาขั้นตอนการถอดถอน" ทรัมป์โดยทันที เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของเขาในเวเนซุเอลา

เหตุผลของการถอดถอน เดลานีย์ กล่าวว่า “ประธานาธิบดีโจมตีเวเนซุเอลาโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุมัติจากรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และแสดงเจตจำนงที่จะ ‘ปกครอง’ ประเทศ” และยังตำหนิพรรครีพับลิกันว่า “ปล่อยให้ทรัมป์ฝ่าฝืนหลักนิติธรรม”

ขณะที่ สก็อตต์ วีนเนอร์ สมาชิกวุฒิสภาแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้เรียกร้องให้มีการถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีเพราะ "การรุกรานและการรัฐประหารที่ผิดกฎหมายในเวเนซุเอลา" โดยเขาบอกว่า “ทรัมป์บุกรุกเวเนซุเอลาอย่างผิดกฎหมาย ยึดและทิ้งระเบิดเมืองหลวง ยึดทรัพย์สินน้ำมันของประเทศ และจับประธานาธิบดีมาดูโรและภรรยาเป็นเชลย”

เดเลีย ซี. รามิเรซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐอิลลินอยส์ กล่าวถึงการจับกุมมาดูโรว่าเป็น “การลักพาตัว” และยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าว “ผิดกฎหมาย” และเป็นการ “ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสหรัฐฯ อย่างร้ายแรง”

ส.ส. แดน โกลด์แมน จากนิวยอร์ก กล่าวหาว่าทรัมป์ใช้ “ยุทธวิธีที่ผิดกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับมาดูโร” ในปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลา และการกระทำเช่นนั้น “ไม่เพียงแต่บ่อนทำลายประชาธิปไตยและละเมิดรัฐธรรมนูญของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความฮึกเหิมให้แก่เผด็จการทั่วโลกอีกด้วย”

แม็กซีน วอเตอร์ส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจ “ที่จะข้ามขั้นตอนของรัฐสภาเพื่อสั่งโจมตีทางทหารต่อประเทศอธิปไตย ในขณะที่เขายอมรับอย่างหน้าด้านๆ ว่าการควบคุมน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นส่วนหนึ่งของแรงจูงใจของเขา”

ทรัมป์จะรอดจากจากการถูกถอดถอนหรือไม่?
ทรัมป์ เคยถูกฟ้องร้องถอดถอนเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2019 ในวันนั้น สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับรองข้อกล่าวหาถอดถอนทรัมป์ 2 ข้อ ได้แก่ การใช้อำนาจในทางที่ผิดและการขัดขวางการทำงานของรัฐสภา เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2020 วุฒิสภา (ซึ่งพรรครีพับลิกันเป็นเสียงข้างมาก) ได้ลงมติให้ยกฟ้องทรัมป์ในข้อกล่าวหาถอดถอนทั้งสองข้อ

ต่อมา ทรัมป์ ถูกฟ้องร้องถอดถอนเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2021 หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งจะสิ้นสุดลง ในวันนั้น สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับรองข้อกล่าวหาถอดถอนทรัมป์ข้อเดียว คือ การยุยงให้เกิดการก่อจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โจมตีโดยกลุ่มผู้สนับทรัมป์ (January 6 attack) ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2021 วุฒิสภา (ซึ่งพรรครีพับลิกันเป็นเสียงข้างมาก) ได้ลงมติให้ยกฟ้องทรัมป์ในข้อกล่าวหาถอดถอนดังกล่าว

หากการเลือกต้ังกลางเทอม พรรคเดโมแครตสามารถครองที่นั่งในสภาได้ในฐานะเสียงส่วนใหญ่ พรรคเดโมแครตก็จะดำเนินการถอดถอน ทรัมป์ อย่างแน่นอน เนื่องจากมีเหตุปัจจัยครบถ้วนแล้วทั้งความผิดที่ ทรัมป์ ได้กระทำลงไป และเสียงในสภาพที่จะโหวตรับผลการถอดถอน ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนจะถึงการเลือกตั้ง เราคาดหวังไว้ได้เลยว่า พรรครีพับลิกันและ ทรัมป์ จะต้องดำนเนินการทางการเมืองเพื่อสร้างแสนิยมฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างหนักพร้อมกับโจมตีฝ่ายเสรีนิยมอย่างหนักหน่วงเช่นกัน ดังที่มีรายงานว่า หน่วยงานสอบสวนสืบสวนต่างๆ ของรัฐบาลได้ดำเนินการสอดแนม ติดตามตัว และคุกคามนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นฝ่ายเสรีนิยมหรือ "ฝ่ายซ้าย"

และอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องจับตา คือ กรณีอื้อฉาวเอปสตีน (Epstein scandal) ซึ่ง ทรัมป์ พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้ ซึ่งทำให้หลายๆ คนเชื่อว่าอาจเป็นเพราะเขามีความใกล้ชิดกับ เอปสตีน นายหน้าค้ากามคนดังในหมู่ชนชั้นนำอเมริกัน ความพยายามบ่ายเบี่ยงของเขากระทั่งสร้างความอึดอัดใจให้กับผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันที่ต้องการให้เดเผยข้อมูลเหล่านี้ เพราะเชื่อว่าจะเปิดโปงความพัวพันของเดโมแครตกับ เอปสตีน แต่กลับกลายเป็นว่า ทรัมป์ เองกอาจจะเป็นผู้ต้องสงสัยที่ทุกคนต้องการความกระจ่างมากที่สุด

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เต้นรำเล็กน้อยหลังจากกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสมาชิกพรรครีพับลิกัน (GOP) ที่ศูนย์เคนเนดี ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2026 (Photo by Mandel NGAN / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...