โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เลือดข้น หุ้นขม! ดราม่า ‘ดุสิตธานี’ (DUSIT) ศึกในตระกูลสะเทือนบัลลังก์พันล้าน

TODAY Bizview

อัพเดต 31 พ.ค. 2568 เวลา 15.35 น. • เผยแพร่ 31 พ.ค. 2568 เวลา 08.34 น. • workpointTODAY

อาณาจักรโรงแรมเก่าแก่ ‘ดุสิตธานี’ ที่ก่อตั้งมากว่า 76 ปี กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากความเห็นต่างในกลุ่มทายาทของ ‘ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย’ ผู้ก่อตั้งบริษัท จนนำไปสู่ข้อพิพาทในระดับผู้ถือหุ้นใหญ่

ท่ามกลางกระแสข่าวที่เคยคาดว่าอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ แต่ในความเป็นจริง บริษัทสามารถบริหารจัดการวิกฤตได้อย่างราบรื่น

แม้จะมีความกังวลว่า บริษัทจะส่งงบการเงินไตรมาส 1 ปี 2568 ไม่ทันกำหนด และหุ้น DUSIT จะถูกขึ้นเครื่องหมาย SP แต่สุดท้ายคณะกรรมการบริษัทฯ ได้จัดการปัญหาและสามารถยื่นงบการเงินได้ภายในวันที่ 15 พ.ค. 2568 หุ้นจึงยังคงซื้อขายได้ตามปกติ

ในวาระการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีประจำปี 2568 ที่คาดกันว่าอาจไม่ผ่านความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น ก็ได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้วในการประชุมเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568

[ แรงปะทะในการประชุมผู้ถือหุ้น ]

ความตึงเครียดเริ่มชัดเจนในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 เมื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ‘บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด’ ที่ถือหุ้นเกือบ 50% ไม่รับรองงบการเงินปี 2567

ทำให้มีคำถามในที่ประชุมเกิดขึ้นมากมาย และเกิดปัญหาทางเทคนิคในระบบการประชุมออนไลน์ จนนำไปสู่การเลื่อนประชุมไปยังวันที่ 28 พ.ค. 2568

แม้งบการเงินจะผ่านการตรวจสอบและลงนามรับรองโดยผู้สอบบัญชีแล้ว แต่การโหวตไม่ผ่านสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่อง 5 ปี มียอดขาดทุนสะสม 1,254 ล้านบาท มากกว่าทุนจดทะเบียน 850 ล้านบาท และไม่มีการจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นมาระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนดังกล่าวเกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทเลือกใช้การออกหุ้นกู้และเงินกู้โดยไม่เพิ่มทุน จึงมีภาระดอกเบี้ยสูง

โดยในปี 2567 บริษัทมีต้นทุนทางการเงินรวมประมาณ 578 ล้านบาท แบ่งเป็นดอกเบี้ยจากหุ้นกู้และเงินกู้ยืมราว 281 ล้านบาท และดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าตามมาตรฐาน TFRS 16 ประมาณ 297 ล้านบาท

หากไม่รวมต้นทุนทางการเงินเหล่านี้ บริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงาน ซึ่งสะท้อนจาก EBITDA ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

[ ปมจากโครงสร้างหุ้น-สายเลือด ]

เบื้องหลังความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงเรื่องผลประกอบการ แต่ยังรวมถึงรอยร้าวในครอบครัวผู้ก่อตั้ง บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ถือหุ้นใหญ่ใน DUSIT ถึง 49.74% โดยภายในบริษัทถูกแบ่งหุ้นอย่างใกล้เคียงกันระหว่าง 3 ทายาทสายตรงของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ได้แก่

• กลุ่มตระกูลโทณวณิก นำโดยชนินทธ์ โทณวณิก (ลูกชายคนโต) ถือหุ้น 25.4%

• กลุ่มตระกูลเธียรประสิทธิ์ นำโดยสินี เธียรประสิทธิ์ (ลูกสาวคนกลาง) ถือหุ้น 26.57%

