เปิดแผน `Mission 2000` กลยุทธ์หนุนหุ้นไทยสู่ระดับ 2,000 จุด ภายใน 5 ปี
เปิดแผน Mission 2000 กลยุทธ์หนุนหุ้นไทยสู่ระดับ 2,000 จุด ภายใน 5 ปี
คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 35 (วตท.35) นำเสนอผลงานทางวิชาการหัวข้อเรื่อง ‘Mission 2000 : Confidence, Continuity and Connecttivity’ โดยมีสาระสำคัญเพื่อมุ่งหวังพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ยกระดับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ให้ทะยานสู่เป้าหมาย 2,000 จุด ภายในกรอบระยะเวลา 5 ปี ซึ่งมีผู้บริหารจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมรับฟังและให้ข้อคิดเห็นต่อการนำเสนอผลงานอย่างคับคั่ง
*** เปิดแผน "Mission 2000 : Confidence, Continuity and Connecttivity’"
นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายบริหารงานปฎิบัติการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะตัวแทนนำเสนอผลงานวิชาการ เปิดเผยว่าบทวิจัยเรื่อง "Mission 2000" ประกอบด้วยอักษรย่อ C จำนวน 3 ตัว ได้แก่ 1.Continuity (ความต่อเนื่อง), 2.Connecttivity (ความเชื่อมโยง) และ 3.Confidence (ความมั่นใจ) ซึ่งมั่นใจว่าดัชนีหุ้นไทยยังไงจะถึงระดับ 2,000 จุด แม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ที่ระดับ 1,100 จุด เพราะสิ่งที่ตั้งความหวังไว้ต้องทำได้อย่างแน่นอน
*** เปิดกลยุทธ์ "ธนูสามดอก" ผลักดันตลาดหุ้นไทยสู่ 2,000 จุด ภายใน 5 ปี
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสต์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่ามองว่าทิศทางในการทำให้ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ไปถึงระดับ 2,000 จุด ได้เป็นโจทย์ที่ได้ตั้งขึ้นตั้งแต่วันแรก ซึ่งก็มีการคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้ผลักดันราคาหุ้นขึ้นได้ โดยกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ คือ มาตรการที่คล้ายลูกธนูสามดอก ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (Hard Infrastructure) การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบัน (Soft Infrastructure) อย่างมีนัยสำคัญ และการยกระดับภาคบริการทางการแพทย์สู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)
ข้อเสนอหลักของเรา คือ ภาพของตลาดทุนกับภาพเศรษฐกิจนั้นแยกจากกันไม่ออก ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทิศทางของตลาดทุนโดยฉพาะตลาดหุ้นที่เหมือนภาพที่สะท้อนเศรษฐกิจในอนาคต เพราะว่าคนจะซื้อหุ้นก็มองภาพในอนาคตเป็นหลัก เพราะฉะนั้นหุ้นไทยที่ตกต่ำเรื่อยๆนั้นบ่งชี้ถึงปัญหาเศรษฐกิจในระดับหนึ่งด้วยเหมือนกัน ซึ่งแน่นอนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจบ้านเรายังตกอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง เพราะมีปัญหาในเชิงโครงสร้างในหลายจุด อาทิ สังคมสูงวัย,การขาดแคลนแรงงาน,ขาดการลงทุนในนวัตกรรม และการพึ่งการส่งออกและการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งหากการส่งออกและการท่องเที่ยวมีปัญหา เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย รวมถึงยังเผชิญหลายความเสี่ยงมามากทั้ง น้ำท่วม,วิกฤตต้มยำกุ้งหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และล่าสุดคือเรื่องสงครามการค้า
ขณะที่หากเราจะผลักดันให้ประเทศพุ่งขึ้นมาได้ เราจะต้องมีเครื่องยนต์ในการผลักดันเศรษฐกิจ เพราะทุกครั้งที่มีปัญหาเราก็มีทางออกในระดับหนึ่ง เช่น ปี 1980 สิ่งที่เป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจไทยคือการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและนำมาสู่อีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตและรายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเราเจอปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงมากและผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตดีขึ้นจากการส่งออก พอมาถึงช่วงน้ำท่วมใหญ่ก็มีกระแสการท่องเที่ยวในประเทศไทยจากชาวจีนที่เพิ่มขึ้นและทำให้รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสุดท้ายพอเจอวิกฤตโควิด หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ฟื้นตัวขึ้นเลย
