โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ : มะม่วงสุก คุมน้ำตาล ต้านเบาหวาน ดีต่อหัวใจ จริงหรือ ?

ชัวร์ก่อนแชร์

อัพเดต 12 พ.ค. 2568 เวลา 22.41 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. 2568 เวลา 15.30 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

บนสื่อสังคมออนไลน์แชร์ว่า มีงานวิจัยใหม่ย้ำ“มะม่วงสุก” คุมน้ำตาล ต้านเบาหวาน และดีต่อหัวใจ เพียงกินมะม่วงสุก 2 ถ้วยทุกวัน จริงหรือ ?

🎯 ตรวจสอบข้อเท็จจริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

เรื่องที่แชร์นี้พูดเกินความจริง ซึ่งอาจจะทำให้คนเข้าใจผิดและกินมะม่วงมากเกินไป

มีการอ้างอิงถึงงานวิจัยที่สหรัฐอเมริกา ที่มีการเผยแพร่ต้นปี 2568

การวิจัยนี้เป็นการศึกษา “มะม่วงแช่แข็ง” เปรียบเทียบกับการกิน “อิตาเลียนไอซ์” เพื่อให้มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลปริมาณเท่า ๆ กัน (ประมาณ 25 กรัม) ในระยะเวลา 1 สัปดาห์

งานวิจัยนี้ เปรียบเทียบมะม่วงสุก กับ อิตาเลียนไอซ์ คาดหวังที่ตัวบ่งชี้เรื่องการอักเสบอย่างอ่อน ๆ น่าจะดีขึ้น

ผลการศึกษานี้ไม่พบว่าการกินมะม่วงสุกประจำทุกวัน ทำให้ภาวะการอักเสบเรื้อรังดีขึ้น แต่เผอิญพบปริมาณของอินซูลินก่อนอาหาร ดูเหมือนต่ำกว่ากลุ่มควบคุมที่กินอิตาเลียนไอซ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ถ้าสรุปกันจริง ๆ น่าจะเป็นว่าการกินผลไม้เป็นประจำทุก ๆ วัน เมื่อเปรียบเทียบกับการกิน “อิตาเลียนไอซ์” ที่มีน้ำตาลอาจจะส่งผลให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการกินผลไม้หรือกินผักชนิดอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมีคุณสมบัติแบบเดียวกันจะไม่ได้ประโยชน์ ในงานวิจัยชิ้นนี้ยังบอกว่าจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีก

กินมะม่วงสุก คุมน้ำตาล ต้านเบาหวาน จริงหรือ ?

การกินผลไม้ปริมาณมาก และ/หรือ กินมะม่วงสุกปริมาณมาก จะควบคุมเบาหวานได้ เรื่องนี้ “ไม่จริง”

ดังนั้น การที่บอกว่าควบคุมเบาหวานดีขึ้น น่าจะต้องมีผลเลือดหรืออย่างอื่นตอบสนองว่าดีขึ้นร่วมดัวย เช่น งานวิจัยชิ้นนี้บอกว่า ภาวะน้ำตาลก่อนอาหารพบว่าไม่ได้ดีขึ้น ภาวะการอักเสบก็ไม่ได้ดีขึ้น เพียงแต่พบว่าปริมาณของอินซูลินก่อนอาหารดีขึ้นนิดหน่อย ซึ่งถ้าจะให้ดี ควรจะต้องดูอินซูลินหลังอาหารด้วย

งานวิจัยชิ้นนี้ ไม่ได้ศึกษาปริมาณอินซูลินหลังอาหาร ไม่ได้ศึกษาปริมาณกลูโคสระยะยาว เป็นเพียงการศึกษาระยะสั้นเท่านั้น

กินมะม่วงสุก ดีต่อหัวใจด้วย จริงหรือ ?

งานวิจัยชิ้นนี้ ไม่ได้มีการตอบเรื่องหัวใจเลย จึงถือเป็นการกล่าวอ้างเกินความเป็นจริง

การเป็นโรคหัวใจมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เพียงแต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานอาจมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าปกติ (2-4 เท่า)

ดังนั้น ถ้าลดการเป็นเบาหวานได้ ก็ลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ นี่คือข้อเท็จจริง

เมื่อดูจากข้อมูลที่แชร์กันแล้ว ก็ไม่ควรกินมะม่วงสุกในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ

การกินผลไม้ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตามคำแนะนำการกินอาหาร นั่นคือ กินผลไม้ 2 มื้อต่อวัน

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แนะนำให้กินผลไม้ 1 ส่วน (1 จานกาแฟเล็ก ๆ) เพื่อป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูง จากปริมาณน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในผลไม้

ในคนปกติทั่วไป สามารถกินมะม่วงสุกได้ 2-3 ครั้งต่อวัน (ปริมาณครั้งละ 100 กรัม)

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ปริมาณมะม่วงที่กินปกติทั่วไปประมาณครึ่งลูก โดยอาจกินหลังอาหารมื้อกลางวัน และกินครั้งต่อไปช่วงเย็นหรือก่อนนอน หรือกินเป็นอาหารว่างได้

โดยภาพรวมของคนที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน หรือเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ไม่ควรกินมะม่วงเกิน 1 ลูกต่อวัน โดยแบ่งกิน 2 ครั้ง

ผลไม้เป็นอาหารที่แนะนำให้กินเป็นประจำตามข้อแนะนำการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

โดยภาพรวม ไม่ว่าผลไม้ชนิดใดก็ตาม จะมีเรื่องใยอาหาร (ทั้งใยอาหารที่ละลายน้ำ และใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ) มีแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ ปริมาณสูง โดยเฉพาะการกินผลไม้ 5 สี เพราะมีสารสำคัญที่แตกต่างกัน

กรณีมะม่วง (สีเหลือง) มีบีตาแคโรทีน หรือโพลีฟีนอลในสัดส่วนที่สูง สารสำคัญต่าง ๆ ในผลไม้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ ช่วยลดการอักเสบที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา

การกินมะม่วงทุกวันปริมาณมาก แล้วจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวานและโรคหัวใจ ไม่จริง ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษณ์ที่มากพอที่จะกล่าวอ้างเช่นนี้ได้

📌 สรุป : จริงบางส่วน ไม่ควรแชร์ ❌

สัมภาษณ์โดย พีรพล อนุตรโสตถิ์

เรียบเรียงโดย คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

ดูเพิ่มเติมรายการ ชัวร์ก่อนแชร์ : มะม่วงสุก คุมน้ำตาล ต้านเบาหวาน ดีต่อหัวใจ จริงหรือ ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...