โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรรพสามิตออก 5 มาตรการคุมเข้ม “น้ำมันเขียว” สกัดลักลอบใช้ผิดวัตถุประสงค์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 พ.ค. 2568 เวลา 12.50 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2568 เวลา 05.50 น.

สรรพสามิตออก 5 มาตรการป้องกันการลักลอบใช้ "น้ำมันเขียว" ผิดวัตถุประสงค์ เผย 7 เดือนแรก ปีงบฯ 68 เนินคดีกับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันแล้ว 823 คดี ค่าปรับกว่า 27 ล้านบาท

28 พ.ค. 2568 ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประกอบอุตสาหกรรมน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันราย บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC จังหวัดระยอง เยี่ยมชมกระบวนการส่งออกน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร (น้ำมันเขียว) และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อตรวจสอบเส้นทางการขนส่ง ติดตามพฤติกรรมเรือผ่านระบบ RTS และ AIS พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง รวมถึง เน้นย้ำให้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำมันเขียวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันนโยบาย “Zero Tolerance : สินค้าหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตต้องเป็นศูนย์” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการควบคุมและกำกับดูแลน้ำมันเขียวอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบใช้น้ำมันดีเซลที่ได้รับสิทธิภาษีในอัตราศูนย์กลับมาใช้ในประเทศ โดยเฉพาะการนำกลับเข้ามาจำหน่ายในเขตทะเลอาณาเขตและบนฝั่งไทย

โดยโครงการ”น้ำมันเขียว” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงให้แก่ชาวประมงที่ปฏิบัติงานในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร (12–24 ไมล์ทะเล) โดยน้ำมันดีเซลที่จำหน่ายจะมีราคาต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซลบนฝั่งเนื่องจากไม่มีภาระภาษี ซึ่งจะช่วยเหลืออุตสาหกรรมประมงของไทยได้เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี เนื่องจากน้ำมันดังกล่าวมีราคาต่ำ จึงทำให้เกิดการลักลอบนำกลับเข้ามาจำหน่ายหลายรูปแบบ ได้แก่ การลักลอบนำน้ำมันเขียวจากในทะเลกลับเข้ามาจำหน่ายในทะเลอาณาเขตหรือบนฝั่งภายในประเทศ การที่เรือสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน (เรือแทงเกอร์) จำหน่ายน้ำมันเขียวให้กับเรือประมงที่ไม่มีสิทธิ เช่น เรือประมงต่างชาติ หรือเรือประเภทอื่น เป็นต้น และการนำเรือแทงเกอร์เข้ามาจำหน่ายน้ำมันในทะเลอาณาเขต ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ และกระทบต่อความโปร่งใสของมาตรการสนับสนุนภาคการประมงของภาครัฐ

ดร. เผ่าภูมิ กล่าวต่อว่า เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมสรรพสามิตได้ออกมาตรการควบคุมที่เข้มงวดและครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางของการจัดจำหน่าย โดยเน้น “ขันน็อต” ทั้งระบบ ได้แก่

  • ควบคุมด้วยทะเบียนและเงื่อนไข : เรือทุกประเภทที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการน้ำมันเขียว ได้แก่ เรือบรรทุกน้ำมัน เรือสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน เรือบรรทุกน้ำมันต่อเนื่อง และเรือประมง ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพสามิตและต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
  • ตรวจสอบการจำหน่ายทุกขั้นตอน : นำเทคโนโลยีมาใช้ในการควบคุมการจำหน่ายน้ำมันเขียวอย่างครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นทางโรงกลั่นจนถึงเรือประมง โดยมีระบบตรวจสอบข้อมูลการจำหน่ายน้ำมัน ระบุผู้รับ ปริมาณ วันที่ และเวลาอย่างชัดเจน พร้อมติดตั้งมาตรวัดปริมาณรับ-จ่ายบนเรือทุกประเภท เพื่อให้สามารถตรวจสอบปริมาณการรับและการจำหน่ายน้ำมันเขียวในแต่ละช่วงการขนส่ง
  • ใช้เทคโนโลยีติดตาม Real Time Surveillance (RTS) : เพื่อตรวจสอบเส้นทางเดินเรือของเรือบรรทุกน้ำมันว่ามีเส้นทางการเดินเรืออย่างไร อยู่ในทะเลเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรหรือไม่ พร้อมระบบแจ้งเตือนหากมีพฤติการณ์ที่ผิดปกติเกิดขึ้น
  • ติดตั้งระบบสำแดงข้อมูลตัวตนอัตโนมัติ (Automatic Identification System : AIS) : สามารถติดตามพฤติกรรมและตำแหน่งของเรือประมงที่ได้รับสิทธิว่ามีพฤติกรรมหรือการเดินเรือที่ผิดปกติหรือไม่
  • บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐ : มีการบูรณาการข้อมูลและการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เช่น กรมศุลกากร กองบังคับการตำรวจน้ำ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลตามนโยบาย “Zero Tolerance : สินค้าหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตต้องเป็นศูนย์” กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการควบคุมและกำกับดูแลน้ำมันเขียวอย่างเข้มงวดในทุกมิติ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้สามารถยกระดับประสิทธิภาพในการปราบปรามการกระทำผิดได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยในช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 เมษายน 2568) สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันได้รวมทั้งสิ้น 823 คดี รวมค่าปรับทั้งสิ้น 27,098,446.76 บาท โดยตรวจยึดของกลางเป็นน้ำมันดีเซล จำนวน 1,185,004 ลิตร น้ำมันเบนซิน 136,632.70 ลิตรโซลเว้นท์ 63,027 ลิตร น้ำมันเตา 114,000 ลิตร และน้ำมันประเภทอื่น ๆ อีก 1,360 ลิตร

ดร. เผ่าภูมิ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิต ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างถูกต้อง มุ่งมั่นเดินหน้ายกระดับการควบคุม กำกับดูแล และบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การใช้สิทธิ์เป็นไปอย่างโปร่งใส ตรงวัตถุประสงค์ และป้องกันการลักลอบอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของมาตรการช่วยเหลือภาคประมง และความเป็นธรรมต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

โดยเฉพาะในโครงการน้ำมันเขียวซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการสนับสนุนภาคประมงของประเทศ สามารถช่วยสนับสนุนชาวประมงกว่า 7,000 ลำ ครอบคลุม 22 จังหวัดชายทะเล ในการลดต้นทุนด้านน้ำมันเชื้อเพลิงอันจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง โดยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าประมงของไทยกว่า 240,061.62 ล้านบาท

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...