โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

จาก LTF สู่ Thai ESGX ทางเลือกใหม่เพื่อการลงทุนระยะยาว

The Bangkok Insight

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 16.30 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 01.20 น. • The Bangkok Insight

ปี 2568 เป็นปีที่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ทุกกองจะครบกำหนดให้ผู้ถือหน่วยสามารถไถ่ถอนได้โดยไม่สูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากที่ได้รับการลดหย่อนไปแล้วเมื่อตอนซื้อหน่วยลงทุน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีผลตอบแทนต่ำ จากที่ SET Index เคยไปอยู่จุดสูงสุดที่ 1,830 จุด เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 มาอยู่ที่ 1,149.18 จุด ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ผู้ถือหน่วยลงทุน LTF จำนวนมากจึงได้รับผลขาดทุนสุทธิจากการลงทุน หลายท่านจึงมีแนวคิดจะไถ่ถอนหน่วยลงทุนและรับรู้ผลขาดทุน เพื่อนำเงินไปลงทุนในรูปแบบอื่นที่อาจให้ผลตอบแทนคาดหวังสูงกว่า

LTF

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ภาครัฐได้ออกนโยบายให้ผู้ถือหน่วยลงทุน LTF สามารถเลือกรับสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้ หากสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทุกหน่วยที่ครอบครองให้เป็นหน่วยลงทุนในกองทุน Thai ESGX และมีระยะเวลาลงทุนขั้นต่ำ (lockup period) 5 ปี นับจากวันสับเปลี่ยน ทำให้ผู้ถือหน่วย LTF ต้องตัดสินใจว่าควรจะสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเพื่อรับประโยชน์ทางภาษีตามเงื่อนไข หรือควรจะสละสิทธิประโยชน์นั้นไป แล้วไถ่ถอนหน่วย LTF เพื่อนำเงินไปลงทุนรูปแบบอื่นแทน

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ผู้ถือหน่วย LTF ลังเลใจ เกิดจากเงื่อนไขการถือหน่วย Thai ESGX ที่จะต้องถือต่อไปอีก 5 ปี และกลัวว่าจะได้รับผลขาดทุนจากการลงทุนมากกว่าภาษีที่ประหยัดได้ ทำให้การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไม่คุ้มค่า

บทความนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านที่กำลังตัดสินใจว่าจะสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนหรือไม่ จะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจที่เหมาะสม

เงื่อนไขการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษี

ในปี 2568 ภาครัฐได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหน่วย LTF สามารถสับเปลี่ยน (switch) หน่วยลงทุน LTF ที่มีอยู่เดิมไปยังกองทุน Thai ESGX พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท ทำให้ในปัจจุบันมีวงเงินลดหย่อนภาษีจากการออมและการลงทุนทั้งหมด 4 วงเงิน คือ

1. การออมและการลงทุนเพื่อเกษียณอายุ (RMF, PVD, กบข., กอช., ประกันชีวิตแบบบำนาญ)

2. การลงทุนในกองทุน Thai ESG

3. การลงทุนในกองทุน Thai ESGX ที่เป็นเงินลงทุนใหม่

4. การลงทุนในกองทุน Thai ESGX ที่มาจากการสับเปลี่ยนจากกองทุน LTF

บทความนี้จะกล่าวถึงวงเงินที่ 4 ซึ่งการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF มาเป็น Thai ESGX เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้

  • ห้ามขายหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF หลังวันที่ 11 มีนาคม 2568 หากมีการขายหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF หลังวันที่ 11 มีนาคม 2568 จะหมดสิทธิ์รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการสับเปลี่ยนนี้
  • ต้องสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทุกกองทุนจากทุก บลจ. ทั้งหมดที่ถืออยู่ ณ วันที่ 11 มีนาคม 2568 ไปยังกองทุน Thai ESGX โดยต้องดำเนินการสับเปลี่ยนภายในช่วงวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2568
  • ต้องถือครองหน่วยลงทุน Thai ESGX ทั้งหมดที่ได้จากการสับเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับแบบวันชนวันจากวันที่สับเปลี่ยน)

