โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ภาษี 36% สหรัฐกดดันไทย ต้องใช้ “‘ดีลใหญ่” เจรจาเท่านั้นถึงจะรอด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 03.47 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 10.35 น.

โดยล่าสุดไทยอยู่ในกลุ่มที่ถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 36% ทั้งนี้หากข้อเสนอหรือดีลใหม่ที่ไทยเสนอไม่ได้รับการตอบสนองจากฝั่งสหรัฐ ไทยจะเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านการค้าในตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ทั้งนี้เปรียบเทียบอัตราภาษีไทยกับคู่แข่งย่านอาเซียนและเอเชียด้วยกันที่ได้รับการประกาศจากสหรัฐ ณ ปัจจุบัน ไทยจะถูกจัดเก็บที่ 36%(ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย) เวียดนาม 20% (ปิดดีลแล้ว จากเดิมเสีย 46%),มาเลเซีย 25% (อยู่ระหว่างเจรจา), อินโดนีเซีย 19% (ปิดดีลแล้วจากเดิมเสีย 32%) ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้ 25% (อยู่ระหว่างเจรจา)

จากข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราภาษีสูงที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกและอาเซียน ซึ่งจะส่งผลให้ ต้นทุนสินค้าส่งออกของไทยสูงกว่าคู่แข่งโดยตรงในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งสามารถปิดดีลเจรจาภาษีสำเร็จและได้อัตราเพียง 20% เท่านั้น

ขณะที่ กลุ่มสินค้าไทยที่มีความเสี่ยงสูงในการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยกลุ่มสินค้าที่มีลักษณะ “ซ้อนทับ” กับคู่แข่ง และมีสัดส่วนส่งออกสูงไปยังตลาดสหรัฐฯ ได้แก่ อาหารแปรรูป และอาหารทะเลที่ต้องแข่งขันกับเวียดนาม อินโดนีเซีย, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องแข่งขันกับมาเลเซีย และเวียดนาม

ผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ถุงมือยาง ยางพาราแปรรูป ต้องแข่งขันกับมาเลเซีย และอินโดนีเซีย, เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ต้องแข่งขันกับกับเวียดนาม, สิ่งทอ และเสื้อผ้า ต้องแข่งขันกับเวียดนาม และบังกลาเทศ เป็นต้น

กรณีเลวร้าย หากภาษีไทยยังอยู่ที่ 36% เทียบกับเวียดนาม 20% หมายถึง ไทยจะมีภาระต้นทุนภาษีสูงกว่าเวียดนามถึง 16 % ซึ่งเป็นระดับที่อาจทำให้สินค้าของไทยสูญเสียคำสั่งซื้อโดยตรง และห่วงโซ่อุปทานของไทยจะถูกลดบทบาทลงในระยะกลาง–ยาว

อย่างไรก็ดี โอกาสที่ไทยจะได้รับการปรับลดภาษีลงจาก 36% จะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าความเสียเปรียบหรือได้เปรียบของสินค้าไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่งขันจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ โอกาสที่ไทยจะได้รับการปรับลดภาษีลงเหลือในระดับ 30–32% มีความเป็นไปได้ระดับ “ปานกลาง” ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าไทยจะสามารถชี้แจง ระดับการค้าที่เป็นธรรมและช่วยลดการขาดดุลการค้าในสายตาของสหรัฐได้มากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้ไทยคงต้องเสนอแผนการเปิดตลาดตอบแทนที่จับต้องได้ เช่น การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร /พลังงานจากสหรัฐ การขจัดมาตรการหรือกฎระเบียบที่สหรัฐมองว่าไทยใช้เป็นมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี(NTBs) กับสินค้าจากสหรัฐ เช่น ในกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ อาทิ เนื้อหมู เนื้อวัว เป็นต้น

ส่วนโอกาสการลดภาษีของไทยลงเหลือ 25% เทียบเท่าญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ณ เวลานี้มีโอกาสความเป็นไปได้ในระดับ “ต่ำ-ปานกลาง” ยกเว้นจะมีเงื่อนไขหรือข้อตกลงในระดับรัฐบาล ที่ไทยยอมเปิดตลาดหรือเสนอสิทธิพิเศษเชิงโครงสร้างอย่างมีนัย เช่น การเซ็น MOU ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ การไปลงทุนของไทยในสหรัฐที่ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ และการจ้างงานในสหรัฐ รวมถึงการซื้อเครื่องบิน หรือสินค้าอาวุธล็อตใหญ่จากสหรัฐเพิ่มเติม และการรับรองระบบภาษี/ ภาษีดิจิทัลที่เอื้อต่อ Big Tech ของสหรัฐ เป็นต้น

ขณะที่โอกาสภาษีลดเหลือ 20% หรือ ต่ำกว่า 20% ในเบื้องต้นนี้มีความเป็นไปได้ “ต่ำมาก” ซึ่งการที่ไทยจะได้อัตราภาษีต่ำเท่ากับเวียดนามหรือต่ำกว่า ไทยอาจต้องลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐให้เป็น 0% จำนวนมากในสินค้าที่สหรัฐมีศักยภาพส่งออกมาไทย ในกลุ่มสินค้าที่เป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว และอื่น ๆ

นอกจากนี้จะต้องมี “แพ็กเกจเจรจาเชิงยุทธศาสตร์” ที่สหรัฐเห็นว่าไทยมีความสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค (อินโด–แปซิฟิก) การเป็นซัพพลายเชนด้านเทคโนโลยี เช่น ในอุปกรณ์กึ่งตัวนำ หรือการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐในด้านต่าง ๆ เพื่อคานอำนาจจีน

บทสรุปไทยต้องเร่งปิดดีลการค้ากับสหรัฐพร้อมแนบเงื่อนไขที่สหรัฐปฏิเสธไม่ได้ อย่างไรก็ตามหากไทยยังไม่สามารถเจรจา และปิดดีลให้ระดับภาษีลดต่ำลงจากระดับ 36% ลงได้ สิ่งที่คาดว่าจะตามมาคือ ในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีนี้ ไทยจะสูญเสียคำสั่งซื้อจากตลาดสหรัฐ อย่างถาวรในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีคู่แข่งเวียดนามและมาเลเซียเป็นผู้นำ

ดังนั้นข้อเสนอของไทยจะต้องไม่ใช่แค่เชิงการค้า แต่ต้องเป็น “ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์” (strategic offer) ที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายของสหรัฐ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อให้สหรัฐมีเหตุผลทางการเมือง ที่จะปรับลดภาษีให้ไทยได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...