โดยมองว่าที่เราติดกับดักรายได้ปานกลางส่วนหน่ง เพราะว่าเรายังไม่มีเครื่องยนต์ในการผลักดันเศรษฐกิจ จึงกลับมามองว่าตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นก็เคยเกิดขึ้นในปี 2012 ซึ่งผู้นำญี่ปุ่นก็มีการคิดนโยบายออกมา 3 แนวทาง หรือที่เรียกว่า “ลูกธนูสามดอก” ได้แก่ การผลักดันเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินด้วยการลดดอกเบี้ยเหลือ 0% และพยายามอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ (QE) รวมถึงนโยบายการคลังที่มีการผลักดันการปฎิรูประบบภาษีโดยให้ภาษี VAT มีความแตกต่างกัน ซึ่งประชาชนที่มีรายได้น้อยก็สามารถจ่ายภาษี VAT ที่ถูกกว่าภาพโดยทั่วไปได้ แต่ภาพรวมรัฐบาลญี่ปุ่นมีการขึ้นภาษี VAT เพื่อที่จะทำให้รายได้เข้าสู่ภาครัฐมากขึ้นและเป็นการปฎิรูปการคลัง สุดท้ายมีการปฎิรูปเชิงโครงสร้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวก็ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้น
ส่วนในบ้านเราคล้ายกัน แต่ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการขาดเครื่องยนต์ในการผลักดันเศรษฐกิจ ซึ่งหากกลับไปดูประเทศต่างๆที่เคยมีปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ ทุกประเทศรอดพ้นจากความเสี่ยงมาได้เพราะเขามีการทำนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งสิ้น จึงนำมาสู่แนวนโยบายของเราคือ ลูกธนูสามดอกเช่นเดียวกัน ได้แก่
ลูกธนูดอกที่ 1. นโยบายด้าน Hard Infrastructure เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ซึ่งเน้นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
ลูกธนูดอกที่ 2.ข้อเสนอด้าน Soft Infrastructure อาทิ มีเรื่องการปฏิรูปการคลัง ในการผลักดันรายได้จากภาษีให้เพิ่มและการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงภาคการเงินและสภาพคล่องที่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเติบโตขึ้นมาได้ส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพคล่องที่ผลักดันให้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นมา, ข้อเสนอด้านการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสำคัญต่อด้านตัวแรงงาน และท้ายที่สำคัญที่สุดคือประเด็นเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ธรรมาภิบาล)เพราะที่ผ่านมาหลายบริษัทมีปัญหาในด้านนี้
และลูกธนูดอกที่ 3.คือ ปฏิรูปรายภาคส่วน อาทิ การปฏิรูปภาคบริการทางการแพทย์ (Medical Hub) ซึ่งมองว่าภาคการแพทย์เป็นเพชรยอดมงกุฎที่จะสามารถผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ไปได้ เพราะบุคลากรทางการแพทย์มีความเก่งและสามารถผลักดันทำให้การท่องเที่ยวธรรมดากลายเป็นการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและเพิ่มมูลค่าในอนาคตได้ค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้คือลูกธนูสามดอกของเราที่จะสามารถผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยไปสู่ 2,000 จุด ได้ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยมีสมมุติฐานหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. การทำให้อัตราการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โตในระดับ 3.6% ต่อปี อย่างต่อเนื่องติดต่อกันในช่วง 5 ปี ,2.ทำให้อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio)จากปัจจุบันที่ระดับ 12 เท่า เพิ่มขึ้นมาเป็น 18 เท่า ภายใน 5 ปี และ3.การเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) จาก 2% เพิ่มขึ้นเป็น 4% และทำให้ บจ. มีการเติบโตมากกว่า 5% ต่อปีภายในช่วง 5 ปี ซึ่งจะทำให้ดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,100 จุด สามารถขึ้นไปที่ระดับ 2,000 จุด ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยมีเครื่องมือในการใช้วิจัยทั้ง จากแบบสอบถามรวมจำนวนกว่า 400 ราย, การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ, การรวบรวมข้อเสนอจากวิทยากรหลายท่าน รวมถึงการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analytics)
*** แนะเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หนุนไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน
นายสุกิตติ์ ตั้งมณีนิมิตร กรรมการผู้จัดการ ประธานสายงานหลักทรัพย์สถาบัน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ามองว่าตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถือเป็นตลาดที่แย่ที่สุดในโลก เพราะปรับตัวลดลงกว่า 30% ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่านี่คือจุดต่ำสุดหรือปลายทางแล้ว แต่สิ่งที่เราวิจัยมาต้องบอกว่าถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่จริงจังปลายทางดัชนีหุ้นไทยอาจลดลงไปที่ระดับ 600 จุดได้ ซึ่งเกิดจากการที่ประเทศจีนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้โลกได้เห็นว่าเวลาตลาดหุ้นที่คนถอดใจจนหมดความหวังจริงๆมันสามารถจะลงไปเทรดที่ P/E ระดับ 8 เท่าได้
ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาด SET ในช่วงไตรมาส 1/68 ที่ผ่านมาเอาคูณด้วย 4 ได้ระดับ EPS ตลาดที่ 77 บาทต่อหุ้น ซึ่งเท่ากับดัชนีที่ 616 จุด ซึ่งไม่ได้บอกว่าจะเกิดขึ้นหรืออยากให้เกิด แต่แค่เป็นสิ่งที่ชี้ว่ามันมีความจำเป็นที่ประเทศของเราต้องโฟกัสเรื่องของการ Reform อย่างจริงจัง โดยที่ GDP ของไทยเติบโตน้อย เพราะเราต้องการ S Curve ตัวใหม่ เพราะเศรษฐกิจของไทยอยู่ที่ประมาณ 18 ล้านล้านบาท ซึ่งมานั่งคิดว่ามีอะไรที่เป็น S Curve หรือมูฟตัวเลขได้จริงๆ โดยสิ่งหนึ่งที่เจอคือประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางของการลงทุนได้แห่งหนึ่งในโลก
โดยสิ่งที่ทุกคนในโลกนี้ทำคือเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแบ่งเป็น 3 อย่าง อาทิ 1.basic infrastructure เช่น ภัยแล้ง,น้ำท่วม,การคมนาคม และการเชื่อมต่อเส้นทางทั้งหลาย , 2.infrastructure ด้านการทำให้เมืองอื่นๆนอกเหนือจากกรุงเทพฯมีขนาดใหญ่ขึ้นมา เช่น การลงทุนด้านการศึกษา,สิ่งแวดล้อม และการแพทย์ เป็นต้น และส่วนที่ 3.เรื่อง Product Equity เช่น เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์หรือโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ infrastructure ที่รองรับระบบการศึกษาของประเทศไทย
*** ชู 2 ปัจจัยยกระดับธรรมาภิบาล - ฟื้นฟูความเชื่อมั่น
นางสาววรลักษณ์ วรฉัตรธาร ทนายความหุ้นส่วน บริษัท สำนักงานกฎหมาย แคปปิตอล จำกัด กล่าวว่าข้อเสนอด้าน Soft Infrastructure เรื่องการการกับดูแลกิจการที่ดี (ธรรมาภิบาล) ถือเป็นตัวเสริม Confidence หรือความมั่นใจ ซึ่งเสาหลักสำคัญที่ค้ำยันก็คือการการกับดูแลกิจการที่ดี
ทั้งนี้จากผลสำรวจพบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างการกับดูแลกิจการที่ดีกับผลประกอบการที่ดี ซึ่งกว่า 80% ของบริษัทที่มี CG ระดับดีเยี่ยมมักมี ROE สูงเกิน 10% และมีมั่นใจว่าจะรักษาการเติบโตไม่น้อยกว่า 5% ต่อปี นอกจากนี้ยังได้ทำผลสำรวจผู้มีส่วนได้เสียในตลาดทุนกว่า 363 ราย ว่าอุปสรรคอะไรที่ทำให้ดัชนี SET ไม่สามารถเติบโตได้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผลออกมาอันดับ 2 มองว่าเป็นเพราะการขาดความเชื่อมั่นในธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน และปัจจัยสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน อันดับหนึ่งคือการกำกับดูและบทลงโทษที่ชัดเจนและทันท่วงที และอันดับที่ 3 คือการมีธรรมาภิบาลที่เข็มแข็งในบริษัทจดทะเบียน
นอกจากนี้ด้านข้อเสนอในการยกระดับธรรมาภิบาลและฟื้นฟูความเชื่อมั่นมี 2 ข้อ ได้แก่ 1.ยกระดับเชิงคุณภาพของคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียน และ2.เสริมอำนาจและเกราะป้องกันให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแล
เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
ดูข่าวต้นฉบับ