โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดแผน `Mission 2000` กลยุทธ์หนุนหุ้นไทยสู่ระดับ 2,000 จุด ภายใน 5 ปี

efinanceThai

เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 05.13 น.

เปิดแผน Mission 2000 กลยุทธ์หนุนหุ้นไทยสู่ระดับ 2,000 จุด ภายใน 5 ปี

คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 35 (วตท.35) นำเสนอผลงานทางวิชาการหัวข้อเรื่อง ‘Mission 2000 : Confidence, Continuity and Connecttivity’ โดยมีสาระสำคัญเพื่อมุ่งหวังพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ยกระดับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ให้ทะยานสู่เป้าหมาย 2,000 จุด ภายในกรอบระยะเวลา 5 ปี ซึ่งมีผู้บริหารจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมรับฟังและให้ข้อคิดเห็นต่อการนำเสนอผลงานอย่างคับคั่ง

*** เปิดแผน "Mission 2000 : Confidence, Continuity and Connecttivity’"

นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายบริหารงานปฎิบัติการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะตัวแทนนำเสนอผลงานวิชาการ เปิดเผยว่าบทวิจัยเรื่อง "Mission 2000" ประกอบด้วยอักษรย่อ C จำนวน 3 ตัว ได้แก่ 1.Continuity (ความต่อเนื่อง), 2.Connecttivity (ความเชื่อมโยง) และ 3.Confidence (ความมั่นใจ) ซึ่งมั่นใจว่าดัชนีหุ้นไทยยังไงจะถึงระดับ 2,000 จุด แม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ที่ระดับ 1,100 จุด เพราะสิ่งที่ตั้งความหวังไว้ต้องทำได้อย่างแน่นอน

*** เปิดกลยุทธ์ "ธนูสามดอก" ผลักดันตลาดหุ้นไทยสู่ 2,000 จุด ภายใน 5 ปี

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสต์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่ามองว่าทิศทางในการทำให้ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ไปถึงระดับ 2,000 จุด ได้เป็นโจทย์ที่ได้ตั้งขึ้นตั้งแต่วันแรก ซึ่งก็มีการคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้ผลักดันราคาหุ้นขึ้นได้ โดยกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ คือ มาตรการที่คล้ายลูกธนูสามดอก ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (Hard Infrastructure) การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบัน (Soft Infrastructure) อย่างมีนัยสำคัญ และการยกระดับภาคบริการทางการแพทย์สู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)

ข้อเสนอหลักของเรา คือ ภาพของตลาดทุนกับภาพเศรษฐกิจนั้นแยกจากกันไม่ออก ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทิศทางของตลาดทุนโดยฉพาะตลาดหุ้นที่เหมือนภาพที่สะท้อนเศรษฐกิจในอนาคต เพราะว่าคนจะซื้อหุ้นก็มองภาพในอนาคตเป็นหลัก เพราะฉะนั้นหุ้นไทยที่ตกต่ำเรื่อยๆนั้นบ่งชี้ถึงปัญหาเศรษฐกิจในระดับหนึ่งด้วยเหมือนกัน ซึ่งแน่นอนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจบ้านเรายังตกอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง เพราะมีปัญหาในเชิงโครงสร้างในหลายจุด อาทิ สังคมสูงวัย,การขาดแคลนแรงงาน,ขาดการลงทุนในนวัตกรรม และการพึ่งการส่งออกและการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งหากการส่งออกและการท่องเที่ยวมีปัญหา เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย รวมถึงยังเผชิญหลายความเสี่ยงมามากทั้ง น้ำท่วม,วิกฤตต้มยำกุ้งหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และล่าสุดคือเรื่องสงครามการค้า

ขณะที่หากเราจะผลักดันให้ประเทศพุ่งขึ้นมาได้ เราจะต้องมีเครื่องยนต์ในการผลักดันเศรษฐกิจ เพราะทุกครั้งที่มีปัญหาเราก็มีทางออกในระดับหนึ่ง เช่น ปี 1980 สิ่งที่เป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจไทยคือการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและนำมาสู่อีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตและรายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเราเจอปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงมากและผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตดีขึ้นจากการส่งออก พอมาถึงช่วงน้ำท่วมใหญ่ก็มีกระแสการท่องเที่ยวในประเทศไทยจากชาวจีนที่เพิ่มขึ้นและทำให้รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสุดท้ายพอเจอวิกฤตโควิด หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ฟื้นตัวขึ้นเลย

