โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

อุปกรณ์ Android กว่าล้านเครื่องทั่วโลก กำลังติดมัลแวร์ Badbox 2.0 อยู่ ณ ตอนนี้

Thaiware

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 04.00 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 04.00 น. • Sarun_ss777
มัลแวร์ตัวนี้สามารถทั้งควบคุมเครื่อง ขโมยข้อมูล และฝังตัวติดแน่นแม้ทำ Factory Reset ก็ลบไม่หมดเช่นเดียวกัน

Android นั้นถึงแม้จะเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพา รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่ต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก รวมทั้งได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็มักจะมีข่าวการถูกแฮกหรือถูกมัลแวร์โจมตีอยู่บ่อย ๆ อย่างเช่นในกรณีนี้

จากรายงานโดยเว็บไซต์ Cyber Security News ได้กล่าวถึงการตรวจพบการระบาดของมัลแวร์สำหรับใช้งานเครื่องของเหยื่อเพื่อการยิงระบบอื่น หรือ Botnet อย่าง Badbox 2.0 ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่พัฒนาค่อยอดมาจาก Badbox ซึ่งในเวอร์ชันล่าสุดนั้นมีความสามารถในการเข้ายึดระบบ (Compromise) และ การขโมยไฟล์ออกจากเครื่องของเหยื่อที่ดีกว่าเดิม รวมทั้งมีการใช้ตัวกลางในการแพร่กระจายมัลแวร์ (Vector) ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น การดัดแปลงเฟิร์มแวร์แบบสอดแทรกมัลแวร์, การใช้งานแอปพลิเคชันแบบสอดไส้มัลแวร์, ไปจนถึงการแทรกตัวในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์เลยทีเดียว ซึ่งเป็นการแพร่กระจายตัวที่แตกต่างจากมัลแวร์บน Android ตัวอื่น ๆ ที่มักจะเน้นการใช้งานช่องโหว่ความปลอดภัย และการหลอกให้เหยื่อทำการติดตั้งมัลแวร์ลงเครื่อง

ในส่วนของข้อมูลเชิงเทคนิคในด้านการทำงานของมัลแวร์ตัวนี้นั้น ทางทีมวิจัยจาก Human Security บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโซลูชันเพื่อรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ได้มีการเปิดเผยถึงความเหนือชั้นของมัลแวร์ตัวนี้ว่า ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning หรือ ML) ในรูปแบบอัลกอริทึมเข้ามาใช้งานบนมัลแวร์ โดยตัวระบบนี้จะทำการเรียนรู้ถึงพฤติกรรมการใช้งานเครื่องของเหยื่อ และการมีอยู่ของแอปพลิเคชันรักษาความปลอดภัยบนระบบ ซึ่งตัวมัลแวร์จะฝังตัวและนิ่งเงียบ (Dormant) ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อทำการเก็บข้อมูลต่าง ๆ บนเครื่อง โดยพฤติกรรมดังกล่าวนั้นทำให้เครื่องมือตรวจจับต่าง ๆ ตรวจจับได้ยาก เนื่องจากไม่ได้แสดงพฤติกรรมที่เป็นภัยออกมาอย่างตรง ๆ

นอกจากนั้น ยังมีการตรวจพบอีกว่า ตัวมัลแวร์นั้นมีการสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุม (C2 หรือ Command and Control) ผ่านทางช่องทางแบบเข้ารหัส โดยตัวเซิร์ฟเวอร์นั้นมีการตั้งอยู่ในหลากหลายประเทศ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเพื่อเข้าทำการกวาดล้างนั้นทำได้อย่างยากลำบาก เนื่องด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย ไม่เพียงเท่านั้น ทางทีมวิจัยยังตรวจพบอัลกอริทึมสำหรับการเล็งเป้าหมายในการโจมตีของมัลแวร์ตัวนี้ ยังมีการมุ่งเน้นการโจมตีไปยังองค์กรใหญ่ ๆ รวมไปถึงกลุ่มบุคคลสำคัญ (High-Profile Individuals) อีกด้วย แสดงให้เห็นว่าแคมเปญการแพร่กระจายของมัลแวร์ตัวนี้นั้นเกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูง

ไม่เพียงเท่านั้น ทางทีมวิจัยยังพบว่าตัวมัลแวร์ยังมีความสามารถในการคงทนอยู่บนระบบ (Persistence) ถึงแม้ตัวผู้ใช้งานจะใช้การทำการล้างข้อมูลเพื่อกลับไปสู่ค่าเริ่มต้นจากโรงงาน หรือ Factory Reset หรือการทำอัปเดตใหญ่ โดยมัลแวร์จะมีการใช้ช่องโหว่ใน Bootloader เพื่อรับการรับรองยืนยันจากตัวระบบให้สามารถทำงานได้ (Verification) หลังจากที่ได้รับการรับรองแล้ว ตัวมัลแวร์จะทำการติดตั้งตัวเป็นแอปพลิเคชันในระดับระบบ (System-level) โดยปลอมตัวเป็นเฟรมเวิร์กของ Android รวมไปถึงการเข้าไปเปลี่ยนแปลงในส่วน System Partition ทั้งยังมีการยิงโค้ดเพื่อแฝงตัวเองเข้าไปในตัว Service ต่าง ๆ ของระบบ Android อีกด้วย นอกจากนั้นตัวมัลแวร์ยังได้มีการทำสำเนาตัวเองไปยังโฟลเดอร์ระดับ System จำนวนมาก เรียกได้ว่ามีการแอบแฝงตัวแบบหลายชั้นมาก ทำให้ถึงแม้จะมีการถูกตรวจจับตัวติดตั้งและถูกลบไป ตัวติดตั้งที่ถูกสำรองไว้จำนวนมากก็ยังคงอยู่ และสามารถติดตั้งตัวเองต่อได้เรื่อย ๆ

อุปกรณ์ Android กว่าล้านเครื่องทั่วโลก กำลังติดมัลแวร์ Badbox 2.0 อยู่ ณ ตอนนี้


ภาพจาก: https://cybersecuritynews.com/badbox-2-0-infected-over-1-million-android-devices/

สำหรับในส่วนของความเสียหายที่มัลแวร์ตัวนี้ได้ก่อขึ้นนั้น ทางทีมวิจัยได้เปิดเผยว่า มัลแวร์ Badbox 2.0 นั้นได้มีการแพร่กระจายอยู่มากถึง 47 ประเทศทั่วโลก โดยเหยื่อส่วนมากอยู่ในเขตพื้นที่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ยุโรปตะวันตก, และ บางส่วนของทวีปอเมริกาใต้ เรียกได้ว่ามีเครื่องที่ติดมัลแวร์ตัวนี้นับล้านเครื่อง โดยมัลแวร์ตัวนี้จะเล็งขโมยข้อมูลสำคัญหลากประเภท ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าเงินคริปโตเคอร์เรนซี, ข้อมูลบนแอปพลิเคชันด้านการเงิน เช่น แอปพลิเคชันธนาคาร, ข้อมูลบนแอปพลิเคชันส่งข้อความสำหรับองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ไปจนถึงข้อมูลอ่อนไหวเชิงธุรกิจที่ถูกเก็บไว้บนโทรศัพท์มือถือ อีกด้วย โดยทางทีมวิจัยเผยว่าปริมาณข้อมูลของมัลแวร์ตัวนี้ที่ส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ มีปริมาณมากถึง 2.3 GB ต่อเดือน นำมาซึ่งความสูญเสียทางการเงินและทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียการเข้าถึงการใช้งานรหัสเข้าใช้บัญชีธนาคาร, ข้อมูลการสื่อสาร และข้อมูลสำคัญ รวมไปถึงทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ ตีเป็นมูลค่าความเสียหายที่สูงถึง 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (5,839,200,000 บาท)

ทางทีมวิจัยได้เตือนว่า องค์กรต่าง ๆ สามารถป้องกันหรือลดความเสียหายได้ด้วยการหาเครื่องมือรักษาความปลอดภัยไซเบอร์มาใช้งาน เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้ ถึงแม้อาจจะไม่สามารถจัดการมัลแวร์ได้อย่างหมดจด แต่ก็มีความสามารถในการระงับกิจกรรมที่ผิดปกติบนเครือข่าย นำไปสู่การจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

➤ Website : https://www.thaiware.com
➤ Facebook : https://www.facebook.com/thaiware
➤ Twitter : https://www.twitter.com/thaiware
➤ YouTube : https://www.youtube.com/thaiwaretv

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...