โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

ระนอง คนร้ายวิ่งราวชิงทองในห้างดัง ก่อนพนักงานหนุ่มวิ่งไล่ตามไปกระโดดถีบได้ทัน

สยามรัฐ

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 02.08 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 01.28 น.

คนร้ายบุกเดี่ยว สวมเสื้อแขวนยาวมีหมวกฮู้ด เข้าก่อเหตุชิงทอง 8 เส้น น้ำหนัก 8 บาท มูลค่าร่วม 500,000บาท ในห้างบิ๊กซีสาขาระนอง ก่อนจะหยิบทองที่พนักงานร้าน วางตั้งบนตู้กระจกขณะกำลังจะรวบรวมเก็บก่อนปิดร้าน แล้ววิ่งหลบหนีออกไปทางข้างห้างทันที ใช้เวลาไม่ถึงฮึดใจ พนักงานชายรีบวิ่งตามหลังทันที ไปทันในระยะ 90 เมตร ก่อนกระโดดถีบ คนร้ายชายดังกล่าวหน้าคว่ำลงกับพื้น และพนักงานห้างอีก 2 คน ร่วมกับตำรวจสายตรวจเข้าล็อคตัวทันที
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2568 เวลา 19.28 น. ศูนย์วิทยุ 191 สภ.เมืองระนอง รับแจ้งเหตุ คนร้ายชิงทอง ในร้านทองคำใน ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ สาขาระนอง ตำบลบางนอน อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง จึงรีบสั่งการให้ตำรวจสายตรวจรถยนต์ รถจักรยานยนต์ พร้อมด้วยกำลังชุดสืบสวน สภ.เมืองระนอง เร่งรุดเข้าที่เกิดเหตุทันที พร้อมสั่งการให้ป้อมยามตำรวจบนถนนสายหลัก ออกตั้งจุดสกัดบนถนนสายสำคัญ รอบเขตตัวเมืองระนอง โดยแจ้งรูปพรรณเป็นคนร้ายสวมเสื้อแขนยาวมีหมวกหมวกสวมศีรษะ และสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า กางเกงขายาว และสวมรองเท้าผ้าใบ


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าหลังรับแจ้งเหตุ ได้ขับรถยนต์ติดตามรถยนต์สายตรวจ 191 ตามเข้าไปยังห้างที่เกิดเหตุ จนกระทั่งถึงบริเวณด้านข้างของห้างดังกล่าว ห่างจากร้านทองจุดเกิดเหตุประมาณ 90 เมตร พนักงานร้านทองและพนักงานห้างดังสาขาระนอง รวม 3 คน และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระนอง ได้ทำการควบคุมคนร้ายไว้เป็นที่เรียบร้อย ก่อนนำตัวขึ้นนั่งและสวมกุญแจมือไว้ด้านหลัง โดยทองที่ติดตัวมากับคนร้ายมีจำนวน 8 เส้น น้ำหนัก 8 บาท รวมมูลค่าร่วม 500,000 บาท
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สอบถามคนร้ายผู้ก่อเหตุ ทราบว่า ชื่อนายสุเมธ อายุ 35 ปี ชาวจังหวัดตรัง เคยขายของในห้างที่จังหวัดตรัง แต่ตกงานมาร่วม 6 เดือน มาอาศัยอยู่กับแฟนที่จังหวัดระนอง พอถามว่ามาก่อเหตุที่ห้างโดยรถอะไร นายสุเมธ ให้การว่ามีคนมาส่ง เป็นคนในละแวกใกล้บ้านเช่า แต่ยังคงให้การสับสนว่าเดินทางมาก่อเหตุแล้วจะกลับหรือหลบหนีอย่างไร จึงต้องมีการสอบถามผู้ก่อเหตุอีกครั้ง ก็ยังคงให้การว่ามีคนมาส่ง อาศัยอยู่กับแฟนที่บ้านแถวตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง เมื่อตรวจสอบประวัติเบื้องต้น เคยถูกดำเนินคดีและต้องโทษ ในข้อหาฉ้อโกง และวิ่งราวทองหนัก 2 บาท ที่จังหวัดตรังมาก่อน


