วิกฤตน่านฟ้า! สายการบินทั่วโลก ชั่งใจระงับเที่ยวบินตะวันออกกลาง หลังสถานการณ์เดือด
น่านฟ้าตั้งแต่อิหร่านถึงเมดิเตอร์เรเนียนว่างเปล่ากว่าครึ่งเดือน สายการบินทั่วโลก เบี่ยงเส้นทาง-ยกเลิกเที่ยวบิน ดันต้นทุนน้ำมันและความเสี่ยงพุ่ง ขณะสายการบินท้องถิ่นทยอยกลับมาให้บริการอย่างระมัดระวัง
วันที่ 23 มิถุนายน 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สายการบินพาณิชย์ทั่วโลกอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะระงับเที่ยวบินไปตะวันออกกลางนานเพียงใด หลังจากความขัดแย้งในภูมิภาคซึ่งได้ส่งผลให้เส้นทางบินหลักหลายเส้นทางต้องปิดตัวลง ยกระดับสู่เฟสใหม่จากการที่สหรัฐฯ โจมตีสถานที่นิวเคลียร์สำคัญของอิหร่าน และอิหร่านประกาศจะปกป้องตนเอง
น่านฟ้าอิหร่าน อิรัก ไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งโดยปกติคึกคัก กลับว่างเปล่าจากการจราจรทางอากาศพาณิชย์มาตลอด 10 วันที่ผ่านมา นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน โดยสายการบินต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทาง ยกเลิก หรือชะลอเที่ยวบินในภูมิภาค เนื่องจากการปิดน่านฟ้าและความกังวลด้านความปลอดภัย
ล่าสุดสายการบินนานาชาติบางรายเริ่มประกาศยกเลิกเที่ยวบินไปยังศูนย์กลางการบินสำคัญที่มักมีความยืดหยุ่นสูงอย่างดูไบ ซึ่งเป็นสนามบินระหว่างประเทศที่มีผู้โดยสารมากที่สุดในโลก และกรุงโดฮาของกาตาร์ สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลของอุตสาหกรรมการบินเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม สายการบินบางแห่งเริ่มกลับมาให้บริการในวันจันทร์ โดย สายการบินสิงคโปร์ (Singapore Airlines) ระบุว่าสถานการณ์ยังคงผันผวน แต่เตรียมกลับมาให้บริการเที่ยวบินไปดูไบในวันจันทร์ หลังจากยกเลิกเที่ยวบินจากสิงคโปร์ไปดูไบเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ในทำนองเดียวกัน เว็บไซต์ Flightradar24 แสดงข้อมูลว่า สายการบินบริติชแอร์เวย์ (British Airways) ที่อยู่ภายใต้กลุ่ม IAG จะกลับมาให้บริการเที่ยวบินไปยังดูไบและโดฮาในวันจันทร์ หลังจากที่ยกเลิกเที่ยวบินไป-กลับสนามบินทั้งสองแห่งในวันอาทิตย์ ขณะที่สายการบินแอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม (Air France KLM) ยังคงยกเลิกเที่ยวบินไปและกลับจากดูไบและริยาดทั้งในวันอาทิตย์และวันจันทร์
เนื่องจากน่านฟ้ารัสเซียและยูเครนยังคงปิดสำหรับสายการบินส่วนใหญ่จากสงครามที่ยืดเยื้อมานาน ตะวันออกกลางจึงกลายเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับเที่ยวบินระหว่างยุโรปและเอเชีย แต่จากเหตุการณ์โจมตีทางอากาศและขีปนาวุธในช่วง 10 วันที่ผ่านมา สายการบินต่าง ๆ ต้องเบี่ยงเส้นทางบินขึ้นไปทางเหนือผ่านทะเลแคสเปียน หรือทางใต้ผ่านอียิปต์และซาอุดีอาระเบีย
การเบี่ยงเส้นทางเหล่านี้ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าจ้างลูกเรือเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้สายการบินยังเผชิญกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นหลังจากสหรัฐโจมตีอิหร่าน
ทั้งนี้เขตความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นภาระต่อการดำเนินงานของสายการบิน เนื่องจากการโจมตีทางอากาศทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการยิงเครื่องบินพาณิชย์โดยไม่ตั้งใจหรือโดยเจตนา
ปัญหาการปลอมแปลงตำแหน่งและการรบกวนสัญญาณ GPS รอบพื้นที่ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งระบบ GPS จากภาคพื้นดินอาจส่งข้อมูลตำแหน่งที่ผิดพลาด ส่งผลให้เครื่องบินพาณิชย์บินออกนอกเส้นทาง ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้น
เว็บไซต์ Flightradar24 เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ของปัญหาการรบกวนและการปลอมแปลงสัญญาณ GPS เหนืออ่าวเปอร์เซีย
บริษัท SkAI ของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งดำเนินการแผนที่ติดตามการรบกวน GPS รายงานเมื่อค่ำวันอาทิตย์ว่า ตรวจพบเครื่องบินกว่า 150 ลำ ถูกปลอมแปลงตำแหน่งในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เว็บไซต์ Safe Airspace ซึ่งดำเนินการโดย OPSGROUP องค์กรที่ให้บริการข้อมูลความเสี่ยงด้านการบินสำหรับสมาชิก ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่าการโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่านโดยสหรัฐอาจเพิ่มภัยคุกคามต่อผู้ประกอบการสายการบินสัญชาติอเมริกันในภูมิภาค
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงของน่านฟ้าในประเทศอ่าวเปอร์เซีย เช่น บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ก่อนที่สหรัฐจะโจมตีอิหร่านสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ (American Airlines) ได้ระงับเที่ยวบินไปกาตาร์ สายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ และแอร์แคนาดาก็ระงับเที่ยวบินไปดูไบเช่นกัน และจนถึงขณะนี้ยังไม่กลับมาให้บริการ
ขณะที่สายการบินท้องถิ่นในจอร์แดน เลบานอน และอิรัก เริ่มกลับมาให้บริการบางส่วนอย่างระมัดระวังหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก
อิสราเอลเร่งเพิ่มเที่ยวบินช่วยเหลือพาประชาชนเดินทางกลับประเทศหรือเดินทางออกจากประเทศ สำนักงานการบินพลเรือนอิสราเอลระบุว่า ในวันจันทร์นี้ เที่ยวบินช่วยเหลือจะเพิ่มเป็น 24 เที่ยวบินต่อวัน แต่จำกัดจำนวนผู้โดยสารเพียง 50 คนต่อเที่ยวบิน
ตั้งแต่วันจันทร์ สายการบินอิสราเอลจะเริ่มให้บริการเที่ยวบินขาออกจากประเทศ โดยสายการบินเอล อัล (El Al) ของอิสราเอลเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ได้รับคำร้องขอเดินทางออกจากประเทศจากประชาชนประมาณ 25,000 คน ภายในเวลาเพียง 1 วัน
อ้างอิง : reuters.com