วงเงินลดหย่อนภาษีที่ได้รับจะเท่ากับมูลค่าของหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดที่สับเปลี่ยน แต่สูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท มูลค่าการสับเปลี่ยนส่วนที่เกิน 5 แสนบาท จะไม่ได้รับสิทธิลดหย่อน แต่ยังคงต้องถือครองต่อไปไม่น้อยกว่า 5 ปี วงเงินลดหย่อนที่ได้รับจะถูกทยอยใช้ในเวลา 5 ปี หรือจนกว่าจะใช้วงเงินหมด โดยปีแรก (2568) ลดหย่อนได้สูงสุด 3 แสนบาท และปีที่ 2-5 (2569-2572) ลดหย่อนได้สูงสุดปีละ 5 หมื่นบาท

ผลประโยชน์ทางภาษีจากการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF และจุดคุ้มทุน

เพื่อแสดงให้เห็นถึงภาษีที่จะได้รับลดหย่อนจากการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เราจะสมมติอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 3 กรณี คือ ผู้มีเงินได้จ่ายภาษีเงินได้บาทสุดท้ายที่อัตรา 10% 20% และ 30% และสมมติมูลค่าการสับเปลี่ยน 5 กรณี คือ 3 แสนบาท 5 แสนบาท 1 ล้านบาท 1.5 ล้านบาท และ 2 ล้านบาท

ตารางที่ 1 คอลัมน์ E แสดงผลการประเมินจำนวนภาษีที่ประหยัดได้ตลอดเวลา 5 ปี หลังการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน เช่น

  • ผู้มีอัตราภาษี 10% หากสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนมูลค่า 3 แสนบาทในวันนี้ จะได้วงเงินลดหย่อนภาษีในปีที่ 1 จำนวน 3 แสนบาท และไม่มีวงเงินเหลือในปีที่ 2-5 จึงประหยัดภาษีได้ 300,000×10% = 3 หมื่น บาท ตลอดเวลา 5 ปี
  • ผู้มีอัตราภาษี 10% หากสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนมูลค่า 1 ล้านบาทในวันนี้ จะได้วงเงินลดหย่อนภาษีในปีที่ 1 จำนวน 3 แสนบาท และมีวงเงินเหลือในปีที่ 2-5 อีก 2 แสนบาท จึงประหยัดภาษีได้ 500,000×10% = 5 หมื่นบาท ตลอดเวลา 5 ปี

จะเห็นว่า หากการสับเปลี่ยนกองทุนมีมูลค่าเท่ากัน ผู้ที่มีอัตราภาษีสูงจะลดหย่อนภาษีได้มากกว่าผู้ที่มีอัตราภาษีต่ำ และหากมีอัตราภาษีเท่ากันและมูลค่าการสับเปลี่ยนไม่เกิน 5 แสบาท ผู้ที่มีมูลค่าการสับเปลี่ยนสูงจะมีภาษีที่ลดหย่อนได้มากกว่าผู้ที่มีมูลค่าการสับเปลี่ยนต่ำ แต่หากมูลค่าการสับเปลี่ยนเกิน 5 แสนบาท ภาษีที่ลดหย่อนได้จะมีค่าคงที่ เช่น ผู้ที่มีอัตราภาษี 10% และ 20% จะลดหย่อนได้สูงสุด 5 หมื่นบาท และ 1 แสนบาท ตามลำดับ

เนื่องจากเงินลงทุนใน Thai ESGX จะต้องถือครองไว้เป็นเวลา 5 ปี ดังนั้นผลตอบแทนในอนาคตของกองทุน Thai ESGX จึงเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ ที่อาจทำให้ภาษีที่ได้รับลดหย่อนไม่คุ้มค่ากับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นได้จากการลงทุน

สองคอลัมน์สุดท้ายของตารางที่ 1 แสดงผลการวิเคราะห์จุดคุ้มทุนของการสับเปลี่ยนกองทุน โดยจุดคุ้มทุนในที่นี้หมายถึงอัตราขาดทุนจากกองทุน Thai ESGX ในช่วง 5 ปีข้างหน้า (Holding Period Return, HPR) ที่จะไปหักล้างผลประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับจากการสับเปลี่ยนกองทุนพอดี เช่น

