โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เยอรมนี จากเครื่องยนต์แห่งยุโรป สู่สมอถ่วงจมทะเล

Reporter Journey

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 15.38 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 08.38 น. • Reporter Journey

"เศรษฐกิจเยอรมัน จากแย่สู่เลว”
“จากเครื่องยนต์แห่งยุโรป สู่สมอถ่วงจมทะเล”
“เคยน่าอิจฉา แต่ไม่อีกต่อไป”

คำพาดดังกล่าวคือคำที่สื่อต่างประเทศอย่าง The Economist, Atlantic Council และ The New York Times ใช้พาดหัวในบทความที่อธิบายถึงความย่ำแย่ เลวร้าย ที่เศรษฐกิจประเทศเยอรมันกำลังเผชิญ ในปี 2024 เยอรมันถูกจัดลำดับให้เป็นประเทศที่เศรษฐกิจดีเป็นอันดับที่ 23 ของโลก ตามหลังสาธารณรัฐเช็ก แม็กซิโก หรือแม้แต่ลิทัวเนีย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ “นี่มันเยอรมันเลยนะ” ประเทศที่เต็มไปด้วยชื่อเสียงและเสน่ห์ ประเทศที่เคยเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป เกิดอะไรขึ้นกับประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของยุโรป บทความนี้จะมาเล่าให้ฟัง

หลายสิบปีที่ผ่านมา เยอรมันเคยเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป (EU) มีขนาดของ GDP ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ ยานยนต์ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในช่วง 10 ปีที่แล้ว

ถ้านึกย้อนถึงอดีตในช่วงเวลานั้น ไม่แปลกใจเลยที่เยอรมันจะเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจของยุโรป เพราะประเทศคุณมีส่วนสำคัญต่อซัพพลายเชนยานยนต์ทั่วโลก และมีความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมพลังงานทดแทนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ทว่าเรื่องเหล่านี้กลับกลายเป็นเพียงแค่อดีต ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศหดตัวติดต่อกัน 2 ปีติด ประเทศเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างและปัญหาทางการเมือง เยอรมันเปรียบเหมือน #คนป่วยของยุโรป และทำประเทศในสหภาพยุโรปติดหวัดไปด้วย

การเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมันคือหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ประเทศเผชิญ (นอกเหนือจากเรื่องการเมือง) คณะกรรมาธิการยุโรปคาดการณ์ว่าในปี 2025 GDP เยอรมันจะเติบโตแค่เพียง 0.7% เป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดตามหลังบรรดาประเทศสมาชิกยุโรปในรอบ 7 ปี หรือถ้ามองที่อัตรการเติบโตเฉลี่ย ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของเยอรมนีเติบโต 1.6% แต่ค่าเฉลี่ยของประเทศในสหภาพยุโรปอยู่ที่ 9.5%

หนึ่งในจุดอ่อนสำคัญที่เยอรมันเผชิญ คือ ‘ต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูง’ Atlantic Council รายงานว่าบริษัทชั้นนำของเยอรมันต่างพากันย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศไปยังประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าและมีระบบระเบียบราชการที่ซับซ้อนน้อยกว่า หรือถ้าเจาะจงกว่านี้ อุตสาหกรรมโลหะ และอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษ 2 ภาคการผลิตนี้สร้างผลผลิตด้านอุตสาหกรรมคิดเป็น 16% ของทั้งประเทศ แต่กลับต้องใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมเกือบ 80% หลายบริษัทต้องแบกรับต้นทุนที่สูง สวนทางกับผลลัพธ์ที่ได้ (หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงเพราะเยอรมันต้องพึ่งพาแก๊ซจากรัซเซียเป็นพิเศษ)

เมื่อภาคการผลิตอ่อนกำลังลง กำลังการจ้างงานก็ลดลงตาม ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของประเทศในปีที่ผ่านมาคิดเป็นเพียง 90% ของที่เคยทำได้ในปี 2015 ในขณะที่ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของโปแลนด์กลับเติบโตถึง 152% สถานการณ์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตไปยังยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก เยอรมันกำลังจะไม่ใช่ศูนย์กลางการผลิตของยุโรปอีกต่อไป

