โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โบรกยก‘กลุ่มแบงก์’เด่น ‘ปันผลสูง-หลุมหลบภัย’ท่ามกลางวิกฤติ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 มิ.ย. 2568 เวลา 18.56 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2568 เวลา 23.00 น.

ภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางจากสงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันอย่างต่อเนื่อ ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มหันหา “หลุมหลบภัยใหม่” โดยหุ้นกลุ่มธนาคารถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าสนใจ มีศักยภาพจ่ายปันผลสูง

“กรรณ์ หทัยศรัทธา” นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความท้าทาย และธนาคารพาณิชย์มีความ “ระมัดระวัง” ในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มแบงก์ยังคงมี “เสน่ห์และเป็นโอกาสที่ดี” สำหรับการลงทุน เนื่องจากจ่ายปันผลได้ค่อยข้างสูง

“หากต้องการลงทุนเพื่อรับเงินปันผล นักลงทุนควรเลือกกลุ่มแบงก์แทนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น ทำให้อสังหาริมทรัพย์ขาดสภาพคล่องและอาจต้องออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น ดังนั้น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์จึงเสียเปรียบกลุ่มแบงก์”

ทั้งนี้ การที่ธนาคารปล่อยกู้น้อยลง ทำให้สภาพคล่องหรือเงินสดอยู่กับธนาคารมากขึ้น ส่งผลให้ธนาคารสามารถจ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืนได้ โดยคาดว่ากำไรของ 4 ธนาคารใหญ่ อย่าง KBANK BBL SCB และ KTB จะสามารถรักษากำไรไว้ได้

“จากสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนส่งผลกระทบทางจิตวิทยาเป็นโอกาสในการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร อาจจะได้รับผลกระทบในระยะสั้น แต่กลุ่มแบงก์ยังสามารถกลับมายืนได้ หุ้นที่ชอบคือ KBANK SCB BBL KTB”

สำหรับหุ้น KBANK มีสัดส่วนสินเชื่อที่กระจายตัวดี ทั้ง SME ที่อยู่อาศัย และธุรกิจ นอกจากนี้ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดดอกเบี้ยลง ก็จะได้รับผลกระทบน้อยมากในแง่ของรายได้ดอกเบี้ย เพราะธนาคารปล่อยสินเชื่อน้อยอยู่แล้ว และไปเน้นการเติบโตจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เช่น ธุรกิจประกันและธุรกิจบริหารความมั่งคั่งแทน

ขณะที่ SCB มีสัดส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยสูงกว่าธนาคารอื่น ซึ่งการเติบโตของสินเชื่อในส่วนนี้จะน้อยลงตามนโยบายของธนาคารที่ระมัดระวังการปล่อยกู้ให้อสังหาฯ

“ธนวัฒน์ รื่นบันเทิง” หัวหน้านักวิเคราะห์ บล. ทิสโก้ ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังปีนี้คาดว่าไม่ค่อยสดใส เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวและการปรับลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มธนาคารถูกมองว่าเป็นหลุมหลบภัยสำหรับนักลงทุน ด้วย “จุดเด่น” มีการ “จ่ายเงินปันผลสูง” แม้กำไรจะชะลอตัว โดยกำไรที่ได้มาจะถูกนำมาจ่ายปันผลเกือบทั้งหมด ทำให้เมื่อราคาหุ้นธนาคารถูกลง อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจึงสูงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหุ้นกลุ่มธนาคารไม่ค่อยไปไหนในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้มีนักลงทุนบางกลุ่มเทขายออกมา แต่ทว่าก็จะมีนักลงทุนอีกกลุ่มเข้ามาซื้อเพราะหวังผลตอบแทนจากเงินปันผล และในภาวะที่ตลาดโดยรวมปรับตัวลดลง หุ้นกลุ่มธนาคารกลับมีแนวโน้มที่จะ Outperform ตลาดได้ดีกว่า

สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงมาก หุ้นกลุ่มธนาคารถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกนอกจากให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงแล้ว Downside Risk ต่ำ ราคาหุ้นมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน นักลงทุนสามารถเข้าไปสะสมได้

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังอาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่เคยลงทุน หรือผู้ที่ตั้งใจลงทุนระยะยาว ด้วยอัตราปันผลเฉลี่ยประมาณปีละ 6% และมีโอกาสที่จะได้รับ Capital Gain เมื่อตลาดฟื้นตัวใน 2-3 ปีข้างหน้า

โดยหุ้นกลุ่มธนาคารที่น่าสนใจและคาดว่าจะสามารถจ่ายปันผลได้สูง และมีกำไรที่นิ่ง ได้แก่ TTB และ KTB มีพอร์ตสินเชื่อที่แข็งแกร่งกว่าธนาคารอื่น ทำให้ Downside Risk กำไรต่ำกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเศรษฐกิจครึ่งปีหลังแย่ลง ค่าใช้จ่ายด้าน Credit Cost หรือหนี้เสียอาจจะขึ้นไม่เยอะเท่าหุ้นตัวอื่น ๆ โดยเฉพาะ KTB ยังมีโอกาสในการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นได้อีก

อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยรวมจึงไม่แนะนำหุ้นในกลุ่มค้าปลีก การท่องเที่ยว หรือกลุ่มอื่น ๆ ที่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะแย่ลงในช่วงครึ่งปีหลังนี้

“ภาสกร หวังวิวัฒน์เจิรญ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ให้ข้อมูลต่อไปว่า ในช่วงเดือนส.ค.นี้ ใกล้เข้าสู่ฤดูการจ่ายเงินปันผลอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจในหุ้นกลุ่มธนาคาร เนื่องจากสามารถจ่ายเงินปันผลได้สูง โดยในช่วงครึ่งปีแรกเงินปันผลมักจะไม่ได้มีจำนวนมากเท่ากับในช่วงครึ่งปีหลัง ธนาคารขนาดใหญ่มีการจ่ายปันผลในช่วงครึ่งปีแรกประมาณ 2-2.5 บาทต่อหุ้น

อย่างไรก็ตาม น้ำหนักการจ่ายเงินปันผลมักจะอยู่ในครึ่งปีหลัง ยกเว้น TTB เนื่องจากมีการจ่ายเงินปันผลเท่ากันทั้งครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลัง ขณะที่ หุ้น KTB มีปัจจัยพื้นฐาน บวกกับมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดูจะทำได้ดีกว่าธนาคารอื่นๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...