  • ผู้มีอัตราภาษี 10% และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนมูลค่า 3 แสนบาทในวันนี้ หากในช่วง 5 ปีข้างหน้า กองทุน Thai ESGX ที่ได้รับจากการสับเปลี่ยนมีการขาดทุน 10% มูลค่าขาดทุนจากกองทุนจะเท่ากับภาษีที่ประหยัดได้ในปัจจุบันพอดี ดังนั้นหากกองทุน Thai ESGX สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า -10% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า การสับเปลี่ยนกองทุนในวันนี้จะยังได้กำไร
  • ผู้มีอัตราภาษี 10% และสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนมูลค่า 1 ล้านบาทในวันนี้ หากในช่วง 5 ปีข้างหน้า กองทุน Thai ESGX ที่ได้รับจากการสับเปลี่ยนมีการขาดทุน 5% มูลค่าขาดทุนจากกองทุนจะเท่ากับภาษีที่ประหยัดได้ในปัจจุบันพอดี ดังนั้นหากกองทุน Thai ESGX สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า -5% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า การสับเปลี่ยนกองทุนในวันนี้จะยังได้กำไร

เมื่อพิจารณาจุดคุ้มทุนจะเห็นว่า หากมูลค่าการสับเปลี่ยนไม่เกินวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 5 แสนบาท จุดคุ้มทุนของอัตราผลตอบแทนจากกองทุน Thai ESGX จะเท่ากับอัตราภาษีของผู้มีเงินได้ เช่น

  • ผู้มีอัตราภาษี 20% ที่สับเปลี่ยนกองทุนมูลค่า 5 แสนบาท จะยังได้กำไรจากการสับเปลี่ยนกองทุน หากผลตอบแทนจากกองทุนติดลบไม่เกิน 20% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
  • ผู้มีอัตราภาษี 30% ที่สับเปลี่ยนกองทุนมูลค่า 5 แสนบาท จะยังได้กำไรจากการสับเปลี่ยนกองทุน หากผลตอบแทนจากกองทุนติดลบไม่เกิน 30% ใช่วง 5 ปีข้างหน้า

แต่หากมูลค่าการสับเปลี่ยนสูงกว่าวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดที่ 5 แสนบาท ภาษีที่ประหยัดได้จะสามารถรองรับการขาดทุนจากกองทุนได้ในอัตราที่ลดลง โดยภาษีที่ประหยัดได้ของผู้มีอัตราภาษีสูงจะสามารถรองรับการขาดทุนจากกองทุนได้ในอัตราที่มากกว่าผู้มีอัตราภาษีต่ำ เช่น

  • ผู้มีอัตราภาษี 20% ที่สับเปลี่ยนกองทุนมูลค่า 1 ล้านบาท จะยังได้กำไรจากการสับเปลี่ยนกองทุน หากผลตอบแทนจากกองทุนติดลบไม่เกิน 10% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
  • ผู้มีอัตราภาษี 30% ที่สับเปลี่ยนกองทุนมูลค่า 1 ล้านบาท จะยังได้กำไรจากการสับเปลี่ยนกองทุน หากผลตอบแทนจากกองทุนติดลบไม่เกิน 15% ใช่วง 5 ปีข้างหน้า

กล่าวโดยสรุป ผู้ที่มีอัตราภาษีสูงนอกจากจะได้ประโยชน์จากการสับเปลี่ยนกองทุนมากกว่าผู้ที่มีอัตราภาษีต่ำแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการขาดทุนจากการสับเปลี่ยนที่ต่ำกว่าด้วย (กล่าวคือ ภาษีที่ประหยัดได้สามารถรองรับผลขาดทุนจาก Thai ESGX ได้สูงกว่า) อย่างไรก็ตาม หากมูลค่าของการสับเปลี่ยนสูงกว่า 5 แสนบาท ความเสี่ยงต่อการขาดทุนจากการสับเปลี่ยนจะสูงขึ้น เพราะภาษีที่ประหยัดได้ถูกจำกัดไว้ให้มีค่าคงที่

แนวทางการวิเคราะห์ความเสี่ยงของการขาดทุนจากการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน

จากตารางที่ 1 จะเห็นว่าการสับเปลี่ยนกองทุน LTF มีความเสี่ยงที่ภาษีที่ได้รับลดหย่อนอาจไม่คุ้มกับการขาดทุนจากกองทุน Thai ESGX เช่น สำหรับผู้มีอัตราภาษี 20% ที่สับเปลี่ยนกองทุนมูลค่า 1 ล้านบาท มีความเสี่ยงว่าหากกองทุน Thai ESGX มีผลขาดทุนมากกว่า 10% ใน 5 ปีข้างหน้า จะทำให้การสับเปลี่ยนกองทุนไม่คุ้มค่า