อีกหนึ่งปัญหาของเยอรมันคือการพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นเพราะความเคยชินที่ครั้งหนึ่งประเทศตนเคยเป็นประเทศที่โดดเด่นด้านนี้ แต่มาตอนนี้หลาย ๆ ประเทศในสหภาพยุโรปกลับเจอสินค้าจีนราคาถูกที่ผลิตมาล้นเกินความต้องการไหลทะลักเข้าประเทศ หนึ่งในสินค้าที่เป็นความท้าทายและสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจเยอรมันมากที่สุดคือรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ผู้ผลิตรถยนต์จากจีน เช่น BYD และ NIO กำลังเข้าสู่ตลาดยุโรปด้วยโมเดลรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ ๆ ที่ราคาไม่แพงและสร้างสรรค์ ซึ่งแซงหน้าผู้ผลิตเยอรมันทั้งในด้านเทคโนโลยีและแบตเตอรี่ การแข่งขันที่ดุเดือดกำลังกัดกร่อนส่วนแบ่งทางการตลาดระดับโลกของยักษ์ใหญ่ เช่น Volkswagen, BMW และ Mercedes-Benz ซึ่งทั้ง 3 บริษัทนี้กำลังเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูง จะขยับตัวออกนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆ ก็ยากเชื่องช้า เพราะกฎระเบียบในประเทศ

นอกเหนือจากเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า The Economist รายงานว่าเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เยอรมัน ขายรถยนต์ สารเคมี และเครื่องจักรให้กับจีน ทว่าปัจจุบันจีนกลับผลิตสินค้าเหล่านั้นได้เอง และหันมาเป็นคู่แข่งในการส่งออกของเยอรมันซะอย่างนั้น เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศอื่น ๆ พร้อมจะปรับตัวไปกับโลก ให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตัวเอง ทำอะไรใหม่ ๆ แต่ถ้าถามว่าเยอรมันไม่คิดจะทำแบบนั้นหรือ คำตอบคือไม่ หลายธุรกิจ หลายผู้ประกอบการพยายามทำอะไรใหม่ ๆ แต่กลับมาตกม้าตายเรื่องกฎระเบียบและระบบราชการ

ครั้งหนึ่งกฎระเบียบและระบบราชการของเยอรมันเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ ทว่าในยุคสมัยนี้กฎระเบียบและระบบราชการกลับกลายมาเป็นอุปสรรคต่อการเกิดของนวัตกรรมและระบบเศรษฐกิจ การกำกับดูแลที่ซับซ้อนและกระบวนการอนุมัติที่ยาวนานกำลังขัดขวางความคิดริเริ่มของผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้ยาก

นอกเหนือจากทั้งต้นทุนในประเทศที่สูง กฎระเบียบและระบบราชการที่ซับซ้อน เยอรมันยังเจอปัญหาเรื่องของประชากรอีกด้วย ประชากรในประเทศค่อย ๆ กลายเป็นผู้สูงอายุ แต่กลับไม่มีแรงงานมาทดแทน เยอรมันมีผู้ย้ายถิ่นฐานหรือแรงงานมากฝีมือย้ายเข้าประเทศน้อยลง ซึ่งทำให้หลาย ๆ บริษัทขาดแคลนแรงงาน IMF คาดการณ์ว่าประชากรวัยทำงานของเยอรมนีจะลดลง 0.5% ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการลดลงเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศใหญ่อื่น ๆ ในยุโรป

เยอรมันจำเป็นต้องออกจากยุคสมัยอันย่ำแย่ที่กินเวลามานานนับหลายปี ถ้ายังปล่อยให้สถานการณ์ในประเทศเป็นแบบนี้ต่อไป การจะพลิกฟื้นกลับมาจะยิ่งยากมากยิ่งขึ้น และผลการเลือกตั้งเยอรมัน 2025 ที่พรรคอนุรักษนิยมได้รับชัยชนะ ท่ามกลางผู้คนที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุดในรอบ 40 ปี ก็ได้สะท้อนเจตจำนงค์ของประชาชนให้เห็นว่าต้องการความเปลี่ยนแปลงในประเทศ ถ้าพรรคเสรีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจทำไม่ได้ ก็ต้องถึงคราวของพรรคอนุรักษนิยม

ในปี 2025 หลายประเทศทั่วโลกต่างมีรัฐบาลใหม่ ผู้นำประเทศคนใหม่ คณะบริหารใหม่ ๆ โลกในปี 2025 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงของระเบียบโลก เศรษฐกิจโลก ประเทศยักษ์ใหญ่หลายประเทศจะหันมาดูแลสนามหญ้าหน้าบ้านของตัวเอง ก่อนที่จะไปชื่นชมสนามหญ้าของประเทศเพื่อนบ้าน

อ้างอิง
กระทรวงการต่างประเทศ
Atlantic Council
The Economist
BBC Thai

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...