• กลุ่มตระกูลสาลีรัฐวิภาค นำโดยสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค (ลูกสาวคนเล็ก) ถือหุ้น 21.62%

ความขัดแย้งเริ่มปรากฏชัดในเดือน ก.พ. 2567 เมื่อชนินทธ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ DUSIT ถูกถอดจากตำแหน่งกรรมการในบริษัทชนัตถ์และลูก และแทนที่ด้วยกรรมการจากฝ่ายน้องสาวทั้งสอง ได้แก่ ภัทร สาลีรัฐวิภาค และ ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ทำให้กลุ่มน้องสาวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ

กรรมการบางรายไม่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ แต่ธุรกิจเดินหน้าต่อ
แม้ผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่อนุมัติการแต่งตั้งกรรมการที่หมดวาระ 4 ราย ได้แก่ อาสา สารสิน, ปราณี ภาษีผล, ภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ และสมประสงค์ บุญยะชัย ในการประชุมเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568

แต่ DUSIT ยังมีจำนวนกรรมการอิสระเพียงพอต่อการบริหารงาน และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจแต่อย่างใด

[ เมกะโปรเจกต์เดินหน้าต่อเนื่อง ]

แม้จะมีความกังวลในช่วงก่อนหน้าเกี่ยวกับผลกระทบต่อเมกะโปรเจกต์มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติ โครงการดังกล่าวได้เปิดตัวและดำเนินการไปแล้วหลายส่วน

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เปิดให้บริการแล้ว ขณะที่โครงการที่พักอาศัยมียอดขายกว่า 90% ส่วนองค์ประกอบอื่นในโครงการก็เริ่มทยอยเปิดดำเนินการและรับรู้รายได้ในเร็ววัน

นอกจากนี้ บริษัทชนัตถ์และลูก ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนว่าพร้อมสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตต่อไป และไม่มีเจตนาที่จะให้ความขัดแย้งภายในกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท

[ บทเรียน ‘แบ่งหุ้นเท่าเทียมเกินไป’ ]

หลายฝ่ายชี้ว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญของข้อพิพาทภายในครอบครัวดุสิตธานี มาจากการจัดสรรหุ้นที่เท่าเทียมกันเกินไป โดยไม่มีใครมีอำนาจขาดในการตัดสินใจ ส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันในการบริหาร

ในยุคที่เกิด ‘The Great Wealth Transfer’ จากรุ่น Baby Boomer สู่ Gen X และ Gen Y การส่งต่อความมั่งคั่งจึงต้องตั้งอยู่บนหลักของความสามารถ ความชัดเจนในการบริหาร และกลไกตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ

[ สัญญาณเตือนธุรกิจครอบครัวไทย ]

กรณี DUSIT เป็นตัวอย่างสำคัญว่า ความขัดแย้งภายในครอบครัวสามารถส่งผลสะเทือนต่อองค์กรใหญ่ได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะหากไม่มีโครงสร้างการบริหารที่แข็งแรง

ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และแผน succession ที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นรากฐานของความยั่งยืนในธุรกิจครอบครัวยุคใหม่

[ ส่องผลประกอบการ 3 ปีล่าสุด ]

• ปี 2565 รายได้รวม 4,748.12 ล้านบาท / ขาดทุนสุทธิ 501.46 ล้านบาท

• ปี 2566 รายได้รวม 6,313.08 ล้านบาท / ขาดทุนสุทธิ 569.82 ล้านบาท

• ปี 2567 รายได้รวม 11,077.48 ล้านบาท / ขาดทุนสุทธิ 236.77 ล้านบาท

แม้ผลประกอบการยังคงขาดทุน แต่รายได้เติบโตต่อเนื่อง และการขาดทุนก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของบริษัทในระยะถัดไป…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...