โดยมองว่าที่เราติดกับดักรายได้ปานกลางส่วนหน่ง เพราะว่าเรายังไม่มีเครื่องยนต์ในการผลักดันเศรษฐกิจ จึงกลับมามองว่าตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นก็เคยเกิดขึ้นในปี 2012 ซึ่งผู้นำญี่ปุ่นก็มีการคิดนโยบายออกมา 3 แนวทาง หรือที่เรียกว่า “ลูกธนูสามดอก” ได้แก่ การผลักดันเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินด้วยการลดดอกเบี้ยเหลือ 0% และพยายามอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ (QE) รวมถึงนโยบายการคลังที่มีการผลักดันการปฎิรูประบบภาษีโดยให้ภาษี VAT มีความแตกต่างกัน ซึ่งประชาชนที่มีรายได้น้อยก็สามารถจ่ายภาษี VAT ที่ถูกกว่าภาพโดยทั่วไปได้ แต่ภาพรวมรัฐบาลญี่ปุ่นมีการขึ้นภาษี VAT เพื่อที่จะทำให้รายได้เข้าสู่ภาครัฐมากขึ้นและเป็นการปฎิรูปการคลัง สุดท้ายมีการปฎิรูปเชิงโครงสร้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวก็ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้น

ส่วนในบ้านเราคล้ายกัน แต่ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการขาดเครื่องยนต์ในการผลักดันเศรษฐกิจ ซึ่งหากกลับไปดูประเทศต่างๆที่เคยมีปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ ทุกประเทศรอดพ้นจากความเสี่ยงมาได้เพราะเขามีการทำนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งสิ้น จึงนำมาสู่แนวนโยบายของเราคือ ลูกธนูสามดอกเช่นเดียวกัน ได้แก่

ลูกธนูดอกที่ 1. นโยบายด้าน Hard Infrastructure เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ซึ่งเน้นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

ลูกธนูดอกที่ 2.ข้อเสนอด้าน Soft Infrastructure อาทิ มีเรื่องการปฏิรูปการคลัง ในการผลักดันรายได้จากภาษีให้เพิ่มและการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงภาคการเงินและสภาพคล่องที่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเติบโตขึ้นมาได้ส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพคล่องที่ผลักดันให้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นมา, ข้อเสนอด้านการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสำคัญต่อด้านตัวแรงงาน และท้ายที่สำคัญที่สุดคือประเด็นเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ธรรมาภิบาล)เพราะที่ผ่านมาหลายบริษัทมีปัญหาในด้านนี้

และลูกธนูดอกที่ 3.คือ ปฏิรูปรายภาคส่วน อาทิ การปฏิรูปภาคบริการทางการแพทย์ (Medical Hub) ซึ่งมองว่าภาคการแพทย์เป็นเพชรยอดมงกุฎที่จะสามารถผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ไปได้ เพราะบุคลากรทางการแพทย์มีความเก่งและสามารถผลักดันทำให้การท่องเที่ยวธรรมดากลายเป็นการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและเพิ่มมูลค่าในอนาคตได้ค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้คือลูกธนูสามดอกของเราที่จะสามารถผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยไปสู่ 2,000 จุด ได้ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยมีสมมุติฐานหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. การทำให้อัตราการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โตในระดับ 3.6% ต่อปี อย่างต่อเนื่องติดต่อกันในช่วง 5 ปี ,2.ทำให้อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio)จากปัจจุบันที่ระดับ 12 เท่า เพิ่มขึ้นมาเป็น 18 เท่า ภายใน 5 ปี และ3.การเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) จาก 2% เพิ่มขึ้นเป็น 4% และทำให้ บจ. มีการเติบโตมากกว่า 5% ต่อปีภายในช่วง 5 ปี ซึ่งจะทำให้ดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,100 จุด สามารถขึ้นไปที่ระดับ 2,000 จุด ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยมีเครื่องมือในการใช้วิจัยทั้ง จากแบบสอบถามรวมจำนวนกว่า 400 ราย, การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ, การรวบรวมข้อเสนอจากวิทยากรหลายท่าน รวมถึงการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analytics)

*** แนะเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หนุนไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน

นายสุกิตติ์ ตั้งมณีนิมิตร กรรมการผู้จัดการ ประธานสายงานหลักทรัพย์สถาบัน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ามองว่าตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถือเป็นตลาดที่แย่ที่สุดในโลก เพราะปรับตัวลดลงกว่า 30% ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่านี่คือจุดต่ำสุดหรือปลายทางแล้ว แต่สิ่งที่เราวิจัยมาต้องบอกว่าถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่จริงจังปลายทางดัชนีหุ้นไทยอาจลดลงไปที่ระดับ 600 จุดได้ ซึ่งเกิดจากการที่ประเทศจีนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้โลกได้เห็นว่าเวลาตลาดหุ้นที่คนถอดใจจนหมดความหวังจริงๆมันสามารถจะลงไปเทรดที่ P/E ระดับ 8 เท่าได้

ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาด SET ในช่วงไตรมาส 1/68 ที่ผ่านมาเอาคูณด้วย 4 ได้ระดับ EPS ตลาดที่ 77 บาทต่อหุ้น ซึ่งเท่ากับดัชนีที่ 616 จุด ซึ่งไม่ได้บอกว่าจะเกิดขึ้นหรืออยากให้เกิด แต่แค่เป็นสิ่งที่ชี้ว่ามันมีความจำเป็นที่ประเทศของเราต้องโฟกัสเรื่องของการ Reform อย่างจริงจัง โดยที่ GDP ของไทยเติบโตน้อย เพราะเราต้องการ S Curve ตัวใหม่ เพราะเศรษฐกิจของไทยอยู่ที่ประมาณ 18 ล้านล้านบาท ซึ่งมานั่งคิดว่ามีอะไรที่เป็น S Curve หรือมูฟตัวเลขได้จริงๆ โดยสิ่งหนึ่งที่เจอคือประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางของการลงทุนได้แห่งหนึ่งในโลก

โดยสิ่งที่ทุกคนในโลกนี้ทำคือเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแบ่งเป็น 3 อย่าง อาทิ 1.basic infrastructure เช่น ภัยแล้ง,น้ำท่วม,การคมนาคม และการเชื่อมต่อเส้นทางทั้งหลาย , 2.infrastructure ด้านการทำให้เมืองอื่นๆนอกเหนือจากกรุงเทพฯมีขนาดใหญ่ขึ้นมา เช่น การลงทุนด้านการศึกษา,สิ่งแวดล้อม และการแพทย์ เป็นต้น และส่วนที่ 3.เรื่อง Product Equity เช่น เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์หรือโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ infrastructure ที่รองรับระบบการศึกษาของประเทศไทย

*** ชู 2 ปัจจัยยกระดับธรรมาภิบาล - ฟื้นฟูความเชื่อมั่น

นางสาววรลักษณ์ วรฉัตรธาร ทนายความหุ้นส่วน บริษัท สำนักงานกฎหมาย แคปปิตอล จำกัด กล่าวว่าข้อเสนอด้าน Soft Infrastructure เรื่องการการกับดูแลกิจการที่ดี (ธรรมาภิบาล) ถือเป็นตัวเสริม Confidence หรือความมั่นใจ ซึ่งเสาหลักสำคัญที่ค้ำยันก็คือการการกับดูแลกิจการที่ดี

ทั้งนี้จากผลสำรวจพบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างการกับดูแลกิจการที่ดีกับผลประกอบการที่ดี ซึ่งกว่า 80% ของบริษัทที่มี CG ระดับดีเยี่ยมมักมี ROE สูงเกิน 10% และมีมั่นใจว่าจะรักษาการเติบโตไม่น้อยกว่า 5% ต่อปี นอกจากนี้ยังได้ทำผลสำรวจผู้มีส่วนได้เสียในตลาดทุนกว่า 363 ราย ว่าอุปสรรคอะไรที่ทำให้ดัชนี SET ไม่สามารถเติบโตได้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผลออกมาอันดับ 2 มองว่าเป็นเพราะการขาดความเชื่อมั่นในธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน และปัจจัยสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน อันดับหนึ่งคือการกำกับดูและบทลงโทษที่ชัดเจนและทันท่วงที และอันดับที่ 3 คือการมีธรรมาภิบาลที่เข็มแข็งในบริษัทจดทะเบียน

นอกจากนี้ด้านข้อเสนอในการยกระดับธรรมาภิบาลและฟื้นฟูความเชื่อมั่นมี 2 ข้อ ได้แก่ 1.ยกระดับเชิงคุณภาพของคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียน และ2.เสริมอำนาจและเกราะป้องกันให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแล

เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...