โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิด ‘ไส้ใน’ เจรจาลดภาษีกับทรัมป์ จับตาข้อเสนอที่ดีที่สุดของไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 06.11 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 06.06 น.

การเจรจาการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว ภายหลังจากที่สหรัฐได้ประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศที่ “เกินดุล” การค้าสหรัฐ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้สูงถึง 36% โดยการเก็บภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ หรือเหลือเวลาที่จะเปิดการเจรจาไม่ถึงเดือน

ล่าสุดสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ วอชิงตัน ได้แจ้งเข้ามาว่า สหรัฐพร้อมที่จะ “นัดหมาย” เพื่อเริ่มวันเจรจาการค้ากับคณะผู้แทนไทย ซึ่งมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นหัวหน้าคณะเจรจา ขณะที่บุคคลฝ่ายสหรัฐที่จะเปิดการเจรจากับผู้แทนไทยจะมาจาก 3 หน่วยงานด้วยกันคือ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR), Scott Bessant รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Haward Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไทยจะสามารถนัดหมายการเจรจากับใครได้ก่อน

การเจรจาการค้าที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ว่า ในปี 2567 ทั้ง 2 ประเทศมีมูลค่าการค้ารวม 74,484 ล้านเหรียญ โดยไทยส่งออกไปสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 54,956 ล้านเหรียญ และนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ 19,528 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ไทยเป็นฝ่าย “เกินดุล” การค้าสหรัฐอยู่ 35,427 ล้านเหรียญ โดยการที่ไทยเป็นประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐไม่ใช่เกิดขึ้นเป็นปีแรก แต่เป็นการได้ดุลการค้าสหรัฐติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี

เจรจาการค้ากับสหรัฐ

ประกอบกับ “ทรัมป์” ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ได้นำนโยบาย American First กลับมาใช้อีกครั้ง ด้วยการตั้งเป้าที่จะลดการขาดดุลการค้ากับประเทศคู่ค้าลง ดึงอุตสาหกรรมสำคัญกลับเข้ามาตั้งที่สหรัฐเพื่อเพิ่มการจ้างงาน จนเป็นที่มาของการเรียกเก็บภาษีตอบโต้ดังกล่าว

ที่ผ่านมาหลังจากที่ไทยมีรายชื่อติดอยู่ในบัญชีประเทศที่จะถูกเก็บภาษีตอบโต้เป็นอันดับที่ 20 จาก 185 ประเทศทั่วโลก รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐขึ้นมา 1 ชุด เพื่อวางกรอบการเจรจากับสหรัฐ ประกอบไปด้วยการเจรจาใน 5 เสาหลัก ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีแล้ว ได้แก่

1) ความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-สหรัฐ ในอุตสาหกรรมแปรรูปและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล และการพิจารณาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งในเรื่องของภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีระหว่างกัน 2) การเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในกลุ่มสินค้าพลังงาน สินค้าเกษตร เครื่องบิน ส่วนประกอบ และอุปกรณ์บริการ

3) การเปิดตลาดสินค้าเกษตร ในกลุ่มผลไม้ อาหารสัตว์ 4) การบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า จากการที่ประเทศที่สามเข้ามาตั้งโรงงานประกอบและผลิตสินค้าในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น และ 5) การส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกลุ่มพลังงาน/ไฟฟ้า และการเกษตร

กรอบการเจรจาอย่างเป็นทางการในมุมมองของประเทศไทยได้พยายาม “ออกแบบ” ให้เจรจาในฐานะ “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีทั้งได้และเสียประโยชน์ทางการค้า มิใช่ประเทศไทยเป็นฝ่ายเสียประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยข้อเสนอแบบนี้มีเพียงเสียงตอบรับจาก Scott Bessant รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของผู้ที่ถูกกำหนดตัวในฐานะผู้บริหารระดับหน่วยงานที่จะเปิดการเจรจากับคณะผู้แทนไทยที่ว่า “เป็นข้อเสนอที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิผล” เป็นการริเริ่มข้อเสนอที่น่าประทับใจ ขณะที่ฝ่ายไทยมีการตีความว่า“เป็นสัญญาณบวก”

อย่างไรก็ตาม การเจรจากับประเทศคู่ค้าสหรัฐภายใต้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่ผ่านมากับหลายประเทศที่เริ่มต้นเจรจาไปแล้ว “ไม่ได้ง่าย” เหมือนกับคำพูดของ Bessant อันเนื่องมาจากสหรัฐต้องการที่จะลดการขาดดุลการค้าลง จึงกลับกลายเป็นว่า คำถามที่ต้องการคำตอบของสหรัฐก็คือ ประเทศของคุณมีข้อเสนออะไรที่จะทำให้ “ตัวเลข” เกินดุลลดลงได้บ้าง ดังนั้น การลดภาษีลง หรือการเปิดตลาดจึงเป็นแค่วิธีการหนึ่งที่จะนำไปสู่คำตอบที่สำคัญกว่า ที่ว่าประเทศไทยจะซื้ออะไรจากสหรัฐ หรือจะเข้ามาลงทุนในสหรัฐได้บ้าง จึงจะนับเป็น “ข้อเสนอที่ดีที่สุด” ที่ทรัมป์ต้องการ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิด ‘ไส้ใน’ เจรจาลดภาษีกับทรัมป์ จับตาข้อเสนอที่ดีที่สุดของไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...