เพื่อให้เห็นภาพโอกาสหรือความน่าจะเป็นของการขาดทุนที่ระดับต่าง ๆ จากการลงทุนในตราสารทุน ในกรอบระยะเวลาการลงทุน 5 ปี ผู้เขียนจะใช้อัตราผลตอบแทนสำหรับระยะเวลาลงทุน 5 ปี (5-year HPR) ของดัชนีผลตอบแทนรวม SET50 Index (RI) เป็นตัวแทน เนื่องจากเป็นดัชนีที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวม และเป็นดัชนีที่สามารถเก็บข้อมูลย้อนหลังไปได้ค่อนข้างไกล ทำให้ผลการวิเคราะห์มีความน่าเชื่อถือทางสถิติมากขึ้น

เริ่มต้นโดยคำนวณ 5-year HPR ระหว่าง เมษายน 2548 และ เมษายน 2553 ของ SET50 Index (RI) แล้วขยับกรอบการคำนวณผลตอบแทน 5 ปี (moving window) ไปทีละเดือนจนถึงช่วงเวลา เมษายน 2563 และ เมษายน 2568 ได้ 5-year HPR รวม 181 ค่า

ตารางที่ 2 แสดงการกระจายตัวของ 5-year HPR ของ SET50 Index (RI)

จากตารางที่ 2 จะเห็นว่า ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา 5-year HPR ของ SET50 Index (RI) มีค่าเฉลี่ย (median) ที่ 41.2% และมีระดับต่ำสุดที่ -19.4% นอกจากนี้ มีจำนวนครั้งที่อัตราผลตอบแทนต่ำกว่า -10.9% และ -3.7% ในสัดส่วน 5% และ 10% ตามลำดับ กล่าวอีกนัยหนึ่งหมายความว่ามีโอกาสเพียง 10% ที่ 5-year HPR ของ SET50 Index (RI) จะมีผลขาดทุนมากกว่า 3.7% (หรือ อัตราผลตอบแทนต่ำกว่า -3.7%) และโอกาสเพียง 5% ที่ 5-year HPR ของ SET50 Index (RI) จะมีผลขาดทุนมากกว่า 10.9% (หรือ อัตราผลตอบแทนต่ำกว่า -10.9%)

นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ความถี่ของการเกิดผลตอบแทนที่ระดับต่าง ๆ จะเห็นว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของ 5-year HPR ของ SET50 Index (RI) ที่มีค่าติดลบมีสัดส่วนหรือโอกาสเพียง 14% นอกจากนี้ ผลของ 5-year HPR ของ SET50 Index (RI) ที่มีค่าต่ำกว่า -5% มีสัดส่วนหรือโอกาสเพียง 8% เท่านั้น ดังนั้นหากใช้ SET50 Index (RI) เป็นเกณฑ์ จะเห็นว่าโอกาสที่การลงทุนใน Thai ESGX เป็นระยะเวลา 5 ปี จะให้อัตราผลตอบแทนต่ำกว่าจุดคุ้มทุนมีไม่สูงมากนัก

ความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุน Thai ESGX เมื่อมองไปข้างหน้า

การลงทุนของกองทุน Thai ESGX นี้มีการกำหนดให้มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านความยั่งยืนทั้ง 3 ปัจจัยได้แก่ 1. ด้านสิ่งแวดล้อม (E) 2. ด้านสังคม (S) และ 3. ด้านธรรมาภิบาล (G) ซึ่งสัดส่วนการลงทุนของกองทุน ESGX สามารถมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น ESG ดี่ไม่น้อยกว่า 65% ของพอร์ตการลงทุนไปจนถึง 80% โดยกองทุน Thai ESGX ยังมีทั้งแบบการบริหารจัดการแบบเชิงรุก (active) ที่ผู้จัดการกองทุนมีการปรับสัดส่วนการลงทุนเพื่อเอาชนะดัชนี หรือการบริหารจัดการแบบเชิงรับ (passive) ที่มุ่งเน้นลงทุนตามดัชนีด้านความยั่งยืน ซึ่งกองทุนในลักษณะ passive มักจะมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า

นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนยังสามารถกำหนดลงทุนในหุ้นที่มุ่งเน้นจ่ายปันผลสูงและมีมาตรฐาน ESG ที่ดีพร้อมกันได้ด้วย โดยนโยบายการจ่ายปันผลจะมีทั้งแบบสะสมมูลค่าที่ไม่มีการจ่ายปันผล หรือกองที่มีนโยบายการจ่ายปันผลที่จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยในแต่ละปี

เพื่อให้เห็นภาพว่าการลงทุนในหุ้นยั่งยืน จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากน้อยเพียงใด รูปที่ 1 แสดงการเคลื่อนไหวของดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ ประกอบด้วยดัชนี SET, SET50, SET100, sSET และ SETESG ระหว่าง ก.ค. 2561 ถึง พ.ค. 2568 โดย SETESG คือ ดัชนีราคาของหุ้นกลุ่ม ESG ซึ่งน่าจะเป็นตัวแทนที่ดีสำหรับการคาดหวังผลตอบแทนของกองทุน Thai ESGX จะสังเกตเห็นว่า

  • SETESG Index นอกจากจะมีความผันผวนที่ต่ำกว่าแล้ว ยังมีแนวโน้ม outperform index อื่นในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา
  • ในช่วงตลาดขาลง (downturn) SETESG Index มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าดัชนีราคาตัวอื่น สะท้อนว่าหุ้นกลุ่ม ESG สามารถรับแรงเสียดทานของตลาดขาลงได้ดีกว่าหุ้นกลุ่มอื่น

นอกจากนี้ ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา HPR ของ SETESG index ชนะทุก index (ยกเว้น SET เพียงเล็กน้อย) ดังแสดงในตารางที่ 4 และหากวิเคราะห์ที่ความถูกแพงของราคาหลักทรัพย์ในปัจจุบันจะพบว่าในปัจจุบัน ค่า P/BV ratio ของตลาดอยู่ต่ำเพียง 1.1 เท่า ซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจในการลงทุน เพราะถือว่าราคาตลาดของหุ้นต่ำมาก โดยมีค่าสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีเพียง 10% เท่านั้น และค่า P/E ratio ก็มีลักษณะเดียวกันที่ในปัจจุบันลดต่ำลงมาที่ 15.7 เท่า เท่านั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ราคาตลาดของหุ้นแทบจะไม่ได้สะท้อนโอกาสในการเติบโตของผลประกอบการในอนาคตเลย ดังนั้นในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติ และตลาดเริ่ม price-in โอกาสในการเติบโต ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยน่าจะปรับตัวสูงขึ้นได้อีกพอสมควร ดังนั้นการลงทุนในช่วงที่หุ้นมีราคาถูกเช่นนี้จึงเปิดโอกาสให้ได้กำไรในอนาคตได้

หากวิเคราะห์ที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลซึ่งเป็นผลตอบแทนที่นักลงทุนไทยมักจะคาดหวังจากการลงทุน จะพบว่าการซื้อหุ้น ณ ราคาปัจจุบันให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงถึง 4-4.5% ซึ่งเป็นระดับที่น่าดึงดูดใจในการลงทุนเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพียงประมาณ 2% ทำให้การลงทุนในหุ้นมีความน่าสนใจมาก เพราะนอกจากจะได้รับเงินปันผลที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว ยังมีโอกาสได้กำไรจากราคาหลักทรัพย์ด้วย

กล่าวโดยสรุป ถึงแม้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี ของตลาดหลักทรัพย์ไทยจะติดลบ แต่ในปัจจุบัน ณ ระดับราคาของ SET index อยู่ในจุดที่น่าสนใจในการเข้าลงทุนค่อนข้างมาก และสามารถคาดหวังผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ในอนาคต หากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในอีก 5 ปีข้างหน้ากลับมาเป็นปกติ

จากค่าสถิติย้อนหลังของผลตอบแทนการลงทุนช่วง 5 ปีก็จะพบว่า ความน่าจะเป็นที่ผลตอบแทนจากการลงทุนจะติดลบมากกว่า 5% ตลอด 5 ปีนั้นมีความน่าจะเป็นที่ต่ำกว่า 10% การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เป็น Thai ESGX จึงเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ

บทความโดย: ผศ.ดร. รัฐชัย ศีลาเจริญ และ ผศ.ดร. รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น ภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...