นายสุริยะ เปลี่ยนสมบัติ อายุ 26 ปี พนักงานประจำร้านทองคำเยาวราช ที่วิ่งไล่ตามคนร้ายมา ได้กล่าวว่า ในขณะกำลังเก็บทอง จะปิดร้าน คนร้ายจู่ๆแล้วเดินเข้ามา แล้วหยิบทอง วิ่งออกไปทันที แล้วผมวิ่งไล่ตามมาทันที เมื่อทันตรงจุดนี้จึงกระโดดถีบหลัง ตรงจุดนี้ โดยมีพี่พนักงานวิ่งถือไม้มาช่วยอีก 2-3 คน ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมควบคุมตัว

จากนั้นได้ควบคุมตัว นายสุเมธ ผู้ต้องหาชิงทอง กลับไปที่ร้านทองคำเยาวราช โดยมี พล.ต.ต.ธนวัตร วัฒนกุล ผบก.ภ.จว.ระนอง และ พ.ต.อ.เสกสรร แก้วสว่าง รอง
ผบก.ภ.จว.ระนอง เข้าร่วมกับ ร.ต.ท.สาธิต ประทีปจิตร รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองระนอง ตรวจสอบภายในร้านทองคำเยาวราช ถึงการเข้ามาก่อเหตุของคนร้ายที่ใช้เวลาเพียงอึดใจ สามารถชิงทองออกไปได้ โดยขณะกำลังปิดร้านไม่ทันได้ล็อคประตู อยู่ระหว่างการรวบรวมและนับทองออกมาตั้งบนตู้กระจก ก่อนนำเข้าตู้เซฟภายในร้าน ร้ายนายสุเมธได้เดินเข้ามาโดยไม่ทันระวังหรือสอบถาม ได้หยิบสร้อยคอทองคำในแผงที่ตั้งไว้จำนวน 8 บาท วิ่งหลบหนีทันที ซึ่งในขณะนั้นนายสุเมธ ได้มีอาสการลักษณะคนจะอาเจียน ทางตำรวจจึงอนุญาตและควบคุมตัวผู้กก่อเหตุไปพบแพทย์ที่ รพ.ระนองก่อน แล้วค่อยส่งตัวให้กับร้อยเวรพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระนอง ทำการสอบปากคำ


พล.ต.ต.ธนวัตร วัฒนกุล ผบก.ภ.จว.ระนอง เปิดให้สัมภาษณ์ว่า ในขณะที่ร้านทองกำลังจะปิด พนังงานขายในร้านกำลังจะเก็บทอง นายสุเมธ ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัว ได้เดินเข้าไปในร้านทอง จากนั้นก็ทำการหยิบทอง ที่ตั้งอยู่วิ่งหนีออกจากร้านไปด้านหลังห้าง พนักงานชายประจำร้านได้วิ่งตามไปทัน และได้กระโดดถีบหลัง จนคนร้ายล้มลง เป็นจังหวะที่มีพลเมืองดีเข้ามาช่วย กันกอดรัดฟัดเหวี่ยง ซึ่งตอนเกิดเหตุพนักงานร้านได้รีบโทรแจ้ง 191 และมีตำรวจอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุพอดี ตามที่ได้สั่งการให้ตำรวจในพื้นที่จัดเวรยามช่วงร้านทองปิดปิด ให้มาตรวจตราเป็นประจำ ก่อนจะควบคุมตัวไว้ได้ ซึ่งกรณีนี้นับได้ว่า เป็นกรณีร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งพลเมืองดี พนักงานร้าน และตำรวจช่วยกันจับคนร้ายไว้